News
Admin

วันนี้ (25 พค. 61) นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุมคณะทำงานพิเศษประสานเชื่อมโยงคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ กระทรวงพลังงาน โดยมีผู้แทนจากคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานเข้าร่วม การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการผลักดันและขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านพลังงาน ใน 6 ด้าน 17 ประเด็น โดยในการประชุมครั้งนี้จะพิจารณารายละเอียดแผนปฏิบัติการ เพื่อนำใช้เป็นกรอบการดำเนินการร่วมกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและสามารถปฏิรูปการพัฒนาด้านพลังงานให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่รัฐบาลกำหนด ต่อไป

อ่านต่อ...
Admin

วันนี้ (10พค.) กระทรวงพลังงาน นำโดยนายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมกิจกรรม สื่ออยากรู้ รัฐบาลอยากเล่า “มุมมองของรองนายกประจินฯ” ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดยเป็นการเชิญสื่อมวลชนร่วมรับฟัง ภาพรวมของบริบทประเทศไทย เชื่อมโยงกับภารกิจภายใต้การกำกับดูแลแต่ละด้านของ พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบกระทรวงสำคัญๆ ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพลังงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงยุติธรรม ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงพลังงานนั้น  ได้มีการนำเสนอประเด็นสำคัญ ๆ 2 ด้านคือ 1.) การเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมบงกช-เอราวัณ ซึ่งเป็นภารกิจครั้งสำคัญของกระทรวงพลังงาน การดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ ทั้งหมด มีความพร้อมและมีความชัดเจนมากพอที่จะให้ความมั่นใจได้ว่าจะสามารถดำเนินการเปิดประมูลแหล่งเอราวัณและบงกชได้สำเร็จตามแผนที่วางไว้ เพราะว่า ขั้นตอนคัดเลือกผู้เข้าร่วมประมูล ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะมีความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และเงินทุนเพียงพอที่จะทำได้ สำหรับกรอบระยะเวลาเบื้องต้นในการเปิดประมูลฯ  ระหว่างเดือนพ.ค. จะตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นผู้เข้าร่วมประมูลฯ ในเดือนมิ.ย. คาดว่าจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติและเปิดให้มีการยื่นประมูลโดยผู้ยื่นประมูล สามารถเข้าศึกษาข้อมูลพื้นที่แปลงสำรวจ G1/61 (แหล่งเอราวัณ) และ G2/61 (แหล่งบงกช)  ได้ตั้งแต่ 7 มิ.ย.- 21 ก.ย. 2561 เดือนธ.ค. คาดว่าจะคัดเลือกผู้ชนะการประมูล และคาดว่าในเดือน ก.พ.2562 จะสามารถลงนามสัญญากับผู้ชนะการประมูล  โดยการเปิดประมูลฯ ครั้งนี้ ส่งผลดีกับประเทศชาติ เพราะเพิ่มโอกาส การผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เกิดความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าในต้นทุนที่เกิดการแข่งขันได้ ไม่กระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ เกิดการผลิตก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) ป้อนประเทศ  รวมไปถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่เป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันต่างๆ และที่สำคัญสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ 2.) แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ของประเทศฉบับใหม่ ที่จะให้ความสำคัญใน 3 ด้าน คือ 1. ด้านความมั่นคงทางพลังงาน ทั้งระบบผลิตไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้า และระบบจำหน่ายไฟฟ้า รายพื้นที่ โดยคำนึงถึงอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราเพิ่มของประชากร และอัตราการขยายตัว ของเขตเมืองในระดับประเทศและระดับภูมิภาค การกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิง และ มีโรงไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงในระดับที่ เหมาะสมมีการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าสมาร์ทกริด เพื่อรองรับการพัฒนาระบบไฟฟ้าขนาดเล็กแบบกระจายศูนย์ ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 2. ด้านเศรษฐกิจ คำนึงถึงต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่เหมาะสม ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำ เพื่อลดภาระผู้ใช้ไฟฟ้า และมีการปรับปรุงการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3. ด้านสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายในการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าในปลายแผนไม่เกิน 0.319 kgCO2/kWh ส่งเสริมระบบไฟฟ้าแบบไมโครกริด ในพื้นที่ห่างไกล พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมหรือเขตเศรษฐกิจพิเศษ ส่งเสริมประสิทธิภาพในระบบไฟฟ้าจะสามารถชะลอการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่

อ่านต่อ...
Admin

ก.พลังงาน เป็นเจ้าภาพประชุมเวที ASEAN + 3 ด้านตลาดน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แผนการสำรองน้ำมัน และหารือเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ระหว่าง 27 – 30 มี.ค. ชี้ที่ประชุมฯ เชื่อน้ำมันยังเป็นเชื้อเพลิงสำคัญ ที่มีการลงทุนต่อเนื่องท่ามกลางยุคยานยนต์ไฟฟ้า พร้อม LNG จะเกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง ระบุในอนาคตมีโอกาสสำรองน้ำมันร่วมกันในภูมิภาค ระหว่างวันที่ 27 – 30 มี.ค. 2561 ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสำคัญด้านตลาดการค้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แผนงานการสำรองน้ำมัน และด้านความมั่นคงด้านพลังงาน ภายใต้ความร่วมมือ ASEAN+3 ได้แก่ การประชุม The 7th ASEAN+3 Oil Market and Natural Gas Forum (OM&NG) and Business dialogue , The 6th Workshop of the ASEAN+3 Oil Stockpiling Road Map (OSRM) , The 15th ASEAN+3 Energy Security Forum (ESF) การประชุมฯ ครั้งนี้ มีผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนบวก 3 (จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) คณะมนตรีอาเซียนด้านปิโตรเลียม หรือ ASEAN Council on Petroleum (ASCOPE) ศูนย์พลังงานอาเซียน ASEAN Centre on Energy (ACE) และสถาบันการเงิน อาทิ Asian Development Bank (ADB) เป็นต้น ซึ่งในที่ประชุม ฯ มีการหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน แลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์และข้อคิดเห็น ตลอดจนแนวทางความร่วมมือระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนบวกสามในอนาคต และพิธีเปิดการประชุมฯ เมื่อวันที่ 27 มีค. ได้รับเกียรติจากนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ทั้งนี้ ข้อสรุปจากการหารือร่วมกันในประชุม ฯ ที่สำคัญ ๆ ได้แก่ 1.) เวทีด้านตลาดน้ำมันก๊าซธรรมชาติ และการหารือภาคธุรกิจพลังงาน ที่ประชุม ฯ มีความเห็นว่า ปัจจุบันน้ำมันยังเป็นเชื้อเพลิงสำคัญ แม้ว่าจะมีพลังงานทดแทนและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามา เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม รถยนต์ไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงาน โดยโดยสถาบันวิจัยระหว่างประเทศหลายแห่ง คาดการณ์ว่าความต้องการด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และLNG ในภูมิภาคอาเซียนจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 33% ในปี 2573 (หากการดำเนินธุรกิจเป็นเช่นนี้ในอนาคต) และศักยภาพในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานยังมีสูง เช่น ท่าเรือรองรับ LNG และโครงข่ายท่อก๊าซธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการลงทุนที่เพิ่มขึ้นของตลาดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในภูมิภาค โดยในเวทีการประชุมฯ ยังได้เชิญสถาบันการเงิน เช่น ADB หรือผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นในการนำเสนอแหล่งทุนจากญี่ปุ่น ซึ่งได้เปิดโอกาสให้สมาชิกอาเซียนพบปะ และถือโอกาสรับการสนับสนุนทางด้านการเงินในการลงทุนในมิติต่างๆ อาทิ โรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติ การขนส่งและกระจายก๊าซธรรมชาติไปยังโรงแยกก๊าซ การกระจายผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม ตลอดจน การพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในด้านการขนส่งน้ำมันและ LNG ซึ่งถือว่าเป็นการส่งเสริมเรื่องการซื้อขายไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติในภูมิภาคอีกด้วย นอกจากนี้ ตลาดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดใหม่ด้าน LNG จะได้รับการช่วยเหลือจากญี่ปุ่น โดย Japan Oil, Gas and Metals National Corporation (JOGMEC) ในการจัด Capacity Building Training Programme on LNG รวมทั้งด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในปี 2561 และประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากกิจกรรมนี้ เพื่อส่งเสริมในเรื่องการเป็นตลาด LNG ของภูมิภาคในอนาคตต่อไป 2.) เวทีด้านการสำรองน้ำมัน ที่ประชุม ฯ ได้หารือแนวทางการจัดทำยุทธศาสตร์การสำรองน้ำมันในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นในการเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานของอาเซียนในอนาคต เนื่องจากระดับการพัฒนาการสำรองน้ำมันในแต่ละประเทศในภูมิภาคนี้มีความแตกต่างกัน ทั้งในเชิงนโยบาย กฎหมายและแนวทางปฏิบัติ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นโดย The Institute of Electrical Engineers of Japan (IEEJ) ได้นำเสนอผลการศึกษาศักยภาพของการสำรองน้ำมัน รวมทั้งหารือแนวทางความร่วมมือในการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ และการพัฒนาขีดความสามารถของสมาชิกอาเซียนต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ ชาติในอาเซียนยังคงต้องการเงินลงทุน และการเสริมสร้างศักยภาพจากประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อพัฒนาการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ โดยญี่ปุ่นได้เสนอแนวทางการศึกษา และพัฒนาขีดความสามารถให้บุคลากรอาเซียน ซึ่งไทยจะได้รับประโยชน์ในการเข้าร่วมดังกล่าวด้วย 3.) เวทีด้านความมั่นคงพลังงาน ที่ประชุม ฯ ได้มีการนำเสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาดพลังงานโลกและอาเซียน ซึ่งคาดว่าความต้องการใช้พลังงานในภูมิภาคอาเซียนและบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี) ยังคงเป็นภูมิภาคที่มีความต้องการใช้พลังงานมากที่สุดภูมิภาคหนึ่งของโลก โดยถ่านหินและเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดยังเป็นแหล่งเชื้อเพลิงสำคัญในภูมิภาคนี้ในอนาคต นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีการหารือแนวทางในการส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในมิติของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ในเชิงการสำรองน้ำมันในอาเซียนและการพัฒนาความตกลงอาเซียนว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียม (ASEAN Petroleum Security Agreement : APSA) ให้สามารถนำมาใช้ในเชิงปฏิบัติได้ในอนาคต ตลอดจนหาแนวทางเพิ่มศักยภาพของอาเซียนโดยนำมิติของเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด รวมทั้งสนับสนุนความร่วมมือให้มากขึ้นจากประเทศบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี)

อ่านต่อ...
Admin

นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานมอบโล่รางวัลเกียรติยศให้กับผู้ได้รับรางวัล จำนวน 17 รางวัล จากการประกวดบ้านจัดสรรอนุรักษ์พลังงานดีเด่น ปี 2560 ณ ห้อง MAYFAIR BALLROOM A ชั้น 11 THE BERKELEY HOTEL PRATUNAM การจัดประกวดบ้านจัดสรรอนุรักษ์พลังงานดีเด่น ถือเป็นการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการบ้านจัดสรรและรับสร้างบ้านให้ความสำคัญในการอนุรักษ์พลังงานในบ้านอยู่อาศัย จำเป็นต้องมีการออกแบบที่เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศและเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน สำหรับในปีนี้มีผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของโครงการบ้านจัดสรร บริษัทรับสร้างบ้าน ส่งผลงานเข้าประกวดทั้งสิ้น จำนวน 122 ผลงาน แบ่งเป็นประเภทบ้าน จำนวน 107 แบบ และประเภทโครงการจัดสรร จำนวน 15 โครงการ ผลการตัดสินมีผู้ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 17 รางวัล สามารถประหยัดพลังงานได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า "ที่ผ่านมากระทรวงพลังงาน ได้มีการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง เช่น เครื่องปรับอากาศ ระบบแสงสว่าง และให้ความสำคัญการออกแบบบ้านที่ถูกวิธี เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน การทำให้บ้านมีอากาศเย็นสบายน่าอยู่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของเครื่องปรับอากาศ ยังมีเรื่องการจัดระบบการถ่ายเทอากาศเป็นสิ่งสำคัญที่จะลดภาระการใช้พลังงานไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี จากผลการประกวดบ้านจัดสรรอนุรักษ์พลังงานดีเด่นในปีนี้ สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญในเรื่องการอนุรักษ์พลังงานในบ้านอยู่อาศัยมากขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง” เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2560 ที่มา :: http://www.dede.go.th/ewt_news.php?nid=46141&filename=index

อ่านต่อ...
Admin

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2560 ที่ผานมา นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยนายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ดร.กณพ เกตุชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเกษตรลุ่มน้ำ จำกัด ผู้แทนส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมพิธีเปิดโครงการส่งเสริมการผลิตไบโอมีเทนอัด (CBG) ในสถานประกอบการที่มีระบบก๊าซชีวภาพ ที่บริษัท เกษตรลุ่มน้ำ จำกัด ต.ช้างซ้าย อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า โครงการของบริษัท เกษตรลุ่มน้ำ จำกัด ดำเนินการตามยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังงานทดแทนและยุทธศาสตร์การสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของกระทรวงพลังงาน ซึ่งกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้สนับสนุนติดตั้งระบบปรับปรุงคุณภาพก๊าซและระบบบรรจุก๊าซไบโอมีเทนอัด ให้กับสถานประกอบการที่มีระบบก๊าซชีวภาพอยู่แล้ว นำก๊าซชีวภาพที่เหลือใช้มาปรับปรุงคุณภาพให้เกิดประโยชน์ แต่ยังไม่มีโรงงานเชิงพาณิชย์ในประเทศไทย ทั้งนี้บริษัท เกษตรลุ่มน้ำ จำกัด เป็นโครงการแรกที่ได้ติดตั้งระบบผลิต CBG ขนาด 3 ตันต่อวัน และได้เริ่มดำเนินการใช้ประโยชน์ CBG ที่ผลิตได้กับรถบรรทุกของบริษัท ก๊าซ CBG ที่ผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน โดยมีการนำไปทดสอบกับยานยนต์ และทดสอบเพิ่มเติมตามมาตรฐานกำหนดคุณภาพก๊าซ ไบโอมีเทนอัดในต่างประเทศ (สวีเดน เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี) ผลการทดสอบผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดทุกรายการ จึงได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานีบริการก๊าซธรรมชาติจากกรมธุรกิจพลังงานแล้ว ด้าน ดร.กณพ เกตุชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เกษตรลุ่มน้ำ จำกัด กล่าวว่า บริษัทประกอบธุรกิจโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม มีกำลังการผลิต 60 ตันปาล์มต่อชั่วโมง และโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ กำลังผลิตติดตั้ง 1 เมกะวัตต์ โดยน้ำเสียและกากตะกอนปาล์ม จะนำเข้าสู่บ่อหมักก๊าซชีวภาพ 4 บ่อ มีกำลังผลิตก๊าซ 17,683 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ก๊าซชีวภาพที่ได้นั้นเมื่อนำไปผลิตไฟฟ้าขนาด 1 เมกะวัตต์แล้ว ยังมีก๊าซที่เหลือใช้ ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตไบโอมีเทนแบบอัด (CBG) ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน นำไปใช้กับยานยนต์ ปัจจุบันมีกำลังการผลิต วันละ 3,000 กิโลกรัม สามารถนำก๊าซ CBG ที่ผลิตได้ไปใช้ในรถบรรทุกจำนวน 19 คัน เพื่อขนส่งน้ำมันปาล์มไปยังจังหวัดชุมพร ชลบุรี และในอนาคตจะเปิดให้บริการกับรถทั่วไปหลังจากใช้เป็นการภายในเพียงพอแล้ว นอกจากนั้น โครงการส่งเสริมการผลิตไบโอมีเทนอัด (CBG) ของบริษัท เกษตรลุ่มน้ำ จำกัด ยังเป็นความร่วมมือด้านเทคโนโลยีของเอกชนไทย-ญี่ปุ่นด้วย โดยได้ร่วมมือกับบริษัท โอซาก้าแก๊ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแก๊สขนาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศญี่ปุ่น และเป็นแห่งแรกของเมืองไทย” ดร.กณพ กล่าว ที่มา :: https://www.prachachat.net/local-economy/news-82083

อ่านต่อ...
Admin

นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย (ที่ 5 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. พร้อมผู้บริหาร ให้การต้อนรับนายธรรมยศ ศรีช่วย (กลาง) ปลัดกระทรวงพลังงาน นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี (ที่ 3 จากซ้าย) อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ พร้อมด้วยข้าราชการระดับสูงจากกระทรวงพลังงาน ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของฐานสนับสนุนการพัฒนาปิโตรเลียมของ ปตท.สผ. อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ทั้งนี้ ฐานสนับสนุนการพัฒนาปิโตรเลียม เป็นฐานที่ให้บริการสนับสนุนการดำเนินงานแบบครบวงจร โดยเป็นท่าเรือรับส่งสินค้าและพัสดุอุปกรณ์ เพื่อรองรับการดำเนินงานโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของ ปตท.สผ. ในอ่าวไทย รวมถึงผู้ประกอบการบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอื่น ๆ ด้วย ที่มา :: http://www.thaipr.net/energy/823044

อ่านต่อ...