News
Admin

การเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วจาก บี5 มาเป็นบี7 (มีผลตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2560) ส่งผลให้มีการใช้ บี 100 เพิ่มขึ้นจาก 2.2 ล้านลิตร/วัน (สัดส่วนการผสม 5-7% เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559) เป็น 4.0 ล้านลิตร/วัน (สัดส่วนการผสม 6.5-7% เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2560) คิดเป็นปริมาณการใช้เพิ่มขึ้น 1.8 ล้านลิตร/วัน (ประมาณ 58 ล้านลิตร) เพื่อดูดซับปริมาณ CPO ส่วนเกินในตลาดปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงาน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้สั่งการให้กรมธุรกิจพลังงาน ประชุมหารือกับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ทำให้มีการเก็บสต็อกไบโอดีเซล จากเดิมเก็บอยู่ที่ประมาณ 50 ล้านลิตร (ข้อมูล ณ ต้นเดือนมิถุนายน) และคาดว่าสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ เก็บได้ประมาณ 80 ล้านลิตร และจะพยายามผลักดันให้ได้ 100 ล้านลิตร ภายในเดือนสิงหาคม 2560 ซึ่งช่วยดูดซับปาล์มน้ำมันที่ล้นอยู่ประมาณ 30 % การดำเนินงานดังกล่าวน่าจะช่วยคลี่คลายปัญหาปาล์มน้ำมันที่ล้นตลาดในขณะนี้ไปได้ ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานจะบริหารต้นทุนเชื้อเพลิงด้านพลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และเชื่อว่าพระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันฯ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่กำลังดำเนินการอยู่จะช่วยแก้ไขปัญหาในระยะยาว และเพื่อเป็นการแก้ปัญหา CPO ล้นตลาดในระยะยาว ซึ่งฤดูกาลผลผลิตปาล์มน้ำมันจะสูงในช่วงเดือนมีนาคม–พฤษภาคม ของทุกปี และจะลดลงเรื่อยๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนอกเหนือจากกระทรวงพลังงาน จำเป็นต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาทุกภาคส่วน เช่น การบริหารจัดการวัตถุดิบทั้งระบบ Supply Chain ตั้งแต่การผลิต การจัดเก็บ จนถึงการจำหน่าย การกำกับหรือควบคุมจำนวนโรงสกัดให้มีจำนวนที่เหมาะสมกับความต้องการใช้ของประเทศ หรือการพัฒนาตามศักยภาพผู้ผลิต (CPO และน้ำมันพืช) ให้สามารถแข่งขันกับตลาดในต่างประเทศได้ เป็นต้น

อ่านต่อ...
Admin

เนื่องจากมีหลายสมมุติฐานไม่เป็นไปตามแผน โดยเฉพาะความล่าช้าโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ 800 เมกะวัตต์ ที่ต้องกลับไปเริ่มต้นกระบวนการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)และรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(อีเอชไอเอ) การอนุรักษ์พลังงานในภาคขนส่งที่ยังต่ำกว่าเป้าหมาย“การประชุมครั้งนี้ เป็นการ Kick Off ว่าจะต้องปรับแผนในจุดใดบ้าง พร้อมมอบการบ้านให้แต่ละหน่วยงาน และกำหนดกรอบเวลาติดตามงาน เพื่อจะนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)พิจารณาในช่วงปลายปีนี้” นายอารีพงศ์ กล่าวส่วนที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงพลังงานปรับเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเป็น 40% นั้น กระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะปรับเพิ่มสัดส่วนอย่างไร จากปัจจุบัน แผนเออีดีพี กำหนดสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนในรูปแบบของการผลิตไฟฟ้าไว้ที่ 20% หรืออยู่ที่ 1.95 หมื่นเมกะวัตต์(รวมพลังงานน้ำขนาดใหญ่) และการใช้พลังงานทดแทนในรูปแบบของความร้อน อยู่ที่ 25,088 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ รวมถึงการใช้พลังงานทดแทนในรูปแบบเชื้อเพลิงชีวภาพ อยู่ที่ 8,712.43 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบขณะที่การลงทุนผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) จำนวน 2,000 เมกะวัตต์ จะต้องบรรจุอยู่ภาพใหญ่ของแผนผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะต้องเป็นการลงทุนที่มุ่งเน้นการพัฒนาและวิจัยเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้กฟผ.เป็นให้เอกชนนำไปต่อยอดการลงทุนเพื่อให้มีต้นทุนการผลิตที่ไม่สูงไปกว่าที่กฟผ.ลงทุน และการลงทุนของกฟผ.จะไม่ต้องกระทบต่อเอกชน

อ่านต่อ...
Admin

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้มอบหมายให้บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เป็นผู้เจรจาหลักในการหารือซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)จากนอร์เวย์ ในวันที่ 26 มิ.ย. 2560 ซึ่งการจะซื้อ หรือร่วมทุนธุรกิจ LNG ระหว่างกันนั้น จะต้องอยู่บนพื้นฐานต้นทุนราคาที่ไม่แพง และความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นจะต้องได้รับการอนุมัติจากกระทรวงพลังงานก่อนทั้งนี้การจัดหา LNG เป็นแนวทางหนึ่งที่กระทรวงพลังงานให้ความสำคัญตามแนวทางเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสภาวะวิกฤติก๊าซธรรมชาติปี 2564-2566 ที่ก๊าซฯในอ่าวไทยจะหายไปราว 2 ล้านตัน กระทบพลังงานไฟฟ้า 13,623 ล้านหน่วย หรือ เทียบเท่าโรงไฟฟ้า 1,700 เมกะวัตต์โดยกระทรวงพลังงาน จึงมีนโยบายให้ ปตท.ในฐานะผู้จัดหา LNG จัดทำแผนซื้อ LNG โดยกระจายแหล่งเพิ่มขึ้นและเน้นสัญญาระยะยาว เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานและไม่กระทบต่อต้นทุน"ปัจจุบัน ปตท.มีแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสร้างคลังรับ-จ่าย LNG เพื่อรองรับ LNG นำเข้า ซึ่งกระทรวงพลังงานไม่ได้ดูแค่ความพร้อมของการสร้าง แต่จะดูถึงแหล่งที่มาในการจัดซื้อ LNG ด้วย ซึ่งจะทยอยเพิ่มแหล่งจัดซื้อที่ไม่ใช่มีแค่รายเดิมๆ เพื่อไม่ให้กระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าในอนาคต" นายอารีพงศ์ กล่าวว่า นายอารีพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้ ผู้ค้า LNG ต่างประเทศ ให้ความสนใจเสนอขาย LNG ให้กับประเทศไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงการจัดงานโตเกียวแก๊ส มีผู้ค้าจากหลายประเทศเข้ามาเจรจากับไทย ซึ่งขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างพิจารณาความเหมาะสมในการจัดหาแอลเอ็นจีให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ

อ่านต่อ...
Admin

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน และในฐานะประธานกรรมการ(บอร์ด) บริษัท การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจไฟฟ้าในต่างประเทศของบริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) ซึ่งเป็นบริษัทลูก ของกฟผ. ปัจจุบันยังดูในเรื่องของการสร้างโรงไฟฟ้าหลัก เช่น การผลิตไฟฟ้าจากเขื่อน และยังหาโอกาสอื่นๆเพิ่มเติมที่ไม่ใช่แค่การพัฒนาโรงไฟฟ้า ซึ่งในอนาคตจะต้องมองเรื่องของการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในต่างประเทศด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสของโลกที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดและลดใช้พลังงานฟอสซิล“ตัวบริษัทแม่ คือ กฟผ.จะลงทุนพลังงานทดแทนแน่นอน 2,000 เมกะวัตต์ แต่จะเดินรูปแบบไหนยังต้องตัดสินใจอีกครั้ง ซึ่งกระทรวงพลังงานให้นโยบายไปว่า จะต้องไม่เหมือนเอกชน ต้องเดินแบบบุกเบิก เช่น พลังงานทดแทนในรูปแบบเสถียร(เฟิร์ม) ซึ่งพลังงานทดแทนจะเห็นบริษัทแม่เป็นผู้ลงทุนในไทย ส่วนต่างประเทศจะเป็นหน้าที่ของบริษัทลูก” นายอารีพงศ์ กล่าวนายวัชรา เหมรัชตานันต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้แผนขยายการลงทุนธุรกิจไฟฟ้าในต่างประเทศที่จะมุ่งสู่พลังงานทดแทน ตามนโยบายของ นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่ต้องการให้บริษัทเตรียมความพร้อมทางธุรกิจรับมือกับกระแสของโลกที่มุ่งสู่พลังงานสะอาดมากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในอนาคตถูกลง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น คาดว่า ผลการศึกษาจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน หรือ ไม่เกินสิ้นปีนี้“บริษัท ติดตามหาโอกาสการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีศักยภาพ ซึ่งหากจะลงทุนพลังงานทดแทนจะพิจารณาในแถบนี้เป็นหลัก ส่วนรูปแบบการลงทุนนั้น บริษัทจะศึกษาในหลายรูปแบบทั้งการลงทุนเอง การร่วมลงทุนกับพันธมิตร หรือการเข้าซื้อกิจการ(M&A) รวมถึงศึกษาเชื้อเพลิงหลายประเภท เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม เป็นต้น” นายวัชรา กล่าวบริษัท มองว่า ปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนยังมีต้นทุนสูง แต่จะต้องศึกษาไว้เป็นทางเลือก โดยจะตัดสินใจลงทุนในจังหวะที่เหมาะสมเท่านั้น ซึ่งจะต้องมั่นใจว่าเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ในอนาคตสำหรับแผนการลงทุนช่วง 10 ปี (ปี2560 – 2569) ยังอยู่ภายใต้กรอบงบลงทุน 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัท มีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมอยู่ที่ 1,700 เมกะวัตต์ ภายในปี 2569 โดยปีนี้ มีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คือ โรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเงี้ยบ 1 ในลาว ขนาด 289 เมกะวัตต์ จะเปิดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ในต้นปี 2562ส่วนโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ศึกษา และเจรจาทางธุรกิจ เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกวางจิ 1 ในเวียดนาม ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ขนาด 1,200 เมกะวัตต์ ได้รับอนุมัติโครงการแล้ว คาดว่าจะเปิดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2566-2567 และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำสาละวินตอนบน (มายตง) ในเมียนมา ขนาด 3,000 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการทบทวนรายงานการศึกษาความเหมาะสม คาดว่าสามารถเปิดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2569-2571นอกจากนี้ ยังแสวงหาโอกาสลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มเติม เช่น กัมพูชา อินโดนีเซีย และลาว เป็นต้น

อ่านต่อ...
Admin

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในวันที่ 29 เม.ย.นี้ กระทรวงจะหารือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ถึงความคืบหน้าในการจัดทำแผนนำร่องพัฒนาพลังงานทดแทน เพื่อผลักดันการใช้พลังงานทดแทนเป็นพลังงานที่มีเสถียรภาพในการผลิตและพึ่งพาได้ (เฟิร์ม) โดยอาจใช้เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน (เอ็นเนอร์จี สตอเรจ) ที่มีประสิทธิภาพเข้ามาช่วยขณะเดียวกัน กฟผ. ก็จำเป็นต้องปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจเช่นเดียวกับหน่วยงานผลิตไฟฟ้าของประเทศพัฒนาแล้ว ที่ให้ผู้บริโภคสามารถเลือกได้ว่าต้องการใช้ไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงประเภทใด แต่ปกติการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในต่างประเทศจะทำเป็นสัญญาระยะยาว (PPA) ซึ่งไทยก็จะใช้วิธีการเดียวกันนอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีแผนใช้โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (โซลาร์ รูฟท็อป) เฟส 2 แก้ปัญหาความต้องการใช้ไฟฟ้าเกินกว่ากำลังการผลิต โดยให้บ้านเรือนในพื้นที่ที่มีการใช้ไฟฟ้าสูง เช่น กรุงเทพและปริมณฑล ผลิตไฟฟ้าและขายเข้าระบบ ซึ่งภาครัฐมีแผนที่จะรับซื้อมากกว่า 300 เมกะวัตต์ แต่เบื้องต้นต้องรอผลการประเมินจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนดำเนินการจัดทำแผนงานอีกครั้งส่วนกรณีที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบล่าช้ากว่าแผน ยังต้องรอประเมินสถานการณ์จริงอีกระยะหนึ่ง ก่อนพิจารณาว่าจะดำเนินการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) 2015 หรือไม่

อ่านต่อ...
Admin

- เป้าใหม่ 40% ทำได้หรือไม่ การจะไปถึงเป้าหมายอย่างไรนั้น ต้นทุนของเทคโนโลยีเป็นตัวแปรที่สำคัญมาก อย่างที่เห็นภาพชัดเจนช่วงที่ผ่านมาคือต้นทุนของโซลาร์เซลล์และพลังงานลมลดลงมาค่อนข้างมาก ส่งผลให้ราคารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ลดลงมาอยู่ที่เพียง 4.20 บาท/หน่วย ซึ่งระดับราคาที่ลดลงขนาดนี้ เราก็มั่นใจว่าหากจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนก็ง่ายขึ้น ตามแผนเดิมที่ต้องมีสัดส่วนที่ 30% ของกำลังผลิตติดตั้งรวมนั้น วันนี้มีทั้งที่ผลิตเข้าระบบแล้วและกำลังทยอยเข้ามารวมทั้งสิ้นกว่า 9,000 เมกะวัตต์ ซึ่งสำหรับไทยเองนั้นถือเป็นประเทศที่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เรามีประสบการณ์ทั้งโซลาร์ฟาร์มและวินด์ฟาร์มที่ประสบความสำเร็จ มีระบบการบริหารจัดการที่ดี ที่สำคัญคือมีบุคลากรด้านพลังงานที่ดีและมีเอกชนที่มีความแข็งแรงในการลงทุน ดังนั้นหากรัฐบาลจะปรับเป้าหมายพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นอีก ก็สามารถดำเนินการได้- จะเน้นที่เชื้อเพลิงใดตามเป้าหมายของกระทรวงพลังงาน คือ การเน้นให้น้ำหนักไปที่พลังงานชีวมวล ที่ใช้ของเหลือจากภาคเกษตรเป็นหลัก ในช่วงที่ผ่านมาเราซัพพอร์ตทุกโรงและมีการผลิตไฟฟ้าเข้าระบบเกือบหมดแล้ว ฉะนั้นถ้าเราจะมุ่งส่งเสริมชีวมวลต่อ สิ่งที่เราวางไว้คือจะต้องมุ่งเน้นไปที่การปลูกพืชพลังงานด้วย จะเห็นว่าในปีนี้นโยบายด้านพลังงานทดแทนจะมีการกำหนดเงื่อนไขสำคัญคือเอกชนจะต้องมีแผนการปลูกพืชพลังงานร่วมด้วย ซึ่งนับเป็นความท้าทายของกระทรวงพลังงาน เพราะการปลูกพืชมันต้องเกี่ยวข้องกับเกษตรกร และเกี่ยวเนื่องกับอะไรอีกหลายอย่าง เบื้องต้นได้มีการหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปแล้วถึงเป้าหมายด้านพืชพลังงาน โดยเฉพาะในประเด็นปาล์มน้ำมัน ตามข้อมูลบอกว่าในพื้นที่ภาคใต้มีการปลูกปาล์มอยู่ราว 3.5 ล้านไร่ ในพื้นที่อื่นอีกรวมเป็น 5 ล้านไร่ และเป้าหมายคือจะเพิ่มการปลูกเป็น 7 ล้านไร่ ให้ได้ภายในปี 2579 ซึ่งในพื้นที่เหล่านี้ปลูกเพื่อรองรับการบริโภคไปแล้ว ดังนั้นตอนนี้ต้องมานั่งดูว่าพื้นที่ที่เหลือจะนำมาซัพพอร์ตด้านพลังงานได้มากน้อยแค่ไหน และนโยบายสำคัญของเราคือจะไม่แย่งพื้นที่ปลูกที่รองรับการบริโภคแน่นอนและเมื่อเร็ว ๆ นี้ กระทรวงพลังงานได้ประสานไปยังมหาวิทยาลัยทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ เพื่อให้ศึกษาศักยภาพของพลังงานทดแทนในแต่ละพื้นที่ว่าเป็นอย่างไร มีศักยภาพพอที่จะพัฒนาการปลูกเพื่อเป็นเชื้อเพลิงหรือไม่ โดยรายละเอียดเบื้องต้นนั้นพบว่าแต่ละพื้นที่มันมีศักยภาพที่แตกต่างกัน หน้าที่ของเราคือการใส่เทคโนโลยี ใส่การวิจัยและพัฒนาเพื่อต่อยอดให้เป็นพลังงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ว่างอยู่ แต่การจัดสรรที่ดินจะอยู่ที่การพิจารณาของกระทรวงเกษตรฯเป็นหลัก- จะปรับเงื่อนไขรับซื้อไฟใหม่ใช่ ต่อไปนี้นโยบายของกระทรวงพลังงานในการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน นอกจากเอกชนจะต้องปลูกพืชพลังงานด้วยแล้วนั้น กระทรวงพลังงานจะเป็นผู้กำหนดพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้าให้ด้วย ไปจนถึงเลือกประเภทเชื้อเพลิงให้ หรือพูดง่าย ๆ คือ เราจะเป็นผู้โฟกัสรายละเอียดทั้งหมดให้ จากเดิมที่เคยใช้วิธีการประมูลที่เอกชนจะเป็นผู้เสนอทั้งหมดเอง ซึ่งมีปัญหาค่อนข้างมาก เช่น สายส่งไม่พอรองรับและการแย่งวัตถุดิบกัน ที่สำคัญต่อจากนี้จะมีแผนส่งเสริมพลังงานทดแทนแบบ "รายภาค" ตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ ทุกอย่างจะต้องเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบมากขึ้น- อาจต้องปรับแผน PDPตอนนี้ยังไม่ต้องรีบปรับแผน PDP เพราะยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงสำคัญ อย่างพลังงานทดแทนที่รัฐบาลต้องการให้ปรับเพิ่ม ถ้าดูตัวเลขจริง ๆ ก็เพิ่มขึ้นจากเดิมแค่ 10% ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ภาคใต้ที่ยังไม่สามารถพัฒนาได้ แต่มีปริมาณสำรองไฟฟ้าที่ค่อนข้างสูงรองรับความต้องการใช้โดยไม่มีปัญหา แต่ไฟฟ้าสำรองมันก็ยังมีข้อจำกัดที่ว่าสำรองไฟฟ้าจะส่งลงไปในพื้นที่มีปัญหาอย่างภาคใต้อย่างไร เพราะสายส่งที่ลงใต้มีแค่ 2 สาย และยังเสี่ยงที่อาจจะเกิดปัญหาได้ ซึ่งความเสี่ยงที่ว่านี้มันจะบริหารได้ก็ต่อเมื่อมีโรงไฟฟ้าใหม่เกิดขึ้นในภาคใต้ ส่วนโรงไฟฟ้าใหม่ในส่วนของผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ (IPP) ที่จะต้องผลิตไฟฟ้าเข้าระบบของกลุ่มบริษัท กัลฟ์ รวม 5,000 เมกะวัตต์ ก็ยังคงอยู่ในแผน PDP อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่มีการจัด 3 เวทีในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อรายงานสถานการณ์ไฟฟ้าให้ชุมชนในพื้นที่ พร้อมทั้งรับฟังข้อเสนอแนะ อาจจะนำรายละเอียดจากเวทีนี้มาพิจารณาว่าควรปรับแผน PDP หรือไม่ต่อไป

อ่านต่อ...