News
Admin

โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้สนับสนุน 30 ระบบ ขนาด 187.2 ตารางเมตรต่อระบบ ครอบคลุมพื้นที่ 5,616 ตารางเมตร เพื่อเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมการอบกล้วยตาก ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชุมชน จากเดิมที่ประสบปัญหาแมลงรบกวน ฝุ่นละออง การเปียกฝน ช่วยลดการสูญเสียจากการตากด้วยวิธีธรรมชาติได้ 5-10% ต่อปี และช่วยสร้างมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากกล้วยตากในระบบอบแห้งแสงอาทิตย์ จากคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่มีรสชาติดีขึ้น รวมทั้งยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของกิจการในด้านสิ่งแวดล้อม และเกิดการจ้างแรงงานภายในชุมชนต่อเนื่อง โดยคนสูงอายุก็จะมีรายได้จากการแบนกล้วยอีกด้วย ในส่วนของการขยายผลการส่งเสริมระบบอบแห้งแสงอาทิตย์ กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมโครงการในปี 2561 โดยจะสนับสนุนชุมชนและผู้สนใจจะลงทุนติดตั้งใช้งานระบบอบแห้งแสงอาทิตย์รูปแบบพาราโบล่าโดมตามงบการติดตั้งบางส่วน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้เทคโนโลยีระบบอบแห้งแสงอาทิตย์ ลดการใช้พลังงานจากน้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้าในการขบวนการอบแห้ง ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 7 ก.พ. 2561 โครงการก๊าซธรรมชาติเพื่อเกษตรชุมชนและสิ่งแวดล้อม เป็นโครงการนำก๊าซธรรมชาติพลอยได้จากการผลิตน้ำมันดิบมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน อันเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด โครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของ ปตท.สผ. และกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ สามารถสร้างประโยชน์ต่อชุมชนตำบลหนองตูม ที่สามารถแปรรูปผลผลิตการเกษตร ได้แก่ กล้วย ฟักทอง มัน และเผือกได้ถึง 60 ตันต่อวัน จากการนำก๊าซธรรมชาติมาใช้ทดแทนก๊าซหุงต้มในการแปรรูปผลผลิตการเกษตร โดยก๊าซธรรมชาติจะถูกส่งผ่านท่อจากฐานผลิตหนองตูม-เอ มายังศูนย์แปรรูปผลผลิตการเกษตรตำบลหนองตูม ซึ่งมีโรงเรือนเพื่อใช้ทอดผลิตภัณฑ์ 4 โรง และมีเตาทอดผลิตภัณฑ์ 240 เตา สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ถึง 50% โดยในปี 2559 สามารถลดค่าก๊าซได้กว่า 30 ล้านบาท และยังเป็นการสร้างอาชีพเสริมรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ จนไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ ไปยังประเทศต่างๆ เช่น จีน เกาหลี เวียดนาม และ ทวีปยุโรป ที่มา :: https://www.khaosod.co.th/economics/news_682631

อ่านต่อ...
Admin

“ราคาค่าไฟควรจะลดลงได้มากกว่านี้ เพราะมีเชื้อเพลิงทางเลือกค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน พลังงานทดแทน และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีการประเมินว่าในอีก 10 ปีข้างนั้นจะมีกำลังผลิตทั้งโลกอยู่ที่ 500 ล้านตัน/ปี จากปัจจุบันในปี 2560 ที่มีการผลิตและการใช้อยู่ที่ 200-250 ล้านตัน/ปีเท่านั้น และมองว่าราคาก๊าซ LNG น่าจะทรงตัวในระดับต่ำต่อไป” ทั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานระบุถึงความคืบหน้าในการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินว่า ขณะนี้ภาคใต้มีความเสี่ยงที่อาจจะขาดแคลนไฟฟ้า เนื่องจากปัจจุบันในพื้นที่ภาคใต้มีการผลิตไฟฟ้าจาก 2 โครงการหลัก คือ โรงไฟฟ้าจะนะ และขนอม รวมกำลังผลิต 2,406 เมกะวัตต์ ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ Peak ของปีนี้ในพื้นที่ภาคใต้อยู่ที่ 2,624 เมกะวัตต์ แต่คาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะขยายตัวเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 3.4 ต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความต้องการใช้ที่มาจากการท่องเที่ยวเป็นหลัก ดังนั้นกระทรวงพลังงานขอศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม และจะเร่งสรุปว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าหลักในพื้นที่ภาคใต้ที่ควรจะมีเพิ่มเติมนั้นจะใช้เชื้อเพลิงอะไร กำลังผลิตเท่าใด ซึ่งทั้งหมดจะชัดเจนเมื่อมีการปรับแผน PDP แล้วเสร็จ ที่มา :: https://www.prachachat.net/economy/news-91591

อ่านต่อ...
Admin

“การจัดหาข้าวจะมาจากเกษตรกรหรือ กลุ่มเกษตรกรโดยตรงไม่เป็นการจัดหาจากคนกลางใดๆ ดังนั้นเกษตรกรสามารถนำข้าวไปขายให้กับปตท. ได้โดยตรง โดยข้าวที่นำมาขายนั้นจะต้องเป็นข้าวใหม่แต่ชนิดไหนก็แล้วแต่พื้นที่”นายศิริกล่าว นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บมจ. กล่าวว่า ปตท. จะเปิดจุดรับซื้อข้าวจากเกษตรกร ที่ปั๊มน้ำมันของปตท. 1,500 สถานีทั่วประเทศ โดยกำหนดให้แต่ละสถานีฯ รับซื้อข้าวจากเกษตรกรสถานีละ 650 กิโลกรัม (ก.ก.) โดยจะแบ่งซื้อจากเกษตรกรรายละ 65 ก.ก. เป็นจำนวน 10 ราย ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 15,000 ราย ที่มา :: https://www.khaosod.co.th/economics/news_679614

อ่านต่อ...
Admin

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปพิจารณาแผนการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ใหม่ให้มีความชัดเจนว่า ควรจะมีขนาดกำลังผลิตเท่าไหร่ รวมทั้งพื้นที่ที่เหมาะสมในการดำเนินโครงการและประชาชนยอมรับ ส่วนจะเป็นเชื้อเพลิงใดค่อยพิจารณาอีกครั้ง สำหรับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงถ่านหินเทพา จ.สงขลาขนาด 2,200 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ขนาด 800 เมกะวัตต์นั้น ตนจะรอความชัดเจนจากกฟผ.ก่อน ที่มา :: https://voicetv.co.th/read/BJNWf8qMG

อ่านต่อ...
Admin

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ศิริ จิระพงษ์พันธ์ บอกว่า ความคืบหน้าของมาตรการบริหารจัดการน้ำมันปาล์มดิบ ขณะนี้เอกชนให้ความร่วมมือในการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบเพื่อนำไปผลิตไบโอดีเซลเพิ่ม เพื่อแก้ปัญหาน้ำมันปาล์มดิบล้นสต็อกจนส่งผลให้มีราคาต่ำกว่าตลาดโลก ซึ่งช่วง 1 เดือนนี้จะซื้อน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มจากปริมาณที่ใช้อยู่อีก 1 แสนตัน เป็น 205,000 ตัน/เดือน โดย 1 แสนตันที่รับซื้อเพิ่ม 50,000 ตันจะนำไปเก็บไว้ในสต็อก และอีกจำนวน 50,000 ตันจะใช้ผลิตไบโอดีเซลเพิ่ม ทำให้กำลังการผลิตไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 6 ล้านลิตร ทั้งนี้เชื่อว่ามาตรการดังกล่าวจะสามารถทำให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น ส่วนมาตรการแก้ไขในระยะยาวจะมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินสถานการณ์และปัจจัยต่างๆอีกครั้งหนึ่ง ที่มา :: http://www.nationtv.tv/main/content/378589653/

อ่านต่อ...
Admin

โดยในเร็ว ๆ นี้ กระทรวงพลังงาน ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือร่วมกันเป็นการภายใน เพื่อจัดทำองค์ประกอบสำคัญของการประมูลให้เกิดความชัดเจนโดยเร็ว เพื่อรักษาผลประโยชน์ของสูงสุดของประเทศ และเชิญชวนให้มีผู้เข้าร่วมประมูลมากราย สำหรับองค์ประกอบสำคัญที่จะหารือ ได้แก่ 1.ข้อมูลปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่เหลืออยู่ และปริมาณการผลิตก๊าซ 2.การรื้อถอนแท่นผลิตที่ไม่จำเป็นหรือไม่ต้องการเก็บ รวมถึงค่าใช้จ่ายการรื้อถอนแท่นที่ยังต้องการเก็บไว้ใช้งาน และการโอนแท่นที่ยังต้องการเก็บไว้ใช้งาน (Asset Transfer) 3.มาตรการที่สนับสนุนให้ผู้รับสัมปทานปัจจุบันลงทุนเพื่อรักษาระดับการผลิตจนสิ้นสุดอายุสัมปทาน 4.มาตรการที่สนับสนุนให้ผู้ชนะประมูลภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิตลงทุน เพื่อรักษาระดับการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อเริ่มสัญญาใหม่ และ5.หลักการเกี่ยวกับราคาก๊าซธรรมชาติและผู้ซื้อ ทั้งนี้ คาดว่า ภายในเดือนม.ค.ปีหน้า จะสามารถจัดทำร่างหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการประมูล(TOR)เสร็จ และจะสามารถออกประกาศเอกสารเชิญชวนเปิดประมูลได้ในเดือนก.พ.ปีหน้า ซึ่งหากขั้นตอนต่างๆดำเนินการได้เร็วขึ้น อาจทำให้ได้ผู้ชนะการประมูลเร็วขึ้น จากเดิมที่คาดว่าต้องให้เวลาหลังกระบวนการเปิดประมูล 7-8 เดือนถึงจะทราบผลผู้ชนะประมูล ที่มา :: http://www.komchadluek.net/news/economic/305855

อ่านต่อ...