News
Admin

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มอบนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจกระทรวงพลังงานปี 2561 โดยมีนายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน และผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วม ซึ่งได้กำชับให้บุคลากรกระทรวงพลังงานทุกคนปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก มีผลสัมฤทธิ์สามารถประเมินผลได้ อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมร่วมแสดงสัญลักษณ์การต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น ในโอกาสครบรอบ 15 ปี วันคล้ายวันสถาปนากระทรวงพลังงาน และก้าวสู่ปีที่ 16 ในวันที่ 3 ตุลาคม 2560 เพื่อย้ำเตือนให้ทุกคนยึดถือเป็นหลักในการทำงานพลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน รัฐบาลมีแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศระยะยาวภายใต้กรอบการทำงานที่สำคัญ 2 ส่วน คือ พระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ ที่ผ่านมา การขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงพลังงานดำเนินการตามกรอบและสอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่ของรัฐบาล โดยมีการทบทวนยุทธศาสตร์กระทรวงทุกปี เพื่อพัฒนาประเทศชาติให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ซึ่งกระทรวงพลังงานมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศใน 2 มิติ คือ มีบทบาทในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะระบบพลังงานที่มีความมั่นคง มีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่องและมีต้นทุนพลังงานที่แข่งขันได้ และบทบาทในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจจากการลงทุนของภาคพลังงาน ที่ปัจจุบันภาคพลังงานมีมูลค่าการลงทุนปีละหลายแสนล้านบาทสำหรับการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงพลังงานในปี 2561 นี้ ยังคงเดินหน้าการขับเคลื่อนนโยบาย Energy 4.0 โดยให้ทุกหน่วยงานดำเนินโครงการต่างๆ ตามแผนและเป้าหมายที่วางไว้ แต่ให้มีการต่อยอดไปสู่การเป็นผู้ผลิตนวัตกรรมและเทคโนโลยีพลังงานเพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ และการปรับแผนบูรณาการ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนแผนให้สามารถรองรับตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ตลอดจนการดำเนินงานตามข้อตกลงผูกมัดในเชิงพันธสัญญากับต่างประเทศ อาทิ การลดการปล่อย CO2 ตามข้อตกลง COP21 เป็นต้นการจะบรรลุภารกิจตามที่กล่าวได้ จำเป็นต้องมีการพัฒนาการทำงานของข้าราชการ และพนักงาน เจ้าหน้าที่ในทุกระดับ เพื่อให้เป็นองค์กรที่มีผลการปฏิบัติงานสูง โดยปฏิบัติงานอย่างมืออาชีพในเชิงรุก มีการติดตามประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้หลักธรรมาภิบาล ดังนั้น การมอบนโยบายของ พลเอก อนันตพรฯ ในวันนี้จึงครอบคลุมใน 2 ส่วนหลัก กล่าวคือ นโยบายการบริหารงานด้านพลังงาน และนโยบายด้านการบริหารและปฏิบัติงานภายในกระทรวงและหน่วยงานในสังกัด โดยเน้นย้ำเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ การจัดซื้อจัดจ้างต้องมีความโปร่งใสนำระบบสัญญาคุณธรรมมาใช้ สำหรับการพัฒนาบุคลากรนั้น จะต้องสร้างคนให้สามารถคิดในเชิงกลยุทธ์ได้และมีทักษะการปฏิบัติงาน สามารถทำงานให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและเกิดการบูรณาการอย่างยั่งยืนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังได้กล่าวเสริมอีกว่า ในวันนี้ยังจัดให้มีการบรรยายสรุปการทบทวนยุทธศาสตร์ประจำปี 2561-2564 ให้ผู้บริหารและผู้เข้าร่วมประชุมได้รับทราบเพื่อเป็นทิศทางในการปฏิบัติงานต่อไป

อ่านต่อ...
Admin

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความ คืบหน้าการเปิดประมูลเพื่อให้สิทธิเอกชนเข้ามาดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ในแหล่งเอราวัณและบงกช ที่จะหมดอายุใน ปี 2565-2566 ว่า ในขั้นตอนของการจัดทำร่างทีโออาร์เพื่อเชิญชวนให้เอกชนเข้าร่วมการประมูลนั้น ในส่วนของกระทรวงพลังงานยืนยันว่าจะแล้วเสร็จตามแผนที่กำหนด แต่ในขั้นตอนที่จะนำไปสู่การออกประกาศเชิญชวนได้นั้น จะต้องส่งเรื่องให้ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา ตรวจร่างกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับสัญญาแบ่งปันผลผลิต(PSC) และร่างทีโออาร์ รวมทั้งเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ซึ่งต้องใช้เวลา และอาจจะส่งผลให้การเปิดประมูลล่าช้าออกไป 1-2 เดือน จากเดิมที่คาดว่าจะสามารถเปิดขายทีโออารได้ในเดือน ต.ค.นี้ สำหรับในส่วนของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ที่จะเดินสายโรดโชว์เชิญชวนนักลงทุนให้เข้าร่วมการประมูลแหล่งเอราวัณและบงกชนั้น พลเอกอนันตพร กล่าวว่า ไม่ได้ให้นโยบายหรือมีการสั่งให้ดำเนินการ แต่เป็นเรื่องที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะพิจารณาเองตามความเหมาะสม ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center –ENC) รายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่14ก.ย. 2560 ที่ผ่านมาทาง อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี ได้เดินทางไปพบกับรัฐมนตรีพลังงานสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี) ที่อาบูดาบี เพื่อเชิญ Mubadala Petroleum(MP) ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ที่รัฐบาลยูเออี ถือหุ้น100% เข้าร่วมประมูลในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียม ทั้งเอราวัณ และบงกช โดยทาง Mubadala Petroleum แสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมประมูลแข่งขัน ทั้งในส่วนของแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ ที่มีกลุ่มเชฟรอน เป็นผู้รับสัมปทานอยู่เดิม และแหล่งบงกช ที่มีบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด(มหาชน) หรือปตท.สผ. เป็นผู้รับสัมปทาน ที่มา :: http://energynewscenter.com/index.php/news/detail/936

อ่านต่อ...
Admin

พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในงานเสวนาเรื่อง “เศรษฐกิจฟื้น พลังงานฟุบ” ที่จัดโดยหลักสูตรของสถาบันวิทยาการพลังงาน (วพน.) ว่า ตามแผนการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจากประเภทต่าง ๆ โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) นั้นจะเริ่มที่โครงการ SPP Hybrid Firm หรือการผสมผสานประเภทเชื้อเพลิง รวม 300 เมกะวัตต์ ภายใต้ราคาค่าไฟฟ้าแบบ Feed in Tariff หรือ FiT ที่ 3.66 บาท/หน่วยนั้น ปรากฏว่าเมื่อประเมินศักยภาพแล้วพบว่าจะมีผู้สนใจยื่นเสนอเพื่อพัฒนากว่า 4,000 เมกะวัตต์ ซึ่งไม่สามารถรับซื้อทั้งหมดได้ ที่สำคัญตามแผนพัฒนาทดแทนและพลังงานทางเลือก หรือ AEDP 2015 (Alternative Energy Development Plan) จะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนร้อยละ 20 ในปี 2579 ทั้งนี้ยังไม่รวมการผลิตไฟฟ้าที่ไม่ได้ขายเข้าระบบเกิดขึ้นอีกมาก และอาจจะกระทบต่อภาพรวมของการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้าจากระบบหลักที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะลดลงมาก ซึ่ง กฟผ.จะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันด้วยเมื่อการใช้ไฟฟ้าจากระบบหลักน้อยลง ก็จะทำให้อัตราค่าไฟฟ้าลดลงไปด้วย ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากภาพรวมจะพบว่ากำลังผลิตจากพลังงานทดแทนที่เข้าระบบคิดเป็นร้อยละ 2-3 เท่านั้น แต่ในกรณีที่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10 อาจจะส่งผลกระทบต่ออัตราค่าไฟฟ้าโดยรวมที่จะต้องเรียกเก็บจากประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะบริหารจัดการอย่างไร ในขณะที่นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ กฟผ. กล่าวถึงปริมาณสำรองไฟฟ้าขณะนี้อยู่ที่ร้อยละ 30 แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายภาคพบว่า พื้นที่ภาคใต้ไฟฟ้ายังไม่พอรองรับ และภาคใต้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยร้อยละ 15 ในขณะที่ภาคอื่น ๆ อยู่ที่ร้อยละ 3-4 ทำให้ต้องส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปเสริมผ่านระบบสายส่ง กฟผ.ก็มีแผนสำรองในกรณีที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ ได้เจรจากับผู้รับสัมปทานในแหล่งก๊าซพื้นที่ทับซ้อนไทย-มาเลเซีย (JDA) ให้เพิ่มปริมาณส่งก๊าซสำหรับกำลังผลิตใหม่อีก 800 เมกะวัตต์ สำหรับ กฟผ.มีแผนที่จะลงทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะประเภทชีวมวลร่วมกับพันธมิตร เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และขณะนี้เตรียมผลักดันการปลูกไม้โตเร็วเพื่อมาใช้เป็นเชื้อเพลิงโรงไฟฟ้าด้วย และเป็นความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่ในรูปของสหกรณ์การเกษตร รายงานข่าวเพิ่มเติมสำหรับเสวนาดังกล่าว จัดขึ้นโดยหลักสูตรสถาบันวิทยาการพลังงาน (วพน.) รุ่นที่ 10 ผู้ร่วมเสวนาที่นอกเหนือจากพลเอกอนันตพรและนายสหรัฐแล้ว คือ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และนายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานคณะกรรมการบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) ซึ่งมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือ เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเริ่มเห็นผลแล้ว ในส่วนของพลังงานที่มองว่าฟุบนั้น มาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับลดลงอย่างมาก แต่ความต้องการใช้ยังคงเพิ่มขึ้น และที่สำคัญการใช้พลังงานจะเปลี่ยนรูปแบบไปที่ไฟฟ้ามากขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า และมีแนวโน้มว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ในช่วงปี 2050 ประมาณร้อยละ 90 จะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ที่ใช้พลังงานสะอาด เช่น ไฮบริด อีวี และไฮโดรเจนที่มา :: https://www.prachachat.net/breaking-news/news-42263

อ่านต่อ...
Admin

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงการที่ประเทศไทยได้ไปโชว์ศักยภาพความโดดเด่นด้านพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานชีวภาพของประเทศไทย ผ่านการจัดแสดงนิทรรศการโดย อาคารศาลาไทย (Thailand Pavilion) ภายใต้แนวคิด Bioenergy for All ในงาน Astana Expo 2017 ณ กรุงอัสตนา สาธารณรัฐคาซัคสถาน ระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน-วันที่ 10 กันยายน 2560 ที่ผ่านมาว่า ตลอดการจัดงาน 3 เดือน ศาลาไทย(Thailand Pabilion) การันตีด้วยความสำเร็จด้วยการขึ้นแท่น 1 ใน 4 พาวิลเลียน ยอดนิยมที่มีผู้เข้าชมงานมากที่สุดจาก 115 ประเทศที่เข้าร่วม โดยมีจำนวนผู้เข้าชม ทั้งสิ้น 715,019 คน เฉลี่ยวันละ 7,662 คน คิดเป็น 18% ซึ่งทะลุเป้าที่ทางรัฐบาลไทยตั้งไว้ นอกจากนี้อาคารศาลาไทยยังได้รับคัดเลือกเป็นอันดับ 2 ให้เป็นพาวิลเลียนที่ดีที่สุดสำหรับเด็กและครอบครัว และท้ายสุดรางวัลขวัญใจมหาชน Honorable Mention สาขา People Choice Awards ที่ได้รับรางวัลจากการโหวตจากเสียงผู้เข้าชมงานส่วนการรับรู้เนื้อหาที่ประเทศไทยต้องการสื่อ พบว่า ผู้เข้าชมมีความเข้าใจ และรับรู้เนื้อมากขึ้นโดยเฉพาะการนำเสนอเรื่อง Bioenergy เพิ่มมากขึ้นอย่างเด่นชัด สามารถรับรู้ได้ว่าประเทศไทยใช้พลังงานชีวภาพ เป็นพลังงานทดแทน และรับรู้ถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงเป็นพระบิดาแห่งพลังงานไทย และเห็นว่าคนไทยมีความเป็นมิตรที่ดี และมีความสนใจอยากจะมาเที่ยวเมืองไทยสูงถึง 80% อีกด้วย นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า นอกจากนิทรรศการด้านพลังงานแล้ว Thailand Pavilion ยังนำเสนอและส่งเสริมประเทศไทยด้านอื่นๆจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีผลตอบรับการเข้าร่วมงานครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นการเปิดตลาดด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีการเจรจาจับคู่ธุรกิจพบยอดการสั่งซื้อสินค้าไทยในสาธารณรัฐคาซัคสถานภายใน 1 ปีมีมูลค่า 11.12 ล้านบาท ครัวการบินไทยมียอดการจำหน่ายอาหารไทยคิดเป็นมูลค่า 1.2 ล้านบาท ฯลฯทั้งนี้โครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือร่วมใจเป็นอย่างดีจากหน่วยต่าง ๆ ที่ให้ความสนับสนุน ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพานิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กรมการพัฒนาชุมชน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บริษัท ปตท. บริษัทการบินไทย ในการผลักดันและร่วมสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ของประเทศไทยในทุก ๆ มิติของการจัดงาน นำมาซึ่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่มา :: https://mgronline.com/business/detail/9600000096562

อ่านต่อ...
Admin

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงฯ อยู่ระหว่างเสนอกรอบการศึกษาพีดีพี 20 ปีฉบับใหม่ต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช. ) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานวันที่ 18 ตุลาคมนี้ โดยในแผนจะพิจารณาปัจจัยทุกด้านมาประกอบ ทั้งเรื่องการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีใหม่ (description technology) นโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ให้เพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทน ขณะเดียวกันได้ขอความร่วมมือจากคณะกรรมการปฏิรูปพลังงานที่มีนายพรชัย รุจิประภา เป็นประธาน ช่วยส่งความเห็นเพื่อนำมาประกอบการจัดทำพีดีพีใหม่ด้วย รมว.พลังงาน ยังกล่าวถึงการเปิดประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียม "เอราวัณ-บงกช" ที่จะหมดอายุปี 2565-2566 ขณะนี้รอสำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกาตรวจร่างกฎหมายลูก พ.ร.บ.ปิโตรเลียม เช่น หลักเกณฑ์ระบบแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) ว่าจะเสร็จสิ้นเมื่อใด โดยเดิมนั้นเชื่อว่าจะพิจารณาเสร็จ 1 เดือน หลังจากส่งไปให้พิจารณาเมื่อต้นเดือนกันยายน หากทำตามเป้าหมายเดิมจะเปิดทีโออาร์ประมูลแบบพีเอสซีเดือนตุลาคม แต่หากพิจารณาล่าช้าก็อาจจะเลื่อนไป 1-2 เดือน นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า แผนพีดีพีใหม่คาดจะปรับปรุงเสร็จสิ้นภายในต้นปี 2561 โดยเบื้องต้นสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แจ้งประเมินภาวะเศรษฐกิจว่าระยะยาวจะไม่ขยายตัวแบบก้าวกระโดดอาจจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3-4 ขณะที่ได้นำนโยบายรัฐบาลทั้งเรื่องการพัฒนาระบบราง, การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) , การพัฒนาโครงการระเบียงเศรษฐภาคตะวันออก (อีอีซี ) การขยายเติบโตของสังคมเมืองในภูมิภาคต่าง ๆ มาร่วมพิจารณา เพราะความต้องการใช้ไฟฟ้าของหัวเมืองต่าง ๆ จะเพิ่มขึ้น รวมถึงเทคโนโยโลยีใหม่ ทั้งสมาร์ทกริด ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage ) ระบบ Micro Grid การศึกษาพัฒนาไฟฟ้ารายภูมิภาค ซึ่งจะดูว่าความต้องการ กำลังผลิต และสายส่งของแต่ละภูมิภาคเป็นอย่างไร โดยจะส่งเสริมการผลิตตรงไหนให้ใช้ตรงนั้น ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการสูญเสียในระบบส่ง (LOSS) "การปรับแผนพีดีพีใหม่ทาง สนพ.จะร่วมกับ กฟผ.และดึงทบวงพลังงานระหว่างประเทศหรือไออีเอ มาร่วมประเมินศักยภาพพลังงาน เพราะเป็นหน่วยงานที่มีฐานข้อมูลที่ดีจะมาช่วยวิเคราะห์ โดยเผนนี้จะดูถึงเทคโนโลยีใหม่และกระจายการผลิตพลังงานทดแทน กระจายเชื้อเพลิงหลัก เพื่อลดความเสี่ยง" นายทวารัฐ กล่าว.-สำนักข่าวไทยที่มา :: http://www.tnamcot.com/view/59c2239be3f8e41f38e31dce

อ่านต่อ...
Admin

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมตรีว่าการกระทรวงพลังงาน/strong> เปิดเผยว่า การปรับปรุงแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า(PDP-2015 ) ใหม่คาดว่าจะเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) วันที่ 18 ต.ค.พิจารณารับทราบกรอบแนวทางการดำเนินงานโดยจะยังคงเน้นการรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี) การเพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทน และการจัดระบบพลังงานเป็นรายภูมิภาค รวมถึงการรองรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี " ทางสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เองก็ศึกษาอยู่ ขณะเดียวกันทางคณะกรรมการปฏิรูปด้านพลังงานก็จะศึกษาอีกทางก็จะทำให้ได้รับฟังความเห็นจากทุกด้าน โดยเราก็ต้องคิดว่าจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนอย่างไร รวมถึงสายส่ง ส่วนเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปนั้นเราเองก็ต้องดูในเรื่องของราคาที่เหมาะสมและไม่ได้เปลี่ยนในเร็วๆวันนี้ทุกอย่างก็ต้องๆค่อยทำ การส่งเสริมพลังงานทดแทนเราก็ทำอยู่ในขณะนี้ โดยปริมาณไฟฟ้าจะไม่เปลี่ยนไปจากแผนเดิมมากนัก" รมว.พลังงานกล่าว นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสนพ. กล่าวว่า การนำเสนอกพช.เพื่อรับทราบกรอบดำเนินการซึ่งจำเป็นจะต้องนำมาลงรายละเอียดต่อคาดว่าจะแล้วเสร็จในต้นปี 2561 เพื่อประกอบปรับแผนพลังงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยหลักการของการปรับจะยังคงเน้นกระจายเชื้อเพลิงเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามการปรับปรุงครั้งนี้จะร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)โดยดึงทบวงพลังงานระหว่างประเทศ(IEA) มาประเมินศักยภาพของระบบไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนว่าจะมีรองรับได้มากน้อยเพียงใด "แผนพีดีพีจะต้องดูทั้งดีมานด์ที่จะเพิ่มขึ้นเช่น การพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษ(อีอีซี) รถยนต์ไฟฟ้า(อีวี) จากนั้นเราก็ต้องมาดูฝั่งผลิตว่าควรจะมีโรงไฟฟ้าอย่างไรซึ่งนโยบายคือจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนแต่จะเป็น 40% หรือไม่ยังตอบไม่ได้ และกระจายตามภูมิภาค และเน้นการนำสมาร์ทกริดมาบริหารดีมานด์ เป็นต้น "นายทวารัฐกล่าวที่มา :: https://mgronline.com/business/detail/9600000096487

อ่านต่อ...