News
Admin

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผย กระทรวงพลังงาน เตรียมนำเสนอกรอบการปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ.2558 -2579 (พีดีพี 2015) ใหม่ เพี่อขออนุมัติหลักการจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กพช.) 18 ต.ค.นี้ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยกรอบการจัดทำแผนพีดีพี ฉบับใหม่ จะอยู่บนพื้นฐานความต้องการใช้ไฟฟ้าและกำลังการผลิตไฟฟ้าที่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งรูปแบบการผลิตไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะเน้นพลังงานทดแทนมากขึ้น รวมถึงแผนการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าที่จะมีเรื่องของระบบไมโครกริดเข้ามาช่วยลดต้นทุนและเสริมความมั่นคงในระบบไฟฟ้า ส่วนความคืบหน้าการเปิดประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 2 แหล่งหมดอายุปี 2565-2666 คือแหล่งเอราวัณและบงกช ขณะนี้ กระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างรอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจร่างกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) หลังจากได้ส่งเรื่องไปตั้งแต่ต้นเดือนก.ย.นี้ ซึ่งหากพิจารณาเสร็จภายใน 1 เดือน คาดว่าจะสามารถประกาศหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเปิดประมูล (ทีโออาร์)ได้ภายในเดือน ต.ค.นี้ แต่หากขั้นตอนพิจาณาข้อกฎหมายล่าช้าออกไป ก็อาจส่งผลให้การเปิดประมูลล่าช้าออกไป 1-2 เดือน จากเดิมที่คาดว่าจะสามารถเปิดขายทีโออารได้ในเดือน ต.ค.นี้ นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า การปรับปรุงแผนพีดีพี ครั้งนี้ สนพ.ได้ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยดึงทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) เข้ามาช่วยประเมินศักยภาพของระบบไฟฟ้าของไทยว่าจะสามารถรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้ในระดับใด เพื่อวางแผนกระจายเชื้อเพลิงในแต่ละภูมิภาคให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าและกำลังผลิต รวมถึงกำหนดรูปแบบเชื้อเพลิงให้เหมาะสม ซึ่งการจัดทำแผนพีดีพีจะเสร็จภายใน 6 เดือน หรือต้นปี2561 จากนั้นจะนำไปสู่การปรับแผนพลังงานต่างๆให้สอดคล้องกับแผนพีดีพีต่อไป

อ่านต่อ...
Admin

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาครั้งนี้ เป็นการติดตามการส่งเสริมพลังงานทดแทนในชุมชนเพื่อลดต้นทุนด้านพลังงานให้กับภาคเกษตรกรด้วยพลังงานสะอาด ภายใต้งบประมาณโครงการพลังงานชุมชนจัดการตนเองด้านพลังงาน ปี 2558 (Block Grant) และเยี่ยมชมศักยภาพการดำเนินงานโครงการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม บริษัท บางจากไบโอฟูเอล จำกัด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นการปฏิบัติราชการก่อนการเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่(ครม.สัญจร) ในวันที่ 19 กันยายน 2560 นี้ โดยโครงการระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ อบต.สิงหนาทอ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยาเป็นโครงการที่ดำเนินการตามยุทธศาสตร์กระทรวงพลังงานปี 2557 – 2561 ยุทธศาสตร์ที่ 4 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาพลังงานที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ เพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนด้านพลังงานให้กับเกษตรกรในพื้นที่อย่างยั่งยืน โครงการดังกล่าว สามารถจัดสรรน้ำเพื่อใช้ในการเกษตรให้กับเกษตรกรครอบคลุมพื้นที่หมู่ 4 5 6 และ 7 จำนวน 320 ครัวเรือน คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 4,900 ไร่ ทั้งนี้ เกษตรกรประกอบอาชีพทำนา ปีละ 3 ครั้ง มีค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำประมาณปีละ 3.6 ล้านบาท แต่ภายหลังจากทำการติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยท่อพญานาคจำนวน 10 ชุด ทำให้ชุมชนสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำประมาณปีละ 1.15 ล้านบาท นอกเหนือจากประโยชน์เรื่องการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานแล้ว โครงการระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ยังส่งเสริมให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ลดการใช้น้ำมันเพื่อการสูบน้ำในการทำนาข้าวระยะยาว ต่อยอดเป็นตำบลต้นแบบพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานของจังหวัด ตลอดจนเกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชน และการสร้างสิ่งแวดล้อมสีเขียว นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังได้กล่าวถึงการเยี่ยมชมศักยภาพการดำเนินงานของโรงงานผลิตก๊าซชีวภาพ บริษัท บางจากไบโอฟูเอล จำกัด (BBF) อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ว่า การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ ของ บริษัท บางจากไบโอฟูเอล จำกัด (BBF) เป็นการประกอบกิจการพลังงานที่สอดคล้องแนวนโยบายการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของกระทรวงพลังงาน ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก หรือ AEDP 2015 ที่มีเป้าหมายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน 30% ในปี 2579 นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากมีการรับวัตถุดิบน้ำมันปาล์มจากเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยบริษัทฯ ได้ผลิตน้ำมันไบโอดีเซล B100 เพื่อเป็นส่วนผสมของน้ำมันไบโอดีเซล ตามนโยบายการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของกระทรวงพลังงานในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 7 ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ มีกำลังการผลิต 810,000 ลิตรต่อวัน ที่มา :: http://www.newsplus.co.th/136926

อ่านต่อ...
Admin

พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาครั้งนี้ เป็นการติดตามการส่งเสริมพลังงานทดแทนในชุมชนเพื่อลดต้นทุนด้านพลังงานให้กับภาคเกษตรกรด้วยพลังงานสะอาด ภายใต้งบประมาณโครงการพลังงานชุมชนจัดการตนเองด้านพลังงาน ปี 2558 (Block Grant) และเยี่ยมชมศักยภาพการดำเนินงานโครงการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม บริษัท บางจากไบโอฟูเอล จำกัด อ.บางปะอิน ซึ่งเป็นการปฏิบัติราชการก่อนการเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่(ครม.สัญจร) ในวันที่ 19 กันยายน 2560 นี้โดยโครงการระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ อบต.สิงหนาทอ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยาเป็นโครงการที่ดำเนินการตามยุทธศาสตร์กระทรวงพลังงานปี 2557 – 2561 ยุทธศาสตร์ที่ 4 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาพลังงานที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ เพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนด้านพลังงานให้กับเกษตรกรในพื้นที่อย่างยั่งยืน โครงการดังกล่าว สามารถจัดสรรน้ำเพื่อใช้ในการเกษตรให้กับเกษตรกรครอบคลุมพื้นที่หมู่ 4 5 6 และ 7 จำนวน 320 ครัวเรือน คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 4,900 ไร่ ทั้งนี้ เกษตรกรประกอบอาชีพทำนา ปีละ 3 ครั้ง มีค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำประมาณปีละ 3.6 ล้านบาท แต่ภายหลังจากทำการติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยท่อพญานาคจำนวน 10 ชุด ทำให้ชุมชนสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำประมาณปีละ 1.15 ล้านบาท นอกเหนือจากประโยชน์เรื่องการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานแล้ว โครงการระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ยังส่งเสริมให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ลดการใช้น้ำมันเพื่อการสูบน้ำในการทำนาข้าวระยะยาว ต่อยอดเป็นตำบลต้นแบบพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานของจังหวัด ตลอดจนเกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชน และการสร้างสิ่งแวดล้อมสีเขียวนอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังได้กล่าวถึงการเยี่ยมชมศักยภาพการดำเนินงานของโรงงานผลิตก๊าซชีวภาพ บริษัท บางจากไบโอฟูเอล จำกัด (BBF) อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ว่า การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ ของ บริษัท บางจากไบโอฟูเอล จำกัด (BBF) เป็นการประกอบกิจการพลังงานที่สอดคล้องแนวนโยบายการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของกระทรวงพลังงานตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก หรือ AEDP 2015 ที่มีเป้าหมายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน 30% ในปี 2579 นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากมีการรับซื้อทลายปาล์มดิบจากเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ 100 %โดยบริษัทฯ ได้ผลิตน้ำมันไบโอดีเซล B100 เพื่อเป็นส่วนผสมของน้ำมันไบโอดีเซล ตามนโยบายการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของกระทรวงพลังงานในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 7 ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ มีกำลังการผลิต 810,000 ลิตรต่อวันที่มา :: http://www.tnews.co.th/contents/359628

อ่านต่อ...
Admin

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย ผู้บริหารกระทรวงพลังงาน ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตรวจติดตามการใช้งบประมาณ Block Grant ส่งเสริมโครงการพลังงานทดทนชุมชน โครงการระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ อบต.สิงหนาท จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมเยี่ยมชมศักยภาพการดำเนินงานโครงการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม บริษัท บางจากไบโอฟูเอล จำกัด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนการเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่(ครม.สัญจร) ในวันที่ 19 กันยายน 2560 นี้ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาครั้งนี้ เป็นการติดตามการส่งเสริมพลังงานทดแทนในชุมชนเพื่อลดต้นทุนด้านพลังงานให้กับภาคเกษตรกรด้วยพลังงานสะอาด ภายใต้งบประมาณโครงการพลังงานชุมชนจัดการตนเองด้านพลังงาน ปี 2558 (Block Grant) และเยี่ยมชมศักยภาพการดำเนินงานโครงการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม บริษัท บางจากไบโอฟูเอล จำกัด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นการปฏิบัติราชการก่อนการเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่(ครม.สัญจร) ในวันที่ 19 กันยายน 2560 นี้ โดยโครงการระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ อบต.สิงหนาทอ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยาเป็นโครงการที่ดำเนินการตามยุทธศาสตร์กระทรวงพลังงานปี 2557 – 2561 ยุทธศาสตร์ที่ 4 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาพลังงานที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ เพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนด้านพลังงานให้กับเกษตรกรในพื้นที่อย่างยั่งยืน โครงการดังกล่าว สามารถจัดสรรน้ำเพื่อใช้ในการเกษตรให้กับเกษตรกรครอบคลุมพื้นที่หมู่ 4 5 6 และ 7 จำนวน 320 ครัวเรือน คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 4,900 ไร่ ทั้งนี้ เกษตรกรประกอบอาชีพทำนา ปีละ 3 ครั้ง มีค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำประมาณปีละ 3.6 ล้านบาท แต่ภายหลังจากทำการติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยท่อพญานาคจำนวน 10 ชุด ทำให้ชุมชนสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำประมาณปีละ 1.15 ล้านบาท นอกเหนือจากประโยชน์เรื่องการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานแล้ว โครงการระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ยังส่งเสริมให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ลดการใช้น้ำมันเพื่อการสูบน้ำในการทำนาข้าวระยะยาว ต่อยอดเป็นตำบลต้นแบบพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานของจังหวัด ตลอดจนเกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชน และการสร้างสิ่งแวดล้อมสีเขียว นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังได้กล่าวถึงการเยี่ยมชมศักยภาพการดำเนินงานของโรงงานผลิตก๊าซชีวภาพ บริษัท บางจากไบโอฟูเอล จำกัด (BBF) อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ว่า การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ ของ บริษัท บางจากไบโอฟูเอล จำกัด (BBF) เป็นการประกอบกิจการพลังงานที่สอดคล้องแนวนโยบายการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของกระทรวงพลังงาน ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก หรือ AEDP 2015 ที่มีเป้าหมายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน 30% ในปี 2579 นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากมีการรับวัตถุดิบน้ำมันปาล์มจากเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยบริษัทฯ ได้ผลิตน้ำมันไบโอดีเซล B100 เพื่อเป็นส่วนผสมของน้ำมันไบโอดีเซล ตามนโยบายการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของกระทรวงพลังงานในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 7 ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ มีกำลังการผลิต 810,000 ลิตรต่อวัน

อ่านต่อ...
Admin

สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดสัมมนาวิชาการ Energy Symposium 2017 เรื่อง “Energy 4.0..โอกาสของอุตสาหกรรมไทย” เมื่อวันพุธที่ 6 กันยายน 2560 เวลา 08.00–16.30 น. ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัล พลาซ่าลาดพร้าว กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พล.อ. อนันตพร กาญจนรัตน์ เป็นประธานเปิดการสัมมนาและร่วมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อดังกล่าว พร้อมทั้งวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและเอกชน ร่วมอภิปราย พร้อมทั้งจัดแสดงนิทรรศการ Energy Fair บริเวณหน้างาน เพื่อให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมและผู้เกี่ยวข้องด้านพลังงานได้รับทราบข้อมูลทิศทางพลังงานโลก ตลอดจนแนวนโยบายและทิศทางด้านการอนุรักษ์พลังงาน และพลังงานทดแทนของพลังงานไทย เพื่อเตรียมความพร้อม และมีการปรับตัวได้ทันกับสถานการณ์พลังงานทั้งในปัจจุบัน และอนาคต​พล.อ. อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้เริ่มการขับเคลื่อนนโยบาย Energy 4.0 โดยมีหลักการที่สำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพของระบบพลังงานในปัจจุบัน และการนำนวัตกรรมที่เหมาะสม มาใช้ในการพัฒนา สำหรับองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย กระทรวงพลังงานได้คำนึงให้ครอบคลุมระบบพลังงานทั้งระบบ (Energy Supply Chain) ตั้งแต่การผลิต จัดหา แปรรูป ขนส่งไปจนถึงการใช้ โดยได้แบ่งตามประเภทของพลังงานโดยจะครอบคลุมถึงแผนพลังงานระยะยาว ได้แก่ แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าควบคู่ไปกับแนวนโยบายประชารัฐ​ทั้งนี้สำหรับในด้านเชื้อเพลิงภาคขนส่ง ก็มีมาตรการสำคัญที่จะขับเคลื่อนการส่งเสริมการผลิตและการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งจะดำเนินการศึกษาต้นทุนร่วมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การกำหนดแนวทางการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่างยั่งยืน และการเพิ่มสัดส่วนการใช้เอทานอล และไบโอดีเซลด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีให้ดีขึ้น การเพิ่มศักยภาพการขนส่งน้ำมัน ส่วนด้านไฟฟ้า ได้จัดทำแผนการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนในแต่ละด้าน การสร้างตลาดซื้อขายไฟให้โรงไฟฟ้าเก่าที่มีศักยภาพ การบริหารจัดการให้ผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าต้นทุนต่ำให้มากที่สุด พร้อมทั้งการประกวด Smart City ต้นแบบ และการกำหนดรูปแบบทางธุรกิจไมโครกริด และการขับเคลื่อน Third Party Access Code พร้อมทั้งการสร้างความต่อเนื่องการผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศ และการขยาย LNG Terminal และท่อก๊าซธรรมชาติ“การขับเคลื่อน Energy 4.0 มีเป้าหมายเพื่อยกระดับการบริหารจัดการระบบพลังงาน ส่งผลให้การผลิต การจัดหาพลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าการลดใช้พลังงานในภาคต่างๆ ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคครัวเรือนอาคาร และภาคขนส่ง เป็นต้น” รมว.พลังงาน กล่าว​​ด้าน นายวีรศักดิ์ โฆสิตไพศาล ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปสู่ยุค Thailand 4.0 ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยพัฒนาด้านความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ สังคม และด้านการดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมในภาคพลังงาน ตามที่กระทรวงพลังงานได้วางยุทธศาสตร์นวัตกรรมฐานพลังงาน (Energy 4.0) ด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการใช้พลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพและเพิ่มมูลค่ามากขึ้น ผสมผสานการใช้พลังงานสะอาด ไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ไปพร้อมกันด้วยนั้น​“สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ในการประสานนโยบายและดำเนินการร่วมกับภาครัฐ รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนาการประกอบการของภาคอุตสาหกรรม จึงจัดให้มีการสัมมนาวิชาการ Energy Symposium 2017 เรื่อง “Energy 4.0...โอกาสของอุตสาหกรรมไทย” ขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการและหน่วยงานต่างๆ ได้รับข้อมูลทิศทางพลังงานโลก ตลอดจนแนวนโยบายและทิศทางด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนของพลังงานไทย ได้เตรียมความพร้อม และมีการปรับตัวได้ทันกับสถานการณ์พลังงาน สามารถดำเนินการได้สอดคล้อง และแข่งขันกับตลาดโลกได้ พร้อมทั้งเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นระหว่างภาครัฐ และเอกชน ทั้งนี้ภายในงานยังจัดให้มีการออกบูธนิทรรศการ “Energy Fair” โดยหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และบริษัทเอกชนด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน มาร่วมให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนประสบการณ์โดยตรงอีกด้วย” นายวีรศักดิ์ กล่าว..

อ่านต่อ...
Admin

พร้อมกันนี้ ได้เข้าเยี่ยมชมห้องนิทรรศการห้องต่างๆ ของอาคารศาลาไทย (Thailand Pavilion) และพาวิลเลี่ยนของประเทศที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ อาทิ Kazakhstan Pavilion และ Thematic Pavilion ฯลฯ สำหรับการจัดงาน “วัฒนธรรมไทย” ในวันนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมของประเทศไทยให้นานาประเทศได้รู้จัก โดยได้มีการนำประเพณีสงกรานต์ ซึ่งถือเป็นเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ของคนไทย และยังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก มาใช้เป็นแนวคิดของการจัดกิจกรรม ซึ่งตลอดทั้งวัน ณ อาคารศาลาไทยจะจัดให้มีขบวนรดน้ำดำหัว การเล่นน้ำสงกรานต์ การทดลองใส่ชุดไทยและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก เพื่อสร้างสีสันและความสนุกสนานให้กับผู้เข้าร่วมงาน ทั้งนี้ อาคารศาลาไทย (Thailand Pavilion) สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด “การพัฒนาด้านพลังงานชีวภาพเพื่อมนุษยชาติ (Bioenergy for All)” เพื่อแสดงศักยภาพอันโดดเด่นในการพัฒนาพลังงานทดแทนจากการนำผลผลิตทางการเกษตรที่เหลือจากการบริโภคมาผลิตเป็นพลังงาน และเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยได้น้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่ทรงเป็น “พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย” และเป็นต้นแบบในเรื่องปรัชญา “ความพอเพียง” มาใช้เป็นแนวทางในการใช้ทรัพยากรในประเทศที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า มุ่งเน้นการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคต สอดคล้องกับแนวคิดหลักของ Expo ที่ว่า “พลังงานแห่งอนาคต” ซึ่งตลอด 2 เดือนที่ผ่านมามีผู้ชมจากนานาประเทศให้ความสนใจเข้าชมอาคารศาลาไทยเป็นจำนวนมาก มีผู้เข้าชมแล้วกว่า 420,000 คน โดยประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 5 ของพาวิลเลี่ยนที่ได้รับความนิยมสูงสุด จากประเทศที่เข้าร่วมงาน 115 ประเทศ คาดว่าจนกว่าจะจบการจัดงานในวันที่ 10 กันยายน 2560 จะมีผู้เข้าชมอาคารไทยรวมทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 5 แสนคน นอกจากนี้ จากการจัดอันดับอาคารนิทรรศการที่เป็นที่นิยมชื่นชอบของเยาวชนโดย Chanel Astana Expo TV พบว่า อาคารศาลาไทยได้รับความนิยมเป็นอันดับ 2 และในขณะที่มาสคอต “น้องพลัง” ยังได้รับคัดเลือกให้เข้าสู่ Museum World Expo ภายหลังการจัดงาน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกครั้งของประเทศไทยในการจัดงาน Expo ในระดับโลก

อ่านต่อ...