News
Admin

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากการที่ กระทรวงพลังงาน โดย กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ร่วมกับมูลนิธิอาคารเขียวไทย จัดโครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities – Clean Energy) เพื่อเป็นแนวทางหรือแบบรายละเอียดเบื้องต้น (Schematic Design) การพัฒนาเมืองของชุมชนสู่เมืองอัจฉริยะ โดยเชื่อมโยงกับการใช้พลังงานในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งสู่การเป็น Clean Energy และ Green City ให้สามารถเป็นต้นแบบลดการใช้พลังงาน และลดคาร์บอนไดออกไซด์ตามเจตนารมณ์ของรัฐ และยังเป็นการสร้างมิติใหม่ของการพัฒนาเมือง โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการถึง 36 โครงการ นับเป็นความสำเร็จในเบื้องต้นที่มีจำนวนโครงการให้ความสนใจมากขนาดนี้ จนกระทั่งผ่านการคัดเลือกในขั้นตอนที่ 1 ไปแล้ว 16 โครงการ ซึ่งแต่ละโครงการล้วนมีความตั้งใจในการสร้างสรรค์แนวคิดที่จะนำสู่การเป็นต้นแบบเมืองอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรม และบัดนี้นับเป็นอีกก้าวหนึ่งที่คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะต้องทำงานอย่างถี่ถ้วนที่จะคัดเหลือเพียง 7 โครงการเท่านั้น เพื่อจัดทำโมเดลธุรกิจ ที่นำไปปฏิบัติได้จริงต่อไปนางเอมอร ชีพสุมล รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานกล่าวว่า หลังจากที่ กระทรวงพลังงานและมูลนิธิอาคารเขียวไทย ได้เชิญชวนไปยังทุกภาคส่วนเพื่อนำเสนอแผนงานโครงการสร้างเมืองอัจฉริยะต้นแบบ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ริเริ่มจัดโครงการ Smart City ในรูปแบบนี้ ผลปรากฏว่าได้รับความสนใจ มีผู้ร่วมโครงการฯ ถึง36 โครงการที่มาจากทั้งภาครัฐรัฐวิสาหกิจและเอกชนหลากหลายเกินความคาดหมาย ที่มีความมุ่งมั่นที่จะใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและรักษาสิ่งแวดล้อมที่ดีโดยมีผู้ผ่านขั้นตอนที่1 จำนวนทั้งสิ้นถึง16 โครงการฯได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนฯใน ขั้นตอนที่ 1 โครงการละ 5 แสนบาทผู้ผ่านการคัดเลือกได้จัดเตรียมโครงการในขั้นตอนที่ 2 คือ การจัดทำผังแม่บทการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City Development Master Plan)ที่มีรายละเอียดเบื้องต้นที่ครอบคลุม ผังการใช้ พื้นที่ แผนผังโครงการ การจัดวาง อาคาร และแผนผังต่างๆ ได้แก่ อาคารภูมิสถาปัตย์ ระบบสาธารณูปโภค ระบบผลิต ส่ง และจ่ายพลังงาน ระบบเครื่องกล และไฟฟ้า ระบบสุขาภิบาล ระบบจัดการน้ำเสีย ระบบนำน้ำกลับมาใช้ ระบบ ระบายน้ำ ระบบกักเก็บน้ำฝน ระบบอัจฉริยะ เป็นต้น รวมทั้งขนาดของระบบ ต่างๆ เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น ระบบทำความร้อน ระบบน้ำประปา ระบบน้ำเสีย ระบบนำน้ำกลับมาใช้ ปริมาณขยะ ปริมาณขยะที่สามารถนำกลับมาใช้ ระบบพลังงานสะอาด พร้อมทั้งจัดทำรายงานเปรียบเทียบเพื่อแสดง การ คำนวณตัวเลขของการประหยัดพลังงาน การประหยัดน้ำการลดปริมาณคาร์บอน การประหยัดค่าก่อสร้าง เป็นต้นสำหรับผู้ผ่านการคัดเลือกขั้นตอนที่ 1 ทั้ง 16 โครงการ คณะกรรมการได้ทำการคัดเลือกเหลือ 7 โครงการ และทุกโครงการจะได้รับการสนับสนุนเงินจากกองทุนฯ เพื่อใช้ในการดำเนินการขั้นต่อไป รายละไม่เกิน 10,000,000 บาท โดยมีโครงการที่เข้ารอบดังนี้นิด้า : มหาวิทยาลัยอัจฉริยะ รู้รักษ์พลังงาน สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน มช. (เมือง) มหาวิทยาลัยอัจฉริยะพลังงานสะอาด เมืองจุฬาฯ อัจฉริยะธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต : ต้นแบบเมืองมหาวิทยาลัยอัจฉริยะ วิสซ์ดอม วัน-โอ-วันขอนแก่น Smart City (ระยะที่ ๑) : ขนส่งสาธารณะเปลี่ยนเมือง เมืองใหม่อัจฉริยะบ้านฉางผู้ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนฯ ในขั้นตอนที่ 2 จะต้องดำเนินการจัดทำโมเดลธุรกิจ (Business model) อันประกอบด้วย รายละเอียดเบื้องต้น (Schematic design) ประเมินค่าก่อสร้างเบื้องต้น (Construction budget estimation) วิเคราะห์ค่าใช้จ่ายตลอดอายุโครงการ (Life cycle cost analysis) รายงานการวิเคราะห์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ (Financial feasibility study) เพื่อให้สามารถนำไปใช้เป็นโมเดลธุรกิจ (Business model) และนำไปสู่การจัดหาผู้ร่วมทุนและการพัฒนา“เมืองอัจฉริยะ” หรือ “Smart City” ให้เป็นรูปธรรมต่อไปได้กระทรวงพลังงาน โดย สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานร่วมกับมูลนิธิอาคารเขียวไทย เดินหน้าพัฒนาโครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities-Clean Energy) โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัย องค์กรเอกชน ร่วมโครงการออกแบบและพัฒนาเมือง ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนารูปแบบและโครงสร้างของเมืองการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน

อ่านต่อ...
Admin

สำหรับกรณีท่อก๊าซ ปตท.ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินร้องต่อศาลปกครองให้ชี้ขาด พล.อ.อนันตพรกล่าวว่า กระทรวงพลังงานเห็นด้วยให้มีคำสั่งสิ้นสุด เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน เพื่อต้องการให้ทุกองค์กรยอมรับในผลการตัดสิน หากยังไม่มีข้อสรุปบริษัท ปตท.ก็กังวลว่าผู้ถือหุ้นจะฟ้อง ซึ่งเรื่องนี้คณะรัฐมนตรี(ครม.) อาจไม่มีอำนาจตัดสินใจ ดังนั้นต้องให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน ส่วนกรณีการตั้งบริษัท พีทีทีโออาร์ จำกัด(มหาชน) ทำธุรกิจค้าปลีก การจัดตั้งต้องเป็นมติของบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ในการแยกตั้งบริษัทให้เรียบร้อย จากนั้นต้องส่งให้กระทรวงพลังงานพิจารณาเห็นชอบ ซึ่งประเทศไทยควรทำความเข้าใจ ด้วยการให้บริษัทไทยดำเนินการ ซึ่งในอดีตก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนในเมื่อบริษัทไทยก็มีศักยภาพ ส่วนกรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ทำหนังสือสอบถาม ได้มีการชี้แจงแล้ว คาดว่าจะจบแน่นอน

อ่านต่อ...
Admin

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า หลังจาก พ.ร.บ.ปิโตรเลียมผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วาระ 3 แล้ว ก็จะถึงขั้นตอนการประกาศใช้ ซึ่งคงจะใช้เวลาไม่นาน ส่วนกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการสัมปทานที่หมดอายุ เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว เพราะสัมปทานจะหมดอายุปี 2565 และ 2566 ทั้ง 2 แห่ง คือ แหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช โดยปกติต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า 5 ปี เนื่องจากต้องมีการสำรวจและขุดเจาะ กระทรวงพลังงานได้เตรียมการไว้แล้วคาดว่ากฎกระทรวงทั้ง 5 ฉบับ และประกาศ 1 ฉบับจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีปลายเดือนมิถุนายน 2560 และประกาศที่จะให้มีการประมูลสัมปทานที่หมดอายุปี 2565-2566 เดือนกรกฎาคม 2560 คาดว่าจะประมูลเดือนธันวาคม 2560 ซึ่งเป็นไปตามแผนที่ได้ประกาศไว้“แผนเดิมประกาศไว้เดือนมิถุนายน 2560 และเลื่อนมาเป็นเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม หากมีปัญหาของความล่าช้าก็จะไม่เกินปี 2560 สำหรับการประมูลนั้น ระบบไหนก็ได้ ซึ่งระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ PSC และระบบรับจ้างผลิต ขั้นต้นน่าจะมีสัมปทานกับ PSC มาใช้ แนวโน้มหากสามารถใช้ระบบที่ประมูลได้ง่ายก็จะใช้ระบบนั้น ตอนนี้อนุกรรมการกำหนดระบบกำลังพิจารณาอยู่จะรอฟังว่ามีเหตุผลอย่างไร และพยายามที่จะให้เป็นระบบที่สามารถชี้แจงกับประชาชนได้” พล.อ.อนันตพร กล่าวทั้งนี้ เมื่อถามว่าต้องดำเนินการไปก่อน ไม่ต้องรอบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า พ.ร.บ.ปิโตรเลียมไม่ได้บอกให้รอ เพราะเมื่อสัมปทานหมดอายุ หากรอจะทำให้เกิดความเสียหาย ดังนั้น จึงต้องทำควบคู่กัน อย่างไรก็ตาม การศึกษาการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ กระทรวงพลังงานศึกษามานานแล้ว ดังนั้น เมื่อมีการประมูลและหากเกิดประมูลได้ระบบ PSC จะมีการปรับรูปแบบของการกำกับดูแลในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และหน่วยงานของกระทรวงพลังงานที่มีหลายหน่วยงานรับผิดชอบร่วมกัน“จะปรับปรุงงานที่มีอยู่แล้วให้มีการดูแลระบบ PSC ให้ได้ มีความพร้อมอยู่แล้ว หลังจากนี้จะมีการเสนอหน่วยงานอื่น ๆ เข้ามาพิจารณาและให้ ครม.พิจารณาภายใน 60 วันที่จะให้มีการศึกษา อาจจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ (สศช.) หรืออาจจะเป็นหน่วยงานที่เป็นกลางมาศึกษา แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อยุติว่าจะเป็นหน่วยงานไหน จากนี้จะศึกษาข้อดีข้อเสียและหารืองานที่เกี่ยวข้องว่าใครจะเป็นคนศึกษา เพื่อให้ได้ผู้ที่เป็นกลางจริง ๆ เข้ามาศึกษา เมื่อศึกษาแล้วผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร จะได้นำมาใช้ได้อย่างแท้จริง และต้องมีภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม แต่จะเป็นส่วนไหน จะเป็นตัวแทนมาจากฝ่ายใด ก็ต้องดูกันต่อไป” พล.อ.อนันตพร กล่าว

อ่านต่อ...
Admin

พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงกรณีที่ สนช.มีมติให้การตัดมาตรา 10 วรรค 1 จากพ.ร.บ.ปิโตรเลียม และบันทึกเป็นข้อสังเกตให้ศึกษาการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติภายใน 1 ปี โดยยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวจะไม่กระทบกับสัมปทานปิโตรเลียมครั้งที่ 21 ทั้งแหล่งเอราวัณและบงกชที่จะหมดสัมปทานปี 2565 -66 และขณะนี้กระทรวงพลังงานกำลังดำเนินการแก้ประกาศกระทรวง 1 ฉบับ และกฎกระทรวง 5 ฉบับ เพื่อเสนอ ครม.ในเดือน มิ.ย. และเปิดประมูลได้ภายในเดือน ก.ค. 2560 ซึ่งรูปแบบการประมูล มี 3 วิธี คือ 1. สัมปทาน 2. แบ่งปันผลผลิต (PSC) และ 3. จ้างบริการ (SC) โดยการประมูล ไม่ต้องรอผลการศึกษาตามข้อสังเกต.ร.บ.ปิโตรเลียม เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้การศึกษาจึงสามารถทำควบคู่ไปกับการสัมปทานรอบใหม่ได้ส่วนคณะกรรมการที่รัฐบาลจะตั้งขึ้นมาศึกษาข้อดีข้อเสียบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ กระทรวงพลังงานจะเสนอให้หน่วยงานอื่นเป็นผู้ศึกษา อาทิ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือหน่วยงานอื่นๆที่มีความเป็นกลาง รวมถึงจำเป็นต้องมีตัวแทนจากภาคประชาชนด้วยพลเอกอนันตพร กล่าวว่า หากมีการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ จะต้องมีพระราชบัญญัติเพราะออกมารองรับ เพื่อให้หน่วยงานใหม่มีอำนาจกำกับดูแล ซึ่งได้มีการแนะนำต่อ สนช.แล้ว โดยจะต้องศึกษาให้ชัดเจนว่าจะตั้งในรูปแบบใด แต่ยืนยันว่ารับฟังความเห็นจากทุกส่วน จะไม่มีใครได้ผลประโยชน์ 100% ซึ่งที่ผ่านมาข้อมูลอาจสับสน ทั้งนี้ ได้ย้ำให้กระทรวงพลังงานเดินหน้าทันทีเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ โดยจะไม่พูดถึง พ.ร.บ.ที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดความชัดเจนภายในสิ้นปีนี้และทันก่อนที่สัมปทานจะอายุอย่างไรก็ตาม พลเอกอนันตพร กล่าวว่า ในส่วนของสัดส่วนของทหารในคณะกรรมการศึกษาที่คณะรัฐมนตรีจะตั้งขึ้น อาจจะมีบาง เช่น กรมพลังงานทหาร ขณะที่สัดส่วนของ สนช.เป็นเรื่องความสมัครใจที่จะเลือกไม่ได้กำหนดไว้

อ่านต่อ...
Admin

รายงานข่าวแจ้งว่าวันนี้ ( 10 มีนาคม 2560) พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน นำคณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อให้ ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยพร้อมติดตามสถานการณ์พลังงาน 9 จังหวัดในกลุ่มภาคใต้ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง กระบี่ พังงา ระนอง ภูเก็ต และตรัง เพื่อสร้างความมั่นใจประชาชนผู้ใช้พลังงานครอบคลุมทุกกลุ่มพลังงาน ได้แก่ ไฟฟ้า น้ำมัน ก๊าชธรรมชาติพลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชในครั้ง เพื่อให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยในจังหวัดนครศรีธรรมราชจากสถานการณ์น้ำท่วมในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พร้อมทั้งติดตามการบำรุงรักษาสถานที่ด้านพลังงานที่ได้รับความเสียหาย และตรวจสอบศักยภาพของการให้บริการเกี่ยวกับด้านพลังงานภายหลังสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน โดยได้มีการตรวจสอบคุณภาพน้ำมันและสถานีบริการน้ำมัน การตรวจสอบสภาพถังก๊าซหุงต้ม การสนับสนุนหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อให้บริการประชาชน รวมถึงการฟื้นฟูและมอบอุปกรณ์การเรียนการสอนให้กับโรงเรียนมัชฌิมภูผา ในพื้นที่อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราชนอกจากนี้ ยังได้มีการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานของกลุ่มภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่สุราษฎร์ธานี ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง กระบี่ พังงา ระนอง ภูเก็ต และตรัง โดยได้มีการมอบหมายให้พลังงานจังหวัดและเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานในพื้นที่ภาคใต้ มุ่งเน้นการทำงานอย่างบูรณาการติดตามดูแลสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่พลเอก อนันตพร กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้ร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และหน่วยงานเครือข่ายด้านพลังงานต่างๆ ให้ความช่วยเหลือกระจายไปยังทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ โดยมุ่งเน้นพื้นที่ที่ความช่วยเหลือยังเข้าไม่ถึง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนได้แก่ การสนับสนุนรถน้ำทำความสะอาด การช่วยทำความสะอาดที่อยู่อาศัยกว่า 100 ครัวเรือน การซ่อมแซมระบบไฟฟ้าที่อยู่อาศัย 17 หลังคาเรือน การสนับสนุนหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พร้อมจ่ายยา โดยการสนับสนุนทีมบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีโรงพยาบาลกรุงเทพ หาดใหญ่ การสนับสนุนหน่วยซ่อมแซมจักรยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าร่วมกับวิทยาลัยสารพัดช่างสุราษฏร์ธานีและวิทยาลัยสารพัดช่างนครศรีธรรมราช การให้ความช่วยเหลือซ่อมแซมระบบไฟฟ้า อาคารเรียน และการมอบอุปกรณ์การเรียนการสอน อุปกรณ์กีฬา เพื่อทดแทนอุปกรณ์เดิมที่เสียหายไปกับสถานการณ์น้ำท่วมให้กับโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัด อาทิ ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สุราษฏรธานี ตรัง ชุมพร สงขลา พัทลุง กระบี่ ปัตตานี นราธิวาส เป็นต้น“ในสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงาน ได้ติดตามผลกระทบในด้านพลังงานอย่างใกล้ชิด และได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดทั้งส่วนกลางและในพื้นที่ รวมถึงบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เฝ้าระวังสถานที่และบริการด้านพลังงานให้ครอบคลุมทั้งในเรื่องไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้บริการ พร้อมทั้งดำเนินการให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ประสบภัยมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วม เช่น การมอบเงินช่วยเหลือผ่านโครงการ “ประชารัฐร่วมใจ ช่วยอุทกภัยใต้” กว่า 47 ล้านบาท การสนับสนุนเรือท้องแบน 3 ลำ มอบถุงยังชีพ 37,393 ถุง น้ำดื่มกว่า 5 แสนขวด หลอดไฟ LED 74 ชุด อาหารกล่องกว่า 2 หมื่นกล่อง ยาสามัญประจำบ้านกว่า 1 หมื่นชุด เครื่องนุ่งห่มกว่า 2 หมื่นชุด ตลอดจนการให้ความร่วมมือกับจังหวัดต่างๆ ในพื้นที่ประสบภัย เพื่อป้องกันอันตรายทั้งในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจากระบบไฟฟ้าในช่วงที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วม”

อ่านต่อ...
Admin

นายสมนึก บำรุงสาลี รองปลัดกระทรวงพลังงาน นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน และเรือโท โกเมศ กมลนาวิน เอกอัครราชทูตไทย ประจำสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เข้าร่วมประชุมสมัชชาทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ ครั้งที่ 7 (The Seventh Session of the Assembly of the International Renewable Energy Agency : IRENA) เมื่อวันที่ 14-15 มกราคม 2560 ณ กรุงอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อหารือแลกเปลี่ยนความรู้และวิสัยทัศน์ ทางด้านการพัฒนาพลังงานทดแทน โดยมีผู้นำระดับรัฐมนตรีพลังงาน และเจ้าหน้าที่อาวุโส ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และองค์การระหว่างประเทศ กว่า 2,000 คน จาก 150 ประเทศ เข้าร่วมพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวในที่ประชุมว่าประเทศไทยมุ่งเน้นในการส่งเสริมความมั่นคงทางด้านพลังงานและการพึ่งพาตนเองมากขึ้น โดยได้มีการส่งเสริมการพัฒนาการใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น โดยได้กำหนดให้มีสัดส่วนการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายให้ได้ที่ร้อยละ 30 ภายในปี 2579 พร้อมทั้งได้กำหนดให้มีสัดส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้าให้ได้ร้อยละ 20 ภายในปี 2579 และไทยได้ส่งเสริมพลังงานทดแทนในภาคไฟฟ้ามากขึ้นเพื่อชดเชยในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้ามาก (Peak demand) โดยได้ส่งเสริมในรูปแบบ RE hybrid และมีระบบที่ Firm มากขึ้น และมีการบริหารจัดการที่ยืดหยุ่นได้ ส่งเสริมให้พลังงานทดแทนจ่ายเข้าไปในระบบเชื่อมไฟฟ้า (power grid) และส่งเสริมด้านการพัฒนา Smart Grid และ energy storage และการพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานใหม่ๆ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังส่งเสริมพลังงานทดแทนที่ได้จากเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและชุมชนในการเพิ่มรายได้และสร้างงานในชุมชน เพื่อให้ประชาชนกินดีอยู่ดี ซึ่งจะสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของยูเอ็นทั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการพัฒนาพลังงานทดแทนให้มากขึ้น เพื่อช่วยส่งเสริมให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ที่มุ่งเน้นการขจัดความยากจน การแก้ไขปัญหาภาวะเรือนกระจก การลดคาร์บอนไดออกไซด์ และการรักษาสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมมองว่าการพัฒนาพลังงานทดแทนยังมีอุปสรรคในเรื่องของราคาต้นทุนการผลิต การลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรมด้านไฟฟ้า Market Design และในช่วงเปลี่ยนผ่าน พลังงานฟอสซิลยังคงต้อง Back Up อยู่ เพื่อที่จะทำให้พลังงานทดแทนมีความเสถียร และมาแทนพลังงานแบบดั้งเดิมได้อย่างแท้จริง 

อ่านต่อ...