News
Admin

ก.พลังงาน เป็นเจ้าภาพประชุมเวที ASEAN + 3 ด้านตลาดน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แผนการสำรองน้ำมัน และหารือเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ระหว่าง 27 – 30 มี.ค. ชี้ที่ประชุมฯ เชื่อน้ำมันยังเป็นเชื้อเพลิงสำคัญ ที่มีการลงทุนต่อเนื่องท่ามกลางยุคยานยนต์ไฟฟ้า พร้อม LNG จะเกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง ระบุในอนาคตมีโอกาสสำรองน้ำมันร่วมกันในภูมิภาค ระหว่างวันที่ 27 – 30 มี.ค. 2561 ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสำคัญด้านตลาดการค้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แผนงานการสำรองน้ำมัน และด้านความมั่นคงด้านพลังงาน ภายใต้ความร่วมมือ ASEAN+3 ได้แก่ การประชุม The 7th ASEAN+3 Oil Market and Natural Gas Forum (OM&NG) and Business dialogue , The 6th Workshop of the ASEAN+3 Oil Stockpiling Road Map (OSRM) , The 15th ASEAN+3 Energy Security Forum (ESF) การประชุมฯ ครั้งนี้ มีผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนบวก 3 (จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) คณะมนตรีอาเซียนด้านปิโตรเลียม หรือ ASEAN Council on Petroleum (ASCOPE) ศูนย์พลังงานอาเซียน ASEAN Centre on Energy (ACE) และสถาบันการเงิน อาทิ Asian Development Bank (ADB) เป็นต้น ซึ่งในที่ประชุม ฯ มีการหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน แลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์และข้อคิดเห็น ตลอดจนแนวทางความร่วมมือระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนบวกสามในอนาคต และพิธีเปิดการประชุมฯ เมื่อวันที่ 27 มีค. ได้รับเกียรติจากนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ทั้งนี้ ข้อสรุปจากการหารือร่วมกันในประชุม ฯ ที่สำคัญ ๆ ได้แก่ 1.) เวทีด้านตลาดน้ำมันก๊าซธรรมชาติ และการหารือภาคธุรกิจพลังงาน ที่ประชุม ฯ มีความเห็นว่า ปัจจุบันน้ำมันยังเป็นเชื้อเพลิงสำคัญ แม้ว่าจะมีพลังงานทดแทนและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามา เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม รถยนต์ไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงาน โดยโดยสถาบันวิจัยระหว่างประเทศหลายแห่ง คาดการณ์ว่าความต้องการด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และLNG ในภูมิภาคอาเซียนจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 33% ในปี 2573 (หากการดำเนินธุรกิจเป็นเช่นนี้ในอนาคต) และศักยภาพในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานยังมีสูง เช่น ท่าเรือรองรับ LNG และโครงข่ายท่อก๊าซธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการลงทุนที่เพิ่มขึ้นของตลาดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในภูมิภาค โดยในเวทีการประชุมฯ ยังได้เชิญสถาบันการเงิน เช่น ADB หรือผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นในการนำเสนอแหล่งทุนจากญี่ปุ่น ซึ่งได้เปิดโอกาสให้สมาชิกอาเซียนพบปะ และถือโอกาสรับการสนับสนุนทางด้านการเงินในการลงทุนในมิติต่างๆ อาทิ โรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติ การขนส่งและกระจายก๊าซธรรมชาติไปยังโรงแยกก๊าซ การกระจายผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม ตลอดจน การพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในด้านการขนส่งน้ำมันและ LNG ซึ่งถือว่าเป็นการส่งเสริมเรื่องการซื้อขายไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติในภูมิภาคอีกด้วย นอกจากนี้ ตลาดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดใหม่ด้าน LNG จะได้รับการช่วยเหลือจากญี่ปุ่น โดย Japan Oil, Gas and Metals National Corporation (JOGMEC) ในการจัด Capacity Building Training Programme on LNG รวมทั้งด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในปี 2561 และประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากกิจกรรมนี้ เพื่อส่งเสริมในเรื่องการเป็นตลาด LNG ของภูมิภาคในอนาคตต่อไป 2.) เวทีด้านการสำรองน้ำมัน ที่ประชุม ฯ ได้หารือแนวทางการจัดทำยุทธศาสตร์การสำรองน้ำมันในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นในการเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานของอาเซียนในอนาคต เนื่องจากระดับการพัฒนาการสำรองน้ำมันในแต่ละประเทศในภูมิภาคนี้มีความแตกต่างกัน ทั้งในเชิงนโยบาย กฎหมายและแนวทางปฏิบัติ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นโดย The Institute of Electrical Engineers of Japan (IEEJ) ได้นำเสนอผลการศึกษาศักยภาพของการสำรองน้ำมัน รวมทั้งหารือแนวทางความร่วมมือในการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ และการพัฒนาขีดความสามารถของสมาชิกอาเซียนต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ ชาติในอาเซียนยังคงต้องการเงินลงทุน และการเสริมสร้างศักยภาพจากประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อพัฒนาการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ โดยญี่ปุ่นได้เสนอแนวทางการศึกษา และพัฒนาขีดความสามารถให้บุคลากรอาเซียน ซึ่งไทยจะได้รับประโยชน์ในการเข้าร่วมดังกล่าวด้วย 3.) เวทีด้านความมั่นคงพลังงาน ที่ประชุม ฯ ได้มีการนำเสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาดพลังงานโลกและอาเซียน ซึ่งคาดว่าความต้องการใช้พลังงานในภูมิภาคอาเซียนและบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี) ยังคงเป็นภูมิภาคที่มีความต้องการใช้พลังงานมากที่สุดภูมิภาคหนึ่งของโลก โดยถ่านหินและเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดยังเป็นแหล่งเชื้อเพลิงสำคัญในภูมิภาคนี้ในอนาคต นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีการหารือแนวทางในการส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในมิติของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ในเชิงการสำรองน้ำมันในอาเซียนและการพัฒนาความตกลงอาเซียนว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียม (ASEAN Petroleum Security Agreement : APSA) ให้สามารถนำมาใช้ในเชิงปฏิบัติได้ในอนาคต ตลอดจนหาแนวทางเพิ่มศักยภาพของอาเซียนโดยนำมิติของเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด รวมทั้งสนับสนุนความร่วมมือให้มากขึ้นจากประเทศบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี)

อ่านต่อ...
Admin

นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานมอบโล่รางวัลเกียรติยศให้กับผู้ได้รับรางวัล จำนวน 17 รางวัล จากการประกวดบ้านจัดสรรอนุรักษ์พลังงานดีเด่น ปี 2560 ณ ห้อง MAYFAIR BALLROOM A ชั้น 11 THE BERKELEY HOTEL PRATUNAM การจัดประกวดบ้านจัดสรรอนุรักษ์พลังงานดีเด่น ถือเป็นการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการบ้านจัดสรรและรับสร้างบ้านให้ความสำคัญในการอนุรักษ์พลังงานในบ้านอยู่อาศัย จำเป็นต้องมีการออกแบบที่เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศและเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน สำหรับในปีนี้มีผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของโครงการบ้านจัดสรร บริษัทรับสร้างบ้าน ส่งผลงานเข้าประกวดทั้งสิ้น จำนวน 122 ผลงาน แบ่งเป็นประเภทบ้าน จำนวน 107 แบบ และประเภทโครงการจัดสรร จำนวน 15 โครงการ ผลการตัดสินมีผู้ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 17 รางวัล สามารถประหยัดพลังงานได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า "ที่ผ่านมากระทรวงพลังงาน ได้มีการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง เช่น เครื่องปรับอากาศ ระบบแสงสว่าง และให้ความสำคัญการออกแบบบ้านที่ถูกวิธี เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน การทำให้บ้านมีอากาศเย็นสบายน่าอยู่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของเครื่องปรับอากาศ ยังมีเรื่องการจัดระบบการถ่ายเทอากาศเป็นสิ่งสำคัญที่จะลดภาระการใช้พลังงานไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี จากผลการประกวดบ้านจัดสรรอนุรักษ์พลังงานดีเด่นในปีนี้ สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญในเรื่องการอนุรักษ์พลังงานในบ้านอยู่อาศัยมากขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง” เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2560 ที่มา :: http://www.dede.go.th/ewt_news.php?nid=46141&filename=index

อ่านต่อ...
Admin

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2560 ที่ผานมา นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยนายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ดร.กณพ เกตุชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเกษตรลุ่มน้ำ จำกัด ผู้แทนส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมพิธีเปิดโครงการส่งเสริมการผลิตไบโอมีเทนอัด (CBG) ในสถานประกอบการที่มีระบบก๊าซชีวภาพ ที่บริษัท เกษตรลุ่มน้ำ จำกัด ต.ช้างซ้าย อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า โครงการของบริษัท เกษตรลุ่มน้ำ จำกัด ดำเนินการตามยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังงานทดแทนและยุทธศาสตร์การสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของกระทรวงพลังงาน ซึ่งกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้สนับสนุนติดตั้งระบบปรับปรุงคุณภาพก๊าซและระบบบรรจุก๊าซไบโอมีเทนอัด ให้กับสถานประกอบการที่มีระบบก๊าซชีวภาพอยู่แล้ว นำก๊าซชีวภาพที่เหลือใช้มาปรับปรุงคุณภาพให้เกิดประโยชน์ แต่ยังไม่มีโรงงานเชิงพาณิชย์ในประเทศไทย ทั้งนี้บริษัท เกษตรลุ่มน้ำ จำกัด เป็นโครงการแรกที่ได้ติดตั้งระบบผลิต CBG ขนาด 3 ตันต่อวัน และได้เริ่มดำเนินการใช้ประโยชน์ CBG ที่ผลิตได้กับรถบรรทุกของบริษัท ก๊าซ CBG ที่ผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน โดยมีการนำไปทดสอบกับยานยนต์ และทดสอบเพิ่มเติมตามมาตรฐานกำหนดคุณภาพก๊าซ ไบโอมีเทนอัดในต่างประเทศ (สวีเดน เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี) ผลการทดสอบผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดทุกรายการ จึงได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานีบริการก๊าซธรรมชาติจากกรมธุรกิจพลังงานแล้ว ด้าน ดร.กณพ เกตุชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เกษตรลุ่มน้ำ จำกัด กล่าวว่า บริษัทประกอบธุรกิจโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม มีกำลังการผลิต 60 ตันปาล์มต่อชั่วโมง และโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ กำลังผลิตติดตั้ง 1 เมกะวัตต์ โดยน้ำเสียและกากตะกอนปาล์ม จะนำเข้าสู่บ่อหมักก๊าซชีวภาพ 4 บ่อ มีกำลังผลิตก๊าซ 17,683 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ก๊าซชีวภาพที่ได้นั้นเมื่อนำไปผลิตไฟฟ้าขนาด 1 เมกะวัตต์แล้ว ยังมีก๊าซที่เหลือใช้ ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตไบโอมีเทนแบบอัด (CBG) ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน นำไปใช้กับยานยนต์ ปัจจุบันมีกำลังการผลิต วันละ 3,000 กิโลกรัม สามารถนำก๊าซ CBG ที่ผลิตได้ไปใช้ในรถบรรทุกจำนวน 19 คัน เพื่อขนส่งน้ำมันปาล์มไปยังจังหวัดชุมพร ชลบุรี และในอนาคตจะเปิดให้บริการกับรถทั่วไปหลังจากใช้เป็นการภายในเพียงพอแล้ว นอกจากนั้น โครงการส่งเสริมการผลิตไบโอมีเทนอัด (CBG) ของบริษัท เกษตรลุ่มน้ำ จำกัด ยังเป็นความร่วมมือด้านเทคโนโลยีของเอกชนไทย-ญี่ปุ่นด้วย โดยได้ร่วมมือกับบริษัท โอซาก้าแก๊ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแก๊สขนาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศญี่ปุ่น และเป็นแห่งแรกของเมืองไทย” ดร.กณพ กล่าว ที่มา :: https://www.prachachat.net/local-economy/news-82083

อ่านต่อ...
Admin

นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย (ที่ 5 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. พร้อมผู้บริหาร ให้การต้อนรับนายธรรมยศ ศรีช่วย (กลาง) ปลัดกระทรวงพลังงาน นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี (ที่ 3 จากซ้าย) อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ พร้อมด้วยข้าราชการระดับสูงจากกระทรวงพลังงาน ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของฐานสนับสนุนการพัฒนาปิโตรเลียมของ ปตท.สผ. อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ทั้งนี้ ฐานสนับสนุนการพัฒนาปิโตรเลียม เป็นฐานที่ให้บริการสนับสนุนการดำเนินงานแบบครบวงจร โดยเป็นท่าเรือรับส่งสินค้าและพัสดุอุปกรณ์ เพื่อรองรับการดำเนินงานโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของ ปตท.สผ. ในอ่าวไทย รวมถึงผู้ประกอบการบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอื่น ๆ ด้วย ที่มา :: http://www.thaipr.net/energy/823044

อ่านต่อ...
Admin

ปลัดกระทรวงพลังงาน นำคณะผู้บริหารกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และสงขลา เดินหน้าเยี่ยมชมโครงการด้านพลังงานทดแทนในพื้นที่ ยันส่งเสริมการใช้ก๊าซชีวภาพรูปแบบไบโอมีเทนอัด (CBG) ในภาคขนส่ง ขยายผลการผลิตก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียสหกรณ์สวนยาง ขับเคลื่อนโครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก พร้อมติดตามการพัฒนาปิโตรเลียมในพื้นที่เสริมความมั่นคงพลังงานนายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงานพลังงาน เปิดเผยว่า ในระหว่างวันที่ 27 -28 พฤศจิกายน 2560 กระทรวงพลังงานได้มีภารกิจลงพื้นที่ใน 2 จังหวัดภาคใต้ เพื่อเยี่ยมชมและติดตาม ความคืบหน้าการดำเนินโครงการด้านพลังงานทดแทนในหลายเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นการสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสงขลา รวมทั้งเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของพื้นที่ภาคใต้ ทั้งนี้ภาพรวมการเยี่ยมชมโครงการต่างๆ มีรายละเอียดที่สำคัญๆ ได้แก่โครงการส่งเสริมการผลิตไบโอมีเทนแบบอัด (Compressed Bio-Methane Gas) หรือ CBG บริษัท เกษตรลุ่มน้ำ จำกัด จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม และได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานเพื่อลงทุนในระบบปรับปรุงคุณภาพก๊าซชีวภาพ และระบบบรรจุก๊าซ CBG โดยปัจจุบัน มีปริมาณน้ำเสียจากโรงงาน ที่สามารถผลิตก๊าซ CBG ได้ประมาณ 3 ตันต่อวัน และได้นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนในรถบรรทุกของบริษัท เพื่อขนส่งน้ำมันปาล์มดิบไปส่งจังหวัดชุมพรและจังหวัดชลบุรี รวมทั้งมีการขนส่งสินค้าทั่วไป เช่น แผ่นพื้นคอนกรีต เป็นต้น ซึ่งช่วยให้ประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสูงถึง 14.27 ล้านบาทต่อปีโดยแนวทางการส่งเสริมการใช้ CBG ดังกล่าว กระทรวงพลังงานได้มีเป้าหมายตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ให้เกิดการใช้ CBG ที่มีประสิทธิภาพ ประมาณ 4,800 ตันต่อวัน ในปี 2579 เพื่อลดการใช้น้ำมันเบนซิน ดีเซล และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV) ที่มีข้อจำกัดในหลายพื้นที่ซึ่งไกลจากสถานีแม่หรือแนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งการผลิต CBG ดังกล่าวจากน้ำเสีย/ของเสีย จากโรงงาน ประเทศไทยยังมีศักยภาพที่จะผลิต CBG เพื่อใช้ในภาคขนส่ง เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงานและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมอีกด้วยทั้งนี้ โครงการส่งเสริมการผลิตไบโอมีเทนอัด (CBG) ของบริษัท เกษตรลุ่มน้ำ จำกัด ยังเป็นความร่วมมือด้านเทคโนโลยีของเอกชนไทย-ญี่ปุ่นด้วย โดยบริษัท เกษตรลุ่มน้ำ จำกัด ได้ร่วมมือกับ บริษัท โอซาก้าแก๊ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแก๊สขนาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศญี่ปุ่น ในการพัฒนาเทคโนโลยีระบบก๊าซชีวภาพเป็นก๊าซ CBG ได้เป็นผลสำเร็จ จนสามารถเปิดเป็นสถานีบริการก๊าซ CBG แห่งแรกของภาคใต้และได้ตรวจติดตามโครงการผลิตก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียกระบวนการผลิตยางแผ่นรมควันทอนไม้ไผ่ จากสหกรณ์กองทุนสวนยาง บ้านทอนไม้ไผ่ จำกัด จ.สงขลา ซึ่งเป็นสหกรณ์ ฯ นำร่องของโครงการส่งเสริมสาธิตการผลิตก๊าซชีวภาพในสหกรณ์กองทุนสวนยาง ระยะที่ 1 จากการส่งเสริมของกองทุนอนุรักษ์พลังงาน โดยมีระบบผลิตก๊าซชีวภาพจากน้ำเสีย ขนาด 521 ลูกบาศก์เมตร (กว้าง 15 เมตร ยาว 21 เมตร ลึก 3.5เมตร) ซึ่งสหกรณ์ ฯ ได้นำก๊าซชีวภาพไปใช้ประโยชน์ในการรมยางร่วมกับไม้ฟืน ทำให้ลดการใช้ไม้ฟืนได้เฉลี่ยร้อยละ 30 โดยทดแทนไม้ฟืนได้ 203.86 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าที่ประหยัดได้ 132,510 บาทต่อปี และก๊าซชีวภาพบางส่วนย้ำสามารถนำไปใช้ทดแทนก๊าซหุงต้ม(LPG) ในการประกอบอาหารของคนงานในสหกรณ์ฯ รวมทั้งในภาพรวมยังช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่สิ่งแวดล้อมได้ 127.2 ตันต่อปีปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวเพิ่มว่า นอกจากการติดตามความคืบหน้าในโครงการด้านพลังงานทดแทนในพื้นที่ภาคใต้แล้ว กระทรวงพลังงาน ยังได้เข้าเยี่ยมฐานสนับสนุนการพัฒนาปิโตรเลียม ในพื้นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งดำเนินงานโดยบริษัทย่อยของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ฐานสนับสนุนการพัฒนาปิโตรเลียมดังกล่าวทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินงานโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของโครงการบงกช โครงการอาทิตย์ โครงการพื้นที่ร่วมไทยมาเลเซีย รวมถึงโครงการอื่นๆ ในอ่าวไทย โดยเป็นท่าเรือรับส่งสินค้าและพัสดุอุปกรณ์ และให้บริการสนับสนุนการดำเนินงานแบบครบวงจร ได้มาตรฐานของฐานสนับสนุนการปฏิบัติการนอกชายฝั่ง และมีระบบจัดการตามระบบสากลที่มุ่งเน้นความปลอดภัยของเรือและท่าเรือระหว่างประเทศ โดยมีท่าเทียบเรือความยาว 380 เมตร สามารถรองรับเรือขนาดมากกว่า 500 ตันกรอสได้จำนวน 6 ลำพร้อมกัน ซึ่งถือว่ามีความพร้อมในการบริการและสนับสนุนการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ประเทศไทยในระยะยาวต่อไปที่มา http://www.acnews.net/detailnews.php?news_id=N256021216

อ่านต่อ...
Admin

พลเอกอนันพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดงานมอบรางวัลและจัดแสดงนิทรรศการ กิจกรรมประกวดวาดภาพเทิดพระเกียรติด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน ปีที่5 ในหัวข้อ "มีพลังงาน มีความสุข" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ เทิดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนในการถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ด้านพลังงานผ่านทางศิลปะภาพวาด โดยมี นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้ให้เกียรติมอบรางวัล ในประเภทมัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. รวมทั้งสิ้น 64 รางวัล พร้อมทั้งมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานภาพวาด ของผู้ที่ได้รับรางวัล ระหว่างวันที่ 6 - 8 พฤศจิกายน 2560 ณ บริเวณลานโปรโมชั่น ชั้น 7 ศูนย์การค้า เซ็นทรัล พลาซา แกรนด์ พระราม 9

อ่านต่อ...