News
Admin

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงานและคณะผู้แทนจากประเทศไทย เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 36 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (36th ASEAN Ministers on Energy Meeting and Associated Meetings: 36th AMEM) ภายใต้ธีม Transforming Energy : Invest, Innovate, Integrate ระหว่างวันที่ 25 - 30 ตุลาคม 2561 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และปลัดกระทรวงพลังงาน จากทั้ง 10 ประเทศอาเซียน และ         8 ประเทศคู่เจรจา ประกอบด้วย ออสเตรเลีย อินเดีย นิวซีแลนด์ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา และ 2 องค์กรระหว่างประเทศ ประกอบด้วย ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (IRENA)  ซึ่งการประชุมฯ ครั้งนี้ ได้ติดตามการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานอาเซียน (ASEAN Plan of Action on Energy Cooperation: APAEC) ปี 2559-2568 ระยะที่ 1 ระหว่างปี 2559-2563 ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงและการบูรณาการด้านพลังงาน โดยในการประชุมจะมีการรับรองถ้อยแถลงร่วม (Joint Ministerial Statement of the 36th AMEM) ซึ่งมีประเด็นสำคัญได้แก่ ด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการอนุรักษ์พลังงาน ความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยสามารถลดความเข้มการใช้พลังงาน (Energy Intensity) ในปี 2559 ได้ถึง 21.9% เทียบจากปีฐาน 2548 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 20% ภายในปี 2563 การผลักดันให้มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Building Code) ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงการความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างอาเซียนและเยอรมัน (AGEP) ยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยการจัดทำมาตรฐานขั้นสูง และดำเนินข้อตกลงที่เป็นข้อตกลงในอาเซียน เพื่อยอมรับผลการตรวจสอบด้านพลังงานของผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิกส์ในระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN Sectoral Mutual Recognition Arrangement for Electrical & Electronic Equipment : ASEAN EE MRA) การดำเนินงานร่วมกับ IEA ในการพัฒนานโยบายพลังงานและเสริมสร้างศักยภาพในการลงทุนและการจัดหาเงินทุนสำหรับอาเซียนในอนาคต ริเริ่มจัดทำแนวทางการเสริมสร้างศักยภาพในการลงทุนและการจัดหาเงินทุนสำหรับอาเซียนในอนาคต(Capacity Building Roadmap on Energy Investment and Financing) เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการลงทุนและการวิเคราะห์ทางด้านการเงินสำหรับโครงการด้านพลังงาน จัดทำแนวทางการดำเนินงานที่สามารถตอบสนองต่อความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การร่วมมือเพื่อบรรลุเป้าหมายของอาเซียนต่อพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) อาเซียนได้ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างอาเซียนและทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (IRENA) เพื่อผลักดันให้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนในอาเซียนให้ได้ตามเป้าหมาย 23% ในปี 2568 ซึ่งในปี 2559 มีสัดส่วนอยู่ที่ 12.4% เสริมสร้างศักยภาพด้านพลังงานนิวเคลียร์เพื่อประชาชน ร่วมมือกับจีน แคนาดา และองค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ในการสร้างขีดความสามารถด้านความปลอดภัยและความมั่นคงนิวเคลียร์ รวมทั้งสนับสนุนการศึกษาความเป็นไปได้สำหรับการพัฒนาโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในอาเซียนที่กำลังดำเนินการอยู่ และกฎระเบียบ ความปลอดภัย และความเข้าใจของประชาชนในเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ การส่งเสริมเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด - มีการเผยแพร่กรณีศึกษาเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดปรับปรุงคุณภาพถ่านหินในอินโดนีเซีย และรูปแบบการจัดหาเงินทุน (Financial Model) ในเวียดนาม เพื่อสร้างโอกาสการลงทุนถ่านหินในอาเซียน - ได้มีการส่งเสริมประสิทธิภาพและการใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดมาตรฐานสูงในอาเซียน และไทยได้ริเริ่มการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี จึงได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการด้านถ่านหินที่เกี่ยวข้องกับความห่วงใยด้านสิ่งแวดล้อมโลกในช่วงกลางปีนี้ การเสริมสร้างความร่วมมือด้านก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และการค้าในอาเซียน - มีสถานีแปรสภาพก๊าซให้เป็นของเหลว (Regasification Terminal) จำนวน 8 สถานี ที่สามารถรองรับ LNG จาก 36.3 ล้านตันต่อปี และมีแผนที่ขยายให้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 27 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2568 - การจัดทำแผนแม่บทการซื้อ-ขาย เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและจัดทำร่างสัญญาซื้อขาย LNG สำหรับใช้ในอาเซียน - มีการเผยแพร่ผลการศึกษา Gas Advocacy White Paper เพื่อสนับสนุนการใช้ก๊าซธรรมชาติและ LNG ผ่านช่องทางการตลาดที่มีความเชื่อมโยงกัน (ASEAN Common Gas Market) และการศึกษาต่อยอดเรื่อง Small-Scale LNG และ LNG Bunkering การขยายการซื้อ-ขายไฟฟ้าพหุภาคีในอาเซียน - โครงการซื้อขายไฟฟ้าระดับพหุภาคี LTM-PIP ที่เริ่มขึ้นมาตั้งแต่มกราคม 2561 และเริ่มซื้อขายไฟฟ้าแล้ว รวมจำนวน 15.9 ล้านหน่วย ซึ่งที่ประชุมก็ผลักดันให้มีประเทศอื่นๆ เข้าร่วมการซื้อขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เช่น สิงคโปร์ เมียนมา และให้มีการซื้อขายในลักษณะ Firm Contract - การศึกษาการจัดตั้งสถาบันเพื่อรองรับการซื้อขายไฟในอาเซียน เพื่อควบคุมระบบไฟฟ้าและวางแผนระบบไฟฟ้าอาเซียน สร้างแรงจูงใจด้านการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานหมุนเวียน ในปีนี้มีได้มีการมอลรางวัล ASEAN Energy Awards 2018 รวม 63 รางวัล แบ่งเป็นรางวัลด้าน การอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานหมุนเวียน จำนวน 52 รางวัล และด้านเชิดชูเกียรติบุคคลด้านพลังาน จำนวน 11 รางวัล ประเทศไทยได้รับรางวัลรวมทั้งหมด 25 รางวัล ซึ่งมากที่สุดในอาเซียน แบ่งเป็นด้านพลังงานหมุนเวียนและด้านอนุรักษ์พลังงาน ในระดับอาเซียนรวม 21 รางวัล และได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติบุคคลด้านพลังาน 4 รางวัล มีรายละเอียด ดังนี้ 1) ด้านโครงการพลังงานหมุนเวียนดีเด่น ส่งประกวด 13 ผลงาน ได้รับ 13 รางวัล แบ่งเป็น รางวัลชนะเลิศ จำนวน 6 รางวัล รองชนะเลิศ อันดับ 1 จำนวน 4 รางวัล รองชนะเลิศ อันดับ 2 จำนวน 3 รางวัล 2) ด้านบริหารจัดการพลังงานดีเด่น ส่งประกวด 7 ผลงาน ได้รับ 6 รางวัล แบ่งเป็น รางวัลชนะเลิศ จำนวน 4 รางวัล รองชนะเลิศ อันดับ 1 จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศ อันดับ 2 จำนวน 1 รางวัล 3) ด้านอาคารอนุรักษ์พลังงานดีเด่น ส่งประกวด 3 ผลงาน ได้รับ 1 รางวัล ได้แก่ รองชนะเลิศ อันดับ 2 จำนวน 1 รางวัล 4) ด้านอาคารเขียวดีเด่น ส่งประกวด 2 ผลงาน ได้รับ 1 รางวัล ได้แก่ รองชนะเลิศ อันดับ 1 จำนวน 1 รางวัล 5) รางวัลเชิดชูเกียรติบุคคลด้านพลังาน จำนวน 4 รางวัล ได้แก่ นายธรรมยศ  ศรีช่วย             อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน นายวีระศักดิ์  พึ่งรัศมี             อดีตอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ นายเทวินทร์ วงศ์วานิช    อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นางสาวดารารัตน์ ฤทธิ์บุญญากร   อดีตผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน อนึ่ง ประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการประชุมครั้งนี้ คือ ไทยได้นำเสนอแนวคิดการพัฒนาด้านพลังงานของไทยให้กับที่ประชุม ซึ่งได้รับความสนใจในบทบาทของไทยด้านพลังงานซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในเวทีอาเซียนในการช่วยเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาค รวมถึงองค์กรชั้นนำด้านพลังงานระดับโลก ที่จะพัฒนานโยบาย และศักยภาพเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของไทยและอาเซียนต่อไป

อ่านต่อ...
Admin

สานพลังหน่วยงานของรัฐสังกัดกระทรวงคมนาคมและกระทรวงพลังงาน สนับสนุนนโยบายเพิ่มการใช้พลังงานทดแทน ด้วยการนำร่องใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ในรถโดยสารสาธารณะ ขสมก. และ บขส. เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันไทย และลดมลภาวะทางอากาศ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้เกียรติร่วมเป็นประธานใน พิธีเปิดโครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 สำหรับรถโดยสาร องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ณ อู่ ขสมก. เมกาบางนา ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยมี นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายประยูร ช่วยแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถองค์การ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ และ นายจิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด ร่วมทำพิธีเปิดโครงการฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงนโยบายว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ที่มีความผันผวนและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น กระทรวงพลังงานได้มีการเตรียมความพร้อมรองรับ เพื่อไม่ให้ราคาน้ำมันส่งผลกระทบต่อค่าขนส่งสินค้า และค่าครองชีพของประชาชน ในขณะเดียวกันก็เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันด้วย จึงมีนโยบายให้จัดจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 โดยจำหน่ายสำหรับรถเฉพาะกลุ่มเท่านั้น คือ กลุ่มรถบรรทุก รถโดยสาร และเรือโดยสาร ซึ่งมีเป้าหมายในการจำหน่ายที่ 15 ล้านลิตรต่อวัน และคาดว่าจะสามารถเพิ่มปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มดิบได้มากขึ้นจากเดิม 1.3 ล้านตันต่อปีเป็น 1.7 ล้านตันต่อปี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการให้บริการให้ผู้ใช้บริการรถขนส่งสาธารณะได้รับความสะดวกยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ตระหนักถึงการช่วยเหลือลดภาระของผู้มีรายได้น้อย แก้ไขปัญหาของสังคม จึงยินดีสนับสนุนนโยบายของกระทรวงพลังงานในการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 สำหรับรถโดยสารสาธารณะ โดยนำร่องจากรถโดยสารของหน่วยงานในสังกัด กระทรวงคมนาคม คือ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (ขสมก.) จำนวน 5 คัน และ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) จำนวน 3 คัน ภายใต้การจัดจำหน่ายเชื้อเพลิงดีเซลหมุนเร็ว บี20 โดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รองผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถองค์การ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ กล่าวถึงความร่วมมือในโครงการฯ ว่า ขสมก. มีความยินดีในการเข้าร่วมโครงการศึกษาการใช้น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมไบโอดีเซล ร้อยละ 20 ในเครื่องยนต์รถโดยสารของ ขสมก. เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยจะทำการทดลองในรถโดยสารธรรมดาสาย 145 อู่เมกาบางนา ถึง อู่หมอชิต 2 จำนวน 5 คัน ประมาณการใช้น้ำมันอยู่ที่ 400 ลิตรต่อวัน หรือ 12,000 ลิตรต่อเดือน และจะมีรถคู่เทียบในรุ่นเดียวกันอีก 5 คัน เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ รวมถึงผลกระทบที่มีต่อเครื่องยนต์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และด้านอื่นๆ ด้วย โดยพร้อมขยายการใช้งานในรถของ ขสมก. ให้ครอบคลุมต่อไป กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า บขส. มีภารกิจในการให้บริการประชาชนในเส้นทางสัญจรระหว่างเมืองทั่วประเทศ และมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ในการสนับสนุนโครงการทดลองใช้น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมไบโอดีเซล ร้อยละ 20 โดยได้จัดเตรียมรถโดยสารประจำทางของ บขส. จำนวน 3 คัน ในเส้นทาง กรุงเทพฯ-กำแพงเพชร กรุงเทพฯ-บุรีรัมย์ และ กรุงเทพฯ-สระบุรี ซึ่งมีปริมาณการใช้น้ำมันรวมอยู่ที่ 19,500 ลิตรต่อเดือน โดย บขส. ได้จัดเตรียมจุดตั้งถังน้ำมันที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) ถนนกำแพงเพชร 2 และจะเข้าร่วมโครงการทดสอบอย่างเป็นทางการเป็นระยะเวลา 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม ศกนี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวในตอนท้ายว่า ปตท. ได้รับการสนับสนุนจากระทรวงการคลัง และกองทุนน้ำมันอุดหนุนส่วนต่าง ทำให้มีส่วนลดราคาน้ำมันดีเซลเกรดพิเศษ B20 เป็นลิตรละ 3 บาท เพื่อลดผลกระทบต่อราคาค่าโดยสาร ค่าบริการขนส่งสินค้า และค่าครองชีพของประชาชน นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพทางราคาของปาล์มน้ำมัน ถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรปาล์มน้ำมัน และยังสามารถลดมลภาวะทางอากาศได้อีกด้วย สำหรับ ปตท. ในฐานะรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงพลังงาน ได้ดำเนินภารกิจเพื่อสร้างความมั่นคง และความมีเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศควบคู่กับการดูแลชุมชน สังคม ตลอดจนสิ่งแวดล้อม ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

อ่านต่อ...
Admin

วันนี้ (13 ต.ค. 61 ) ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง เข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรบำเพ็ญกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ บริเวณพระลานพระราชวังดุสิต

อ่านต่อ...
Admin

วันนี้ (11 ตุลาคม 2561) ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นำคณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงพลังงาน ร่วมทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 89 รูป เนื่องในวันพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 2 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงอุทิศพระวรกายประกอบพระราชกรณียกิจซึ่งนำมายังประโยชน์สุขและความเจริญรุ่งเรืองแก่ประชาชนชาวไทยและประเทศชาติตลอดช่วงเวลาที่พระองค์ทรงครองราชย์ ณ บริเวณลานพระพรหม ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์

อ่านต่อ...
Admin

วันนี้ (3 ตค.) ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงพลังงาน ประจำปี 2561 ซึ่งในปีนี้ถือเป็นปีที่ 16 ในการสถาปนากระทรวงพลังงาน โดยมีผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ และผู้ที่เกี่ยวข้องในแวดวงพลังงาน เข้าร่วมกิจกรรมในงานวันสถาปนากระทรวงพลังงานในวันนี้ ทั้งนี้ กิจกรรมที่สำคัญ ได้แก่ พิธีสักการะพระพรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกระทรวงพลังงาน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้นำจุดธูปเทียน ถวายพวงมาลัย และเครื่องสักการะพระพรหม พร้อมสักการะพระพรหมทั้ง 4 ทิศ  และลำดับถัดมาในพิธีสงฆ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้นำคณะผู้บริหาร และผู้ร่วมงานทั้งหมด ร่วมพิธีการอารธาศีล อาราธนาพระปริตร ถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ และร่วมพิธีกรวดน้ำรับพรและพระสงฆ์ประพรมน้ำพระพุทธมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้ร่วมงานทุกคน นอกจากนี้  ในวันสถาปนากระทรวงพลังงาน ครบรอบ 16 ปีครั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้ประกาศงดรับกระเช้าและของขวัญต่างๆ  ในการแสดงความยินดี โดยกระทรวงพลังงานได้ขอให้ผู้เข้าร่วมงาน ที่จะแสดงความยินดี ให้ร่วมกันสมทบทุนเพื่อซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ อาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา ของโรงพยาบาลศิริราช เป็นการทดแทน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เป็นผู้รับมอบเงินสมทบทุนจากหน่วยงานต่างๆ  จำนวน 1,180,000 บาท และส่งต่อให้แก่โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งนอกจากจะเป็นการแสดงความยินดีต่อวันสถาปนากระทรวงพลังงานแล้ว ยังเป็นการร่วมกันสร้างกุศลครั้งสำคัญร่วมกับโรงพยาบาลศิริราช อีกด้วย

อ่านต่อ...
Admin

ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงาน เดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการในจังหวัดเพชรบูรณ์ วันที่ 17 กันยายน 2561 ซึ่งเป็นภารกิจส่วนหนึ่งของการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ โดยติดตามโครงการด้านพลังงานที่สำคัญในพื้นที่ ได้แก่ โครงการสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์สู้ภัยแล้ง (ระบบเกษตร) พื้นที่ต.บ้านกล้วย โครงการผลิตน้ำมันดิบบนบก แหล่งวิเชียรบุรี และโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม เขาค้อ ทั้งนี้ การตรวจเยี่ยมโครงการสูบน้ำแสงอาทิตย์สู้ภัยแล้ง (ระบบเกษตร) ที่ ต.บ้านกล้วย อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์  ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ได้รับการสนับสนุนระบบการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการสูบน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร หลังจากประสบปัญหาภัยแล้ง และไม่สามารถได้รับผลผลิตการเกษตรได้อย่างเต็มที่ โดยเบื้องต้นจากการนำระบบสูบน้ำฯ ที่ได้รับจากการจัดสรรงบประมาณกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานเมื่อปี 2559 พบว่ามีพื้นที่ได้รับประโยชน์จากชาวบ้านกลุ่มที่ 1 ประมาณ 163 ไร่ และชาวบ้านกลุ่มที่ 2 ประมาณ 174 ไร่ โดยเกษตรกรในพื้นที่ก่อนที่จะมีระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เพาะปลูกข้าวและข้าวโพด รายได้เฉลี่ยจากเดิม 6,000 บาทต่อไร่ต่อปี เมื่อได้รับระบบสูบน้ำเข้ามาช่วยทำให้สามารถเพาะปลูกพืชผักพื้นดิน และผักสวนครัวเพิ่มเติม เช่น ปลูกถั่วเขียว มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นประมาน 10,000 บาท ต่อไร่ต่อปี ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ทำให้มีน้ำแน่นอน ปลูกพืชต่างชนิดในฤดูแล้งได้ โดยจากความสำเร็จของโครงการฯ ที่ผ่านมา จึงมีการขยายให้กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ ที่สนใจขอรับการติดตั้งระบบสูบน้ำแสงอาทิตย์ โดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุน ฯ อนุรักษ์พลังงานเพิ่มเติมอีก ซึ่งขณะนี้มีเกษตรอีก 2 กลุ่มที่พร้อมจะเข้าร่วมโครงการฯ แต่อยู่ระหว่างขั้นตอนข้อเสนอโครงการเพื่อพิจารณา ที่เอกสารยังไม่สมบูรณ์ โดยการลงพื้นที่  ในครั้งนี้ ผู้บริหารกระทรวงพลังงาน เจ้าหน้าที่สำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานจะร่วมกันรับฟังปัญหาของชาวบ้าน และให้คำปรึกษา ตลอดจนจะเร่งช่วยอำนวยความสะดวกให้กับชาวบ้านที่มีความต้องการระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ส่วนการเยี่ยมชมแหล่งน้ำมันดิบวิเชียรบุรีนั้น เป็นการเยี่ยมชมในแปลงสำรวจหมายเลข L44/43 เกี่ยวกับกระบวนการผลิตน้ำมันดิบและการจัดการน้ำจากกระบวนการผลิต โดยแปลงสำรวจดังกล่าวเป็นหนึ่งในแปลงสำรวจของแหล่งน้ำมันดิบวิเชียรบุรี ซึ่งมีพื้นที่ 134 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 2 อำเภอได้แก่ อำเภอวิเชียรบุรี  และอำเภอศรีเทพ ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ประกอบด้วยพื้นที่ผลิตจำนวน 3 แปลง ได้แก่ แปลงสำรวจหมายเลข SW1 มีบริษัท อีโค่ โอเรียนท์ เอ็นเนอร์ยี่ (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ดเป็นผู้รับสัมปทาน และแปลงสำรวจหมายเลข L44/43 และหมายเลข L33/43 มีบริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ได้รับสัมปทาน

อ่านต่อ...