News
Admin

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผย ถึงการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ว่าแทนนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานคนปัจจุบันที่จะเกษียณอายุราชการสิ้นเดือนก.ย. 2560 ว่า กระทรวงพลังงานจะเสนอรายชื่อปลัดกระทรวงพลังงานใหม่ต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในวันอังคารที่25ก.ค. นี้โดยยืนยันว่าปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่จะมาจากผู้บริหารในกระทรวงพลังงานแน่นอน ไม่มีการข้ามห้วยจากกระทรวงอื่นโดยการคัดเลือกตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานจะเป็นไปด้วยความโปร่งใสไม่มีการล็อคสเปคหรือเอื้อประโยชน์ต่อใครแน่นอน ทั้งนี้พิจารณาจากอาวุโส มีความสามารถ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในช่วงที่ผ่านมา และเชื่อว่าจะทำงานประสานกับทุกฝ่ายได้ดีในอนาคตผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบุคคลที่มีการคาดหมายว่าจะได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นปลัดกระทรวง พลังงานคนใหม่ ยังคงมีชื่อของนายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงานซึ่งเคยเป็นอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.)มาก่อน โดยถูกย้ายสลับตำแหน่ง กับนายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ ที่เป็นแคนดิเดทอีกคนส่วนนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานนั้นถึงแม้ยังไม่เคยผ่านงานการเป็นรองปลัดกระทรวง พลังงานแต่ถือว่าเป็นบุคคลที่มีความอาวุโสสูงสุด

อ่านต่อ...
Admin

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ได้สั่งการให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ทำแผนดูแลการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (์LNG) หรือ แอลเอ็นจี ให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ แม้ว่าจากการประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับกาตาร์จะไม่ส่งผลกระทบต่อสัญญาจัดซื้อแอลเอ็นจีระยะยาว 2 ล้านตันต่อปี ระหว่างปตท.กับกาตาร์ แต่หากความขัดแย้งลุกลามอาจจะขยายไปยังประเทศอื่นได้ จึงต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการจัดซื้อแอลเอ็นจียังไม่น่าเป็นห่วงเพราะยังสามารถจัดซื้อจากตลาดจรที่มีให้พิจารณาหลายแหล่งและราคาถูกกว่าสัญญาระยะยาว ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าหากจำเป็นต้องจัดหาแอลเอ็นจีมาเพิ่ม

อ่านต่อ...
Admin

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากการที่ กระทรวงพลังงาน โดย กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ร่วมกับมูลนิธิอาคารเขียวไทย จัดโครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities – Clean Energy) เพื่อเป็นแนวทางหรือแบบรายละเอียดเบื้องต้น (Schematic Design) การพัฒนาเมืองของชุมชนสู่เมืองอัจฉริยะ โดยเชื่อมโยงกับการใช้พลังงานในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งสู่การเป็น Clean Energy และ Green City ให้สามารถเป็นต้นแบบลดการใช้พลังงาน และลดคาร์บอนไดออกไซด์ตามเจตนารมณ์ของรัฐ และยังเป็นการสร้างมิติใหม่ของการพัฒนาเมือง โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการถึง 36 โครงการ นับเป็นความสำเร็จในเบื้องต้นที่มีจำนวนโครงการให้ความสนใจมากขนาดนี้ จนกระทั่งผ่านการคัดเลือกในขั้นตอนที่ 1 ไปแล้ว 16 โครงการ ซึ่งแต่ละโครงการล้วนมีความตั้งใจในการสร้างสรรค์แนวคิดที่จะนำสู่การเป็นต้นแบบเมืองอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรม และบัดนี้นับเป็นอีกก้าวหนึ่งที่คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะต้องทำงานอย่างถี่ถ้วนที่จะคัดเหลือเพียง 7 โครงการเท่านั้น เพื่อจัดทำโมเดลธุรกิจ ที่นำไปปฏิบัติได้จริงต่อไปนางเอมอร ชีพสุมล รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานกล่าวว่า หลังจากที่ กระทรวงพลังงานและมูลนิธิอาคารเขียวไทย ได้เชิญชวนไปยังทุกภาคส่วนเพื่อนำเสนอแผนงานโครงการสร้างเมืองอัจฉริยะต้นแบบ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ริเริ่มจัดโครงการ Smart City ในรูปแบบนี้ ผลปรากฏว่าได้รับความสนใจ มีผู้ร่วมโครงการฯ ถึง36 โครงการที่มาจากทั้งภาครัฐรัฐวิสาหกิจและเอกชนหลากหลายเกินความคาดหมาย ที่มีความมุ่งมั่นที่จะใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและรักษาสิ่งแวดล้อมที่ดีโดยมีผู้ผ่านขั้นตอนที่1 จำนวนทั้งสิ้นถึง16 โครงการฯได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนฯใน ขั้นตอนที่ 1 โครงการละ 5 แสนบาทผู้ผ่านการคัดเลือกได้จัดเตรียมโครงการในขั้นตอนที่ 2 คือ การจัดทำผังแม่บทการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City Development Master Plan)ที่มีรายละเอียดเบื้องต้นที่ครอบคลุม ผังการใช้ พื้นที่ แผนผังโครงการ การจัดวาง อาคาร และแผนผังต่างๆ ได้แก่ อาคารภูมิสถาปัตย์ ระบบสาธารณูปโภค ระบบผลิต ส่ง และจ่ายพลังงาน ระบบเครื่องกล และไฟฟ้า ระบบสุขาภิบาล ระบบจัดการน้ำเสีย ระบบนำน้ำกลับมาใช้ ระบบ ระบายน้ำ ระบบกักเก็บน้ำฝน ระบบอัจฉริยะ เป็นต้น รวมทั้งขนาดของระบบ ต่างๆ เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น ระบบทำความร้อน ระบบน้ำประปา ระบบน้ำเสีย ระบบนำน้ำกลับมาใช้ ปริมาณขยะ ปริมาณขยะที่สามารถนำกลับมาใช้ ระบบพลังงานสะอาด พร้อมทั้งจัดทำรายงานเปรียบเทียบเพื่อแสดง การ คำนวณตัวเลขของการประหยัดพลังงาน การประหยัดน้ำการลดปริมาณคาร์บอน การประหยัดค่าก่อสร้าง เป็นต้นสำหรับผู้ผ่านการคัดเลือกขั้นตอนที่ 1 ทั้ง 16 โครงการ คณะกรรมการได้ทำการคัดเลือกเหลือ 7 โครงการ และทุกโครงการจะได้รับการสนับสนุนเงินจากกองทุนฯ เพื่อใช้ในการดำเนินการขั้นต่อไป รายละไม่เกิน 10,000,000 บาท โดยมีโครงการที่เข้ารอบดังนี้นิด้า : มหาวิทยาลัยอัจฉริยะ รู้รักษ์พลังงาน สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน มช. (เมือง) มหาวิทยาลัยอัจฉริยะพลังงานสะอาด เมืองจุฬาฯ อัจฉริยะธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต : ต้นแบบเมืองมหาวิทยาลัยอัจฉริยะ วิสซ์ดอม วัน-โอ-วันขอนแก่น Smart City (ระยะที่ ๑) : ขนส่งสาธารณะเปลี่ยนเมือง เมืองใหม่อัจฉริยะบ้านฉางผู้ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนฯ ในขั้นตอนที่ 2 จะต้องดำเนินการจัดทำโมเดลธุรกิจ (Business model) อันประกอบด้วย รายละเอียดเบื้องต้น (Schematic design) ประเมินค่าก่อสร้างเบื้องต้น (Construction budget estimation) วิเคราะห์ค่าใช้จ่ายตลอดอายุโครงการ (Life cycle cost analysis) รายงานการวิเคราะห์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ (Financial feasibility study) เพื่อให้สามารถนำไปใช้เป็นโมเดลธุรกิจ (Business model) และนำไปสู่การจัดหาผู้ร่วมทุนและการพัฒนา“เมืองอัจฉริยะ” หรือ “Smart City” ให้เป็นรูปธรรมต่อไปได้กระทรวงพลังงาน โดย สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานร่วมกับมูลนิธิอาคารเขียวไทย เดินหน้าพัฒนาโครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities-Clean Energy) โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัย องค์กรเอกชน ร่วมโครงการออกแบบและพัฒนาเมือง ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนารูปแบบและโครงสร้างของเมืองการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน

อ่านต่อ...
Admin

สำหรับกรณีท่อก๊าซ ปตท.ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินร้องต่อศาลปกครองให้ชี้ขาด พล.อ.อนันตพรกล่าวว่า กระทรวงพลังงานเห็นด้วยให้มีคำสั่งสิ้นสุด เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน เพื่อต้องการให้ทุกองค์กรยอมรับในผลการตัดสิน หากยังไม่มีข้อสรุปบริษัท ปตท.ก็กังวลว่าผู้ถือหุ้นจะฟ้อง ซึ่งเรื่องนี้คณะรัฐมนตรี(ครม.) อาจไม่มีอำนาจตัดสินใจ ดังนั้นต้องให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน ส่วนกรณีการตั้งบริษัท พีทีทีโออาร์ จำกัด(มหาชน) ทำธุรกิจค้าปลีก การจัดตั้งต้องเป็นมติของบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ในการแยกตั้งบริษัทให้เรียบร้อย จากนั้นต้องส่งให้กระทรวงพลังงานพิจารณาเห็นชอบ ซึ่งประเทศไทยควรทำความเข้าใจ ด้วยการให้บริษัทไทยดำเนินการ ซึ่งในอดีตก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนในเมื่อบริษัทไทยก็มีศักยภาพ ส่วนกรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ทำหนังสือสอบถาม ได้มีการชี้แจงแล้ว คาดว่าจะจบแน่นอน

อ่านต่อ...
Admin

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า หลังจาก พ.ร.บ.ปิโตรเลียมผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วาระ 3 แล้ว ก็จะถึงขั้นตอนการประกาศใช้ ซึ่งคงจะใช้เวลาไม่นาน ส่วนกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการสัมปทานที่หมดอายุ เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว เพราะสัมปทานจะหมดอายุปี 2565 และ 2566 ทั้ง 2 แห่ง คือ แหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช โดยปกติต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า 5 ปี เนื่องจากต้องมีการสำรวจและขุดเจาะ กระทรวงพลังงานได้เตรียมการไว้แล้วคาดว่ากฎกระทรวงทั้ง 5 ฉบับ และประกาศ 1 ฉบับจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีปลายเดือนมิถุนายน 2560 และประกาศที่จะให้มีการประมูลสัมปทานที่หมดอายุปี 2565-2566 เดือนกรกฎาคม 2560 คาดว่าจะประมูลเดือนธันวาคม 2560 ซึ่งเป็นไปตามแผนที่ได้ประกาศไว้“แผนเดิมประกาศไว้เดือนมิถุนายน 2560 และเลื่อนมาเป็นเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม หากมีปัญหาของความล่าช้าก็จะไม่เกินปี 2560 สำหรับการประมูลนั้น ระบบไหนก็ได้ ซึ่งระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ PSC และระบบรับจ้างผลิต ขั้นต้นน่าจะมีสัมปทานกับ PSC มาใช้ แนวโน้มหากสามารถใช้ระบบที่ประมูลได้ง่ายก็จะใช้ระบบนั้น ตอนนี้อนุกรรมการกำหนดระบบกำลังพิจารณาอยู่จะรอฟังว่ามีเหตุผลอย่างไร และพยายามที่จะให้เป็นระบบที่สามารถชี้แจงกับประชาชนได้” พล.อ.อนันตพร กล่าวทั้งนี้ เมื่อถามว่าต้องดำเนินการไปก่อน ไม่ต้องรอบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า พ.ร.บ.ปิโตรเลียมไม่ได้บอกให้รอ เพราะเมื่อสัมปทานหมดอายุ หากรอจะทำให้เกิดความเสียหาย ดังนั้น จึงต้องทำควบคู่กัน อย่างไรก็ตาม การศึกษาการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ กระทรวงพลังงานศึกษามานานแล้ว ดังนั้น เมื่อมีการประมูลและหากเกิดประมูลได้ระบบ PSC จะมีการปรับรูปแบบของการกำกับดูแลในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และหน่วยงานของกระทรวงพลังงานที่มีหลายหน่วยงานรับผิดชอบร่วมกัน“จะปรับปรุงงานที่มีอยู่แล้วให้มีการดูแลระบบ PSC ให้ได้ มีความพร้อมอยู่แล้ว หลังจากนี้จะมีการเสนอหน่วยงานอื่น ๆ เข้ามาพิจารณาและให้ ครม.พิจารณาภายใน 60 วันที่จะให้มีการศึกษา อาจจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ (สศช.) หรืออาจจะเป็นหน่วยงานที่เป็นกลางมาศึกษา แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อยุติว่าจะเป็นหน่วยงานไหน จากนี้จะศึกษาข้อดีข้อเสียและหารืองานที่เกี่ยวข้องว่าใครจะเป็นคนศึกษา เพื่อให้ได้ผู้ที่เป็นกลางจริง ๆ เข้ามาศึกษา เมื่อศึกษาแล้วผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร จะได้นำมาใช้ได้อย่างแท้จริง และต้องมีภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม แต่จะเป็นส่วนไหน จะเป็นตัวแทนมาจากฝ่ายใด ก็ต้องดูกันต่อไป” พล.อ.อนันตพร กล่าว

อ่านต่อ...
Admin

พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงกรณีที่ สนช.มีมติให้การตัดมาตรา 10 วรรค 1 จากพ.ร.บ.ปิโตรเลียม และบันทึกเป็นข้อสังเกตให้ศึกษาการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติภายใน 1 ปี โดยยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวจะไม่กระทบกับสัมปทานปิโตรเลียมครั้งที่ 21 ทั้งแหล่งเอราวัณและบงกชที่จะหมดสัมปทานปี 2565 -66 และขณะนี้กระทรวงพลังงานกำลังดำเนินการแก้ประกาศกระทรวง 1 ฉบับ และกฎกระทรวง 5 ฉบับ เพื่อเสนอ ครม.ในเดือน มิ.ย. และเปิดประมูลได้ภายในเดือน ก.ค. 2560 ซึ่งรูปแบบการประมูล มี 3 วิธี คือ 1. สัมปทาน 2. แบ่งปันผลผลิต (PSC) และ 3. จ้างบริการ (SC) โดยการประมูล ไม่ต้องรอผลการศึกษาตามข้อสังเกต.ร.บ.ปิโตรเลียม เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้การศึกษาจึงสามารถทำควบคู่ไปกับการสัมปทานรอบใหม่ได้ส่วนคณะกรรมการที่รัฐบาลจะตั้งขึ้นมาศึกษาข้อดีข้อเสียบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ กระทรวงพลังงานจะเสนอให้หน่วยงานอื่นเป็นผู้ศึกษา อาทิ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือหน่วยงานอื่นๆที่มีความเป็นกลาง รวมถึงจำเป็นต้องมีตัวแทนจากภาคประชาชนด้วยพลเอกอนันตพร กล่าวว่า หากมีการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ จะต้องมีพระราชบัญญัติเพราะออกมารองรับ เพื่อให้หน่วยงานใหม่มีอำนาจกำกับดูแล ซึ่งได้มีการแนะนำต่อ สนช.แล้ว โดยจะต้องศึกษาให้ชัดเจนว่าจะตั้งในรูปแบบใด แต่ยืนยันว่ารับฟังความเห็นจากทุกส่วน จะไม่มีใครได้ผลประโยชน์ 100% ซึ่งที่ผ่านมาข้อมูลอาจสับสน ทั้งนี้ ได้ย้ำให้กระทรวงพลังงานเดินหน้าทันทีเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ โดยจะไม่พูดถึง พ.ร.บ.ที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดความชัดเจนภายในสิ้นปีนี้และทันก่อนที่สัมปทานจะอายุอย่างไรก็ตาม พลเอกอนันตพร กล่าวว่า ในส่วนของสัดส่วนของทหารในคณะกรรมการศึกษาที่คณะรัฐมนตรีจะตั้งขึ้น อาจจะมีบาง เช่น กรมพลังงานทหาร ขณะที่สัดส่วนของ สนช.เป็นเรื่องความสมัครใจที่จะเลือกไม่ได้กำหนดไว้

อ่านต่อ...