News
Admin

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้มอบหมายให้บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เป็นผู้เจรจาหลักในการหารือซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)จากนอร์เวย์ ในวันที่ 26 มิ.ย. 2560 ซึ่งการจะซื้อ หรือร่วมทุนธุรกิจ LNG ระหว่างกันนั้น จะต้องอยู่บนพื้นฐานต้นทุนราคาที่ไม่แพง และความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นจะต้องได้รับการอนุมัติจากกระทรวงพลังงานก่อนทั้งนี้การจัดหา LNG เป็นแนวทางหนึ่งที่กระทรวงพลังงานให้ความสำคัญตามแนวทางเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสภาวะวิกฤติก๊าซธรรมชาติปี 2564-2566 ที่ก๊าซฯในอ่าวไทยจะหายไปราว 2 ล้านตัน กระทบพลังงานไฟฟ้า 13,623 ล้านหน่วย หรือ เทียบเท่าโรงไฟฟ้า 1,700 เมกะวัตต์โดยกระทรวงพลังงาน จึงมีนโยบายให้ ปตท.ในฐานะผู้จัดหา LNG จัดทำแผนซื้อ LNG โดยกระจายแหล่งเพิ่มขึ้นและเน้นสัญญาระยะยาว เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานและไม่กระทบต่อต้นทุน"ปัจจุบัน ปตท.มีแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสร้างคลังรับ-จ่าย LNG เพื่อรองรับ LNG นำเข้า ซึ่งกระทรวงพลังงานไม่ได้ดูแค่ความพร้อมของการสร้าง แต่จะดูถึงแหล่งที่มาในการจัดซื้อ LNG ด้วย ซึ่งจะทยอยเพิ่มแหล่งจัดซื้อที่ไม่ใช่มีแค่รายเดิมๆ เพื่อไม่ให้กระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าในอนาคต" นายอารีพงศ์ กล่าวว่า นายอารีพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้ ผู้ค้า LNG ต่างประเทศ ให้ความสนใจเสนอขาย LNG ให้กับประเทศไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงการจัดงานโตเกียวแก๊ส มีผู้ค้าจากหลายประเทศเข้ามาเจรจากับไทย ซึ่งขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างพิจารณาความเหมาะสมในการจัดหาแอลเอ็นจีให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ

อ่านต่อ...
Admin

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน และในฐานะประธานกรรมการ(บอร์ด) บริษัท การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจไฟฟ้าในต่างประเทศของบริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) ซึ่งเป็นบริษัทลูก ของกฟผ. ปัจจุบันยังดูในเรื่องของการสร้างโรงไฟฟ้าหลัก เช่น การผลิตไฟฟ้าจากเขื่อน และยังหาโอกาสอื่นๆเพิ่มเติมที่ไม่ใช่แค่การพัฒนาโรงไฟฟ้า ซึ่งในอนาคตจะต้องมองเรื่องของการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในต่างประเทศด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสของโลกที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดและลดใช้พลังงานฟอสซิล“ตัวบริษัทแม่ คือ กฟผ.จะลงทุนพลังงานทดแทนแน่นอน 2,000 เมกะวัตต์ แต่จะเดินรูปแบบไหนยังต้องตัดสินใจอีกครั้ง ซึ่งกระทรวงพลังงานให้นโยบายไปว่า จะต้องไม่เหมือนเอกชน ต้องเดินแบบบุกเบิก เช่น พลังงานทดแทนในรูปแบบเสถียร(เฟิร์ม) ซึ่งพลังงานทดแทนจะเห็นบริษัทแม่เป็นผู้ลงทุนในไทย ส่วนต่างประเทศจะเป็นหน้าที่ของบริษัทลูก” นายอารีพงศ์ กล่าวนายวัชรา เหมรัชตานันต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้แผนขยายการลงทุนธุรกิจไฟฟ้าในต่างประเทศที่จะมุ่งสู่พลังงานทดแทน ตามนโยบายของ นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่ต้องการให้บริษัทเตรียมความพร้อมทางธุรกิจรับมือกับกระแสของโลกที่มุ่งสู่พลังงานสะอาดมากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในอนาคตถูกลง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น คาดว่า ผลการศึกษาจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน หรือ ไม่เกินสิ้นปีนี้“บริษัท ติดตามหาโอกาสการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีศักยภาพ ซึ่งหากจะลงทุนพลังงานทดแทนจะพิจารณาในแถบนี้เป็นหลัก ส่วนรูปแบบการลงทุนนั้น บริษัทจะศึกษาในหลายรูปแบบทั้งการลงทุนเอง การร่วมลงทุนกับพันธมิตร หรือการเข้าซื้อกิจการ(M&A) รวมถึงศึกษาเชื้อเพลิงหลายประเภท เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม เป็นต้น” นายวัชรา กล่าวบริษัท มองว่า ปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนยังมีต้นทุนสูง แต่จะต้องศึกษาไว้เป็นทางเลือก โดยจะตัดสินใจลงทุนในจังหวะที่เหมาะสมเท่านั้น ซึ่งจะต้องมั่นใจว่าเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ในอนาคตสำหรับแผนการลงทุนช่วง 10 ปี (ปี2560 – 2569) ยังอยู่ภายใต้กรอบงบลงทุน 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัท มีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมอยู่ที่ 1,700 เมกะวัตต์ ภายในปี 2569 โดยปีนี้ มีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คือ โรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเงี้ยบ 1 ในลาว ขนาด 289 เมกะวัตต์ จะเปิดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ในต้นปี 2562ส่วนโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ศึกษา และเจรจาทางธุรกิจ เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกวางจิ 1 ในเวียดนาม ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ขนาด 1,200 เมกะวัตต์ ได้รับอนุมัติโครงการแล้ว คาดว่าจะเปิดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2566-2567 และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำสาละวินตอนบน (มายตง) ในเมียนมา ขนาด 3,000 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการทบทวนรายงานการศึกษาความเหมาะสม คาดว่าสามารถเปิดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2569-2571นอกจากนี้ ยังแสวงหาโอกาสลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มเติม เช่น กัมพูชา อินโดนีเซีย และลาว เป็นต้น

อ่านต่อ...
Admin

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในวันที่ 29 เม.ย.นี้ กระทรวงจะหารือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ถึงความคืบหน้าในการจัดทำแผนนำร่องพัฒนาพลังงานทดแทน เพื่อผลักดันการใช้พลังงานทดแทนเป็นพลังงานที่มีเสถียรภาพในการผลิตและพึ่งพาได้ (เฟิร์ม) โดยอาจใช้เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน (เอ็นเนอร์จี สตอเรจ) ที่มีประสิทธิภาพเข้ามาช่วยขณะเดียวกัน กฟผ. ก็จำเป็นต้องปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจเช่นเดียวกับหน่วยงานผลิตไฟฟ้าของประเทศพัฒนาแล้ว ที่ให้ผู้บริโภคสามารถเลือกได้ว่าต้องการใช้ไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงประเภทใด แต่ปกติการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในต่างประเทศจะทำเป็นสัญญาระยะยาว (PPA) ซึ่งไทยก็จะใช้วิธีการเดียวกันนอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีแผนใช้โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (โซลาร์ รูฟท็อป) เฟส 2 แก้ปัญหาความต้องการใช้ไฟฟ้าเกินกว่ากำลังการผลิต โดยให้บ้านเรือนในพื้นที่ที่มีการใช้ไฟฟ้าสูง เช่น กรุงเทพและปริมณฑล ผลิตไฟฟ้าและขายเข้าระบบ ซึ่งภาครัฐมีแผนที่จะรับซื้อมากกว่า 300 เมกะวัตต์ แต่เบื้องต้นต้องรอผลการประเมินจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนดำเนินการจัดทำแผนงานอีกครั้งส่วนกรณีที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบล่าช้ากว่าแผน ยังต้องรอประเมินสถานการณ์จริงอีกระยะหนึ่ง ก่อนพิจารณาว่าจะดำเนินการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) 2015 หรือไม่

อ่านต่อ...
Admin

- เป้าใหม่ 40% ทำได้หรือไม่ การจะไปถึงเป้าหมายอย่างไรนั้น ต้นทุนของเทคโนโลยีเป็นตัวแปรที่สำคัญมาก อย่างที่เห็นภาพชัดเจนช่วงที่ผ่านมาคือต้นทุนของโซลาร์เซลล์และพลังงานลมลดลงมาค่อนข้างมาก ส่งผลให้ราคารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ลดลงมาอยู่ที่เพียง 4.20 บาท/หน่วย ซึ่งระดับราคาที่ลดลงขนาดนี้ เราก็มั่นใจว่าหากจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนก็ง่ายขึ้น ตามแผนเดิมที่ต้องมีสัดส่วนที่ 30% ของกำลังผลิตติดตั้งรวมนั้น วันนี้มีทั้งที่ผลิตเข้าระบบแล้วและกำลังทยอยเข้ามารวมทั้งสิ้นกว่า 9,000 เมกะวัตต์ ซึ่งสำหรับไทยเองนั้นถือเป็นประเทศที่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เรามีประสบการณ์ทั้งโซลาร์ฟาร์มและวินด์ฟาร์มที่ประสบความสำเร็จ มีระบบการบริหารจัดการที่ดี ที่สำคัญคือมีบุคลากรด้านพลังงานที่ดีและมีเอกชนที่มีความแข็งแรงในการลงทุน ดังนั้นหากรัฐบาลจะปรับเป้าหมายพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นอีก ก็สามารถดำเนินการได้- จะเน้นที่เชื้อเพลิงใดตามเป้าหมายของกระทรวงพลังงาน คือ การเน้นให้น้ำหนักไปที่พลังงานชีวมวล ที่ใช้ของเหลือจากภาคเกษตรเป็นหลัก ในช่วงที่ผ่านมาเราซัพพอร์ตทุกโรงและมีการผลิตไฟฟ้าเข้าระบบเกือบหมดแล้ว ฉะนั้นถ้าเราจะมุ่งส่งเสริมชีวมวลต่อ สิ่งที่เราวางไว้คือจะต้องมุ่งเน้นไปที่การปลูกพืชพลังงานด้วย จะเห็นว่าในปีนี้นโยบายด้านพลังงานทดแทนจะมีการกำหนดเงื่อนไขสำคัญคือเอกชนจะต้องมีแผนการปลูกพืชพลังงานร่วมด้วย ซึ่งนับเป็นความท้าทายของกระทรวงพลังงาน เพราะการปลูกพืชมันต้องเกี่ยวข้องกับเกษตรกร และเกี่ยวเนื่องกับอะไรอีกหลายอย่าง เบื้องต้นได้มีการหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปแล้วถึงเป้าหมายด้านพืชพลังงาน โดยเฉพาะในประเด็นปาล์มน้ำมัน ตามข้อมูลบอกว่าในพื้นที่ภาคใต้มีการปลูกปาล์มอยู่ราว 3.5 ล้านไร่ ในพื้นที่อื่นอีกรวมเป็น 5 ล้านไร่ และเป้าหมายคือจะเพิ่มการปลูกเป็น 7 ล้านไร่ ให้ได้ภายในปี 2579 ซึ่งในพื้นที่เหล่านี้ปลูกเพื่อรองรับการบริโภคไปแล้ว ดังนั้นตอนนี้ต้องมานั่งดูว่าพื้นที่ที่เหลือจะนำมาซัพพอร์ตด้านพลังงานได้มากน้อยแค่ไหน และนโยบายสำคัญของเราคือจะไม่แย่งพื้นที่ปลูกที่รองรับการบริโภคแน่นอนและเมื่อเร็ว ๆ นี้ กระทรวงพลังงานได้ประสานไปยังมหาวิทยาลัยทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ เพื่อให้ศึกษาศักยภาพของพลังงานทดแทนในแต่ละพื้นที่ว่าเป็นอย่างไร มีศักยภาพพอที่จะพัฒนาการปลูกเพื่อเป็นเชื้อเพลิงหรือไม่ โดยรายละเอียดเบื้องต้นนั้นพบว่าแต่ละพื้นที่มันมีศักยภาพที่แตกต่างกัน หน้าที่ของเราคือการใส่เทคโนโลยี ใส่การวิจัยและพัฒนาเพื่อต่อยอดให้เป็นพลังงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ว่างอยู่ แต่การจัดสรรที่ดินจะอยู่ที่การพิจารณาของกระทรวงเกษตรฯเป็นหลัก- จะปรับเงื่อนไขรับซื้อไฟใหม่ใช่ ต่อไปนี้นโยบายของกระทรวงพลังงานในการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน นอกจากเอกชนจะต้องปลูกพืชพลังงานด้วยแล้วนั้น กระทรวงพลังงานจะเป็นผู้กำหนดพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้าให้ด้วย ไปจนถึงเลือกประเภทเชื้อเพลิงให้ หรือพูดง่าย ๆ คือ เราจะเป็นผู้โฟกัสรายละเอียดทั้งหมดให้ จากเดิมที่เคยใช้วิธีการประมูลที่เอกชนจะเป็นผู้เสนอทั้งหมดเอง ซึ่งมีปัญหาค่อนข้างมาก เช่น สายส่งไม่พอรองรับและการแย่งวัตถุดิบกัน ที่สำคัญต่อจากนี้จะมีแผนส่งเสริมพลังงานทดแทนแบบ "รายภาค" ตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ ทุกอย่างจะต้องเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบมากขึ้น- อาจต้องปรับแผน PDPตอนนี้ยังไม่ต้องรีบปรับแผน PDP เพราะยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงสำคัญ อย่างพลังงานทดแทนที่รัฐบาลต้องการให้ปรับเพิ่ม ถ้าดูตัวเลขจริง ๆ ก็เพิ่มขึ้นจากเดิมแค่ 10% ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ภาคใต้ที่ยังไม่สามารถพัฒนาได้ แต่มีปริมาณสำรองไฟฟ้าที่ค่อนข้างสูงรองรับความต้องการใช้โดยไม่มีปัญหา แต่ไฟฟ้าสำรองมันก็ยังมีข้อจำกัดที่ว่าสำรองไฟฟ้าจะส่งลงไปในพื้นที่มีปัญหาอย่างภาคใต้อย่างไร เพราะสายส่งที่ลงใต้มีแค่ 2 สาย และยังเสี่ยงที่อาจจะเกิดปัญหาได้ ซึ่งความเสี่ยงที่ว่านี้มันจะบริหารได้ก็ต่อเมื่อมีโรงไฟฟ้าใหม่เกิดขึ้นในภาคใต้ ส่วนโรงไฟฟ้าใหม่ในส่วนของผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ (IPP) ที่จะต้องผลิตไฟฟ้าเข้าระบบของกลุ่มบริษัท กัลฟ์ รวม 5,000 เมกะวัตต์ ก็ยังคงอยู่ในแผน PDP อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่มีการจัด 3 เวทีในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อรายงานสถานการณ์ไฟฟ้าให้ชุมชนในพื้นที่ พร้อมทั้งรับฟังข้อเสนอแนะ อาจจะนำรายละเอียดจากเวทีนี้มาพิจารณาว่าควรปรับแผน PDP หรือไม่ต่อไป

อ่านต่อ...
Admin

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี 2015) เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนให้ได้ 40% ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และติดตามเทคโนโลยีที่ทำให้ต้นทุนพลังงานทดแทนลดลง ซึ่งปัจจุบันการผลิตไฟจากพลังงานทดแทนตามแผนพีดีพี ในช่วง 2 ปีกว่ามีสัญญาผูกพันแล้วถึง 9,000 กว่าเมกะวัตต์ จากกำลังผลิตที่วางไว้สิ้นสุดแผนปี 2579 ที่ 1.96 หมื่นเมกะวัตต์

อ่านต่อ...
Admin

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในการประชุมผู้บริหารกระทรวงพลังงานวันนี้ได้หารือถึงคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ให้ดำเนินการจัดทำอีไอเอ (รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม) และอีเอชไอเอ (รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ) โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ใหม่ โดยเรื่องนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องไปหารือกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ว่าจะดำเนินการอย่างไร หากเป็นไปตามที่ กฟผ.คาด คือ ล่าช้าไปอีก 2 ปีครึ่ง การจัดการด้านความมั่นคงด้านไฟฟ้าภาคใต้จะจัดการอย่างไร และหากผลกระทบการคัดค้านส่งผลต่อโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลา 2,000 เมกะวัตต์ด้วย จะกระทบภาพรวมแล้ว ทางออกเป็นอย่างไร ต้องสร้างโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี ) ทดแทนมากน้อยแค่ไหน ต้นทุนเพิ่มกระทบประชาชนอย่างไร จะใช้พลังงานทดแทนตามข้อเสนอคณะกรรมการไตรภาคีอย่างไร โดยให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ไปทำรายงาน เพื่อเตรียมเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งต่อไป"ได้ให้ สนพ.ศึกษาผลกระทบและปรับแผนรองรับแผน 2 แผน 3 ทำอย่างไร หากโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้ โดนต่อต้านและต้องเลื่อนแผนออกไปเรื่อย ๆ ซึ่งกรณีแอลเอ็นจี ก็น่าเป็นห่วง เพราะต้องสร้างท่อไปรับก๊าซจากเรือขนส่งในทะเลเช่นกัน ก็กระทบสิ่งแวดล้อม ส่วนโครงการก่อสร้างสายส่งไปภาคใต้ กฟผ.ก็ลงทุนอยู่แล้ว ลงทุนนับแสนล้านบาท แต่ไฟฟ้าก็ยังไม่เพียงพอและมีความเสี่ยง ซึ่งต้องดูภาพรวมทั้งหมด" นายอารีพงศ์ กล่าวส่วนที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าคงต้องปรับแผนพัฒนากำลังไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี (พีดีพี 2015) จากความล่าช้าของโรงไฟฟ้าถ่านหินและให้ปรับเพิ่มพลังงานทดแทนให้มีสัดส่วนร้อยละ 40 ว่า เรื่องปรับแผนพีดีพี 2015 คงต้องดูทั้งหมด ความมั่นคง สิ่งแวดล้อม ราคาพลังงาน ซึ่งปัจจุบันกระทรวงฯ สนับสนุนพลังงานทดแทนอย่างหลากหลายแบบและต่อเนื่อง ซึ่งการใช้พลังงานทดแทนได้ดูทุกด้าน การลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมพืชพลังงาน ปัจจุบันเชื้อเพลิงชีวมวลก็ไม่เพียงพอ ที่สำคัญต้องดูด้วย

อ่านต่อ...