News
Admin

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สนพ.โดยศูนย์พยากรณ์และสารสนเทศพลังงาน สรุปสถานการณ์การใช้พลังงานของประเทศไทยในปี 2560 โดยมีการใช้พลังงานขั้นต้นเพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนโดยการใช้อยู่ที่ 2.75 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ/วัน ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบทุกประเภท ทั้งการใช้น้ำมัน การใช้ไฟฟ้านำเข้า การใช้พลังงานทดแทน ยกเว้นก๊าซธรรมชาติ เนื่องจากแหล่งก๊าซยาดานา เยตากุน และซอติก้าของเมียนมา หยุดจ่ายก๊าซในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม ประกอบกับแหล่ง JDA –A18 ในอ่าวไทยหยุดซ่อมบำรุงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม และตุลาคมส่งผลให้ก๊าซลดลงจากระบบ การเพิ่มขึ้นของการใช้พลังงานนี้สอดคล้องกับการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ที่ 3.9% ซึ่งเติบโตทั้งจากการส่งออก การบริโภคภาคเอกชน รวมทั้งการใช้จ่ายภาครัฐบาลและการลงทุนโดยรวม ด้านราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่ 53 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดยปรับตัวสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 ตามเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีขึ้น และข้อตกลงลดกำลังการผลิตของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน สถานการณ์การใช้พลังงานขั้นสุดท้ายแต่ละประเภทของปี 2560 พบว่า การใช้น้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยเพิ่มเกือบทุกประเภทยกเว้นการใช้น้ำมันเตา และ LPG ที่ลดลง โดยกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอลเพิ่มขึ้น 3.8% (การใช้เฉลี่ย 30.2 ล้านลิตร/วัน) เป็นการเพิ่มขึ้นจากปัจจัยปริมาณรถยนต์นั่งและรถจักรยานยนต์ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศอยู่ระดับไม่สูง และการลอยตัว LPG ในวันที่ 1 สิงหาคม 2560 ส่งผลให้ผู้ใช้รถ LPG บางส่วนเปลี่ยนกลับมาใช้น้ำมันแทนมากขึ้น ดีเซลการใช้เพิ่มขึ้น 2.6% (การใช้เฉลี่ย 63.7ล้านลิตร/วัน) น้ำมันเครื่องบินเพิ่ม 4.4% ตามการขยายตัวของการท่องเที่ยว ส่วน LPG (ไม่รวม Feedstock ในปิโตรเคมี) ลดลง 1.8% จากการใช้ในภาคขนส่งที่ลดลงต่อเนื่อง การใช้ก๊าซธรรมชาติ ปี 2560 มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 4,721 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ลดลง 0.1% จากปีก่อน ทั้งจากการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนหลักประมาณ 58% ของการใช้ก๊าซธรรมชาติทั้งหมด คาดว่าลดลง 1.7% เช่นเดียวกับการใช้ NGV ลดลง 12.6% เนื่องจากราคาขายปลีกน้ำมันปรับตัวลดลง และจำนวนสถานีบริการ NGV ที่ยังมีไม่มากนัก ทำให้ผู้ใช้รถยนต์บางส่วนหันไปใช้น้ำมันแทน ขณะที่การใช้ก๊าซธรรมชาติภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 4.2% การใช้ไฟฟ้าในปี 2560 อยู่ที่ 185,370 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้น 1.4% จากปีก่อน เป็นผลมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจ ส่วนความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ในระบบ 3 การไฟฟ้า หรือ System Peak (รวม Peak ของ VSPP) ปี 2560 อยู่ที่ 30,303 เมกะวัตต์ ลดลง 2.2% เมื่อเทียบกับปี 2559 สำหรับการคาดการณ์สถานการณ์พลังงานในปี 2561 สนพ.คาดว่า การใช้พลังงานขั้นต้นของประเทศไทยเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ประมาณ 2.1% หรือใช้อยู่ที่ประมาณ 2.81 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ/วัน โดยพิจารณาจากปัจจัย ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 50-60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอยู่ที่ 34 – 35 บาท/เหรียญสหรัฐ และการคาดการณ์ GDP ของสภาพัฒน์จะขยายตัวที่ 3.6-4.6% ซึ่งเป็นการขยายตัวจากภาคเศรษฐกิจทั้งการส่งออก การลงทุนของภาครัฐและเอกชนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ประกอบกับการปรับตัวดีขึ้นของการจ้างงานและฐานรายได้ประชาชน โดยมีมาตรการดูแลเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยเป็นปัจจัยสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง การใช้พลังงานขั้นต้นปี 2561 ที่เพิ่มขึ้นนี้จะเพิ่มขึ้นเกือบทุกประเภท ยกเว้นก๊าซธรรมชาติที่คาดว่าจะมีการใช้ลดลง โดยการใช้พลังงานทดแทนจะเพิ่มขึ้นมากที่สุด 7.1% เมื่อเทียบกับปี 2560 เป็นผลมาจากนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของภาครัฐ การใช้น้ำมันเพิ่ม 2.2% จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และราคาน้ำมันที่คาดว่ายังคงอยู่ในระดับต่ำ ลิกไนต์และถ่านหินนำเข้าเพิ่ม 1.2% โดยเฉพาะการใช้ถ่านหินในภาคอุตสาหกรรม การใช้ไฟฟ้านำเข้าเพิ่ม 0.4% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง เนื่องจากฐานการนำเข้าจาก สปป.ลาว ที่สูงในปี 2560 ส่วนก๊าซธรรมชาติลดลง 1.2% จากการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้า และการใช้ในภาคขนส่ง (NGV) ที่ลดลง การใช้พลังงานขั้นสุดท้ายในกลุ่มน้ำมันสำเร็จรูปปี 2561 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบทุกประเภท ยกเว้นน้ำมันเตาและ LPG โดยการใช้เบนซินและแก๊สโซฮอลเพิ่มขึ้น 3.6% เมื่อเทียบปี 2560 (การใช้ 31.2 ล้านลิตร/วัน) ซึ่งเป็นผลมาจากราคาขายปลีกในประเทศที่คาดว่ายังอยู่ระดับต่ำ และผู้ใช้รถ LPG หันมาใช้น้ำมันแทนอย่างต่อเนื่อง ดีเซลเพิ่ม 2.7% (การใช้ 65.5 ล้านลิตร/วัน) น้ำมันเครื่องบินเพิ่ม 4.3% จากนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ น้ำมันเตา ลดลง 6.7% (การใช้ 5.4 ล้านลิตร/วัน) และ LPG ที่ไม่รวม Feedstock ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีลดลง 1.2% (การใช้ 21.3 ล้านลิตร/วัน) ภาพรวมการใช้ LPG โพรเพน และบิวเทน ปี 2561 คาดว่าจะมีการใช้เพิ่มขึ้น 5.0% โดยการใช้ในภาคอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้น 5.7% ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น 2.5% เป็นไปตามแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจ และการใช้ในรถยนต์คาดว่าจะลดลง 10.9% ซึ่งลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 จากการที่ผู้ใช้บางส่วนเปลี่ยนไปใช้น้ำมันซึ่งมีราคาถูกแทน ส่วนการใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะเพิ่มขึ้น 17.8% ตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวดีขึ้น การใช้ไฟฟ้า ปี 2561 คาดว่าจะมีการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 192,923 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้น 4.1% ตามภาวะเศรษฐกิจที่จะปรับตัวดีขึ้นทั้งในส่วนของเศรษฐกิจภายในประเทศและเศรษฐกิจโลก ที่มา :: https://www.prachachat.net/economy/news-90657

อ่านต่อ...
Admin

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน ในฐานะกรรมการและเลขานุการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยว่าในปัจจุบันกองทุนอนุรักษ์ฯ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนแผนอนุรักษ์พลังงาน และแผนพัฒนาพลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือกของประเทศ มายาวนานกว่า 25 ปี โดยติดตามความก้าวหน้าโครงการเด่นที่กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานให้การสนับสนุน ณ จังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่โครงการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับใช้ใน ศูนย์ป้องกันทางอากาศ (สถานีเรดาร์) ซึ่งกองทัพอากาศได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เนื่องจากศูนย์ป้องกันทางอากาศ (สถานีเรดาร์) ตั้งอยู่ภายในสถานีรายงานดอยอินทนนท์จังหวัดเชียงใหม่ ดังนั้นเพื่อลดค่าใช้จ่าย และแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงได้ดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ด้วยติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนพื้นที่ 60 ตารางเมตร บนหลังคาอาคารพร้อมเก็บสำรองพลังงานไว้ในแบตเตอรี่เพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบด้วยขนาด 800 kW ทำให้สถานีเรดาร์ดอยอินทนนท์ สามารถลดภาระค่าใช้จ่าย 2.โครงการการพัฒนาต้นแบบระบบการผลิตถ่านชีวภาพอัดเม็ดค่าความร้อนสูงจากวัสดุทางการเกษตร แบบเคลื่อนที่ได้ (Mobile Pyrolysis) เนื่องจากในภาคเหนือมีพื้นที่เป็นเขตเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่มักจะประสบปัญหา กลุ่มควันพิษจากการเผาไหม้วัสดุเหลือใช้จากการเกษตรและการเผาไร่อยู่บ่อยครั้ง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดย สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จึงได้สนับสนุนให้ สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินการคิดค้นกระบวนการผลิตถ่านชีวภาพ โดยใช้กระบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis Process) `ซึ่งเป็นกระบวนการสลายตัวของสารด้วยความร้อนในสภาวะไร้อากาศ หรืออับอากาศในช่วงอุณหภูมิสูง เพื่อให้ได้ถ่านชีวภาพที่มีคุณสมบัติเทียบเท่าถ่านหิน เป็นพลังงานทดแทนรูปแบบใหม่ ที่สะอาดและลดการนำเข้าด้านพลังงาน 3.โครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะ : มช. (เมือง) มหาวิทยาลัยอัจฉริยะ พลังงานสะอาด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นหนึ่งในผู้เข้ารอบการคัดเลือกผ่านเข้ารอบสุดท้ายโครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะ จากสถาบันอาคารเขียวไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งในขณะนี้ผลงานโครงการฯ ถึงขั้นตอนที่ 3 เพื่อพิจารณา การเป็นองค์กรต้นแบบของ Smart City-Clean Energy ต่อไป การจัดทำโครงการฯ ดังกล่าว ยังเป็นโครงการที่สนับสนุน แผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระยะที่ 12 ของยุทธศาสตร์เชิงรุกนวัตกรรม ด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ที่มุ่งเน้นการเป็นผู้นำด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม โครงการสาธิตการใช้ประโยชน์จากก๊าซไบโอมีเทนด้วยระบบท่อส่งก๊าซ (City Gas Grid) เพื่อทดแทนก๊าซหุงต้มในภาคครัวเรือน กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้ให้การสนับสนุน โครงการผลิตก๊าซชีวภาพมาโดยตลอด โครงการ City Gas Grid นี้เป็นการพัฒนาการใช้ก๊าซชีวภาพอีกระดับหนึ่ง โดยนำก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้ไปใช้ในระดับครัวเรือน ด้วยการสาธิตการติดตั้งระบบท่อส่งก๊าซชีวภาพที่ได้มาตรฐาน ในการวางท่อมีความปลอดภัยในด้านวิศวกรรมจนไปสู่ครัวเรือน ซึ่งได้สาธิตการติดตั้งให้กับชาวบ้านในหมู่บ้านโรงวัว อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 125 ครัวเรือน เพื่อใช้ทดแทนการใช้ LPG ได้มากกว่า 17,200 กิโลกรัม/ปี คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 430,000 บาท/ปี โดยได้รับความร่วมมือจากฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ บริษัท รวมพรมิตรฟาร์ม จำกัด เพื่อให้เป็นชุมชนต้นแบบปลอดการใช้ LPG และมีความยั่งยืนด้านพลังงาน “กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน มีบทบาทในการพัฒนาส่งเสริมด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนแผนอนุรักษ์พลังงานและแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก และมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ไปสู่ทุกภาคส่วน อีกทั้งสนับสนุนให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างเป็นรูปธรรม ตามแนวเศรษฐกิจประชารัฐ เพื่อความมั่นคงของประเทศ” ดร.ทวารัฐ ที่มา :: http://www.banmuang.co.th/news/economy/98246

อ่านต่อ...
Admin

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน จะจัดงานสัมมนา"LOADFORECAST: ทิศทางการใช้ไฟฟ้าในอนาคต"เพื่อนำเสนอค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าในระยะยาว และการวางแผนจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ต่อไป เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานโดย ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)และโฆษกกระทรวงพลังงานและดร.เทียนไชยจงพีร์เพียง ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ในวันพุธที่ 29พฤศจิกายน พ.ศ. 2560เวลา 09.30-13.00 น. ณ ห้องเทวกรรมรังรักษ์ สโมสรทหารบก (วิภาวดี) ผู้ที่สนใจสำรองที่นั่งได้ที่www.bangkokbiznews.com/seminar/loadforecast(สำรองที่นั่งด่วนจำนวนจำกัด) ที่มา :: http://www.bangkokbiznews.com/pr/detail/33682

อ่านต่อ...
Admin

นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สัปดาห์หน้า ธพ.เตรียมหารือร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาโครงการบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคาขายปลีกก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ภาคครัวเรือน ในส่วนของผู้ประกอบการร้านค้า หาบเร่ แผงลอย จากเดิมที่มอบให้บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน เป็นผู้อุดหนุนลดราคา 2.50 บาทต่อกิโลกรัม โดยจะได้ใช้สิทธิ์ตามจำนวนที่ใช้จริงแต่ไม่เกิน 150 กิโลกรัมต่อเดือน ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะหมดโครงการในเร็วนี้ โดยเบื้องต้นมาตรการใหม่จะใช้งบประมาณภาครัฐสนับสนุน และอาจพิจารณาปรับลดราคาใช้ก๊าซในอัตราเดิมที่ 2.50 บาทต่อกิโลกรัม แต่อาจมีเงื่อนไขให้รานค้า หาบเร่ แผงลอย ต้องจำหน่ายอาหารในราคาที่เหมาะสม เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้บริโภค ที่มา :: http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=823751

อ่านต่อ...
Admin

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน นางสาวชนานัญ บัวเขียว ผู้อำนวยการสำนักนโยบายอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ร่วมประชุมชี้แจง การเปิดรับข้อเสนอ “โครงการสนับสนุนการศึกษา วิจัย พัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทน ปีงบประมาณ 2559 (Energy Storage) รอบที่ 2” สนับสนุนโดย กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยมี นางสาววลัยทิพย์ โชติวงศ์พิพัฒน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะหน่วยงานบริหารจัดการโครงการ นำเสนอที่มาและกรอบการวิจัย เพื่อให้เกิดการพัฒนา ผลิต และเกิดการใช้เทคโนโลยีที่ผลิตภายในประเทศ ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ ณ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ถ.เพชรบุรี โครงการสนับสนุนการศึกษา วิจัย พัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทน ปีงบประมาณ 2559 (Energy Storage) มีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนนักวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานตามแผน PDP 2015 นำร่องการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม พื้นที่ห่างไกล และยานยนต์ ซึ่งที่ผ่านมาได้สนับสนุนในรอบที่ 1 ไปแล้วทั้งสิ้น 31 โครงการ ส่วนรอบที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีแก่อุตสาหกรรมการผลิตระบบกักเก็บพลังงานไทย ให้มีการพัฒนาและปรับปรุงการผลิตระบบกักเก็บพลังงานให้มีประสิทธิภาพ สามารถนำใช้งานได้อย่างหลากหลาย และมีราคาที่สามารถแข่งขันได้ นักวิจัย หรือ สถาบันวิจัยใดที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โทรศัพท์ 02 117 6441, 02 117 6449, 02 117 6454

อ่านต่อ...
Admin

สนพ. สนับสนุนมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า มอบสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยดำเนินโครงการสนับสนุนการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้านำร่องในหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน เผยผลการคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการฯ รอบ 4 ผ่านการคัดเลือก 24 หัวจ่าย รวมยอดผู้ผ่านการการคัดเลือกและติดตั้งสถานีฯ 101 หัวจ่าย คาดได้ตามเป้า 150 หัวจ่ายในปี 2561ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานมีมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มทางเลือกการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าให้มีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ 1.2 ล้านคันในปี 2579 และส่งเสริมการจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า เพื่อเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและเป็นสถานีนำร่องสำหรับรองรับยานยนต์ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต จำนวน 150 หัวจ่าย ภายในปี 2561 และเพิ่มเป็น 690 หัวจ่ายภายในปี 2579ทั้งนี้ สนพ. ได้มอบหมายให้สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ดำเนินโครงการสนับสนุนการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) สำหรับหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน โดยการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยที่ผ่านมา สมาคมฯ ได้มีการเปิดรับสมัครผู้สนใจจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่เป็นหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 – กันยายน 2560 รวม 4 รอบ โดยรอบที่ 4 ซึ่งเปิดรับสมัครเมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ จำนวนมาก สมาคมฯ ได้ทำการคัดเลือกหน่วยงานที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้และมีความพร้อมรวม 24 หัวจ่าย โดยแบ่งเป็นสถานีอัดประจุไฟฟ้าหัวจ่ายแบบธรรมดา (Normal Charge) จำนวน 20 หัวจ่าย และสถานีอัดประจุไฟฟ้าหัวจ่ายเร่งด่วน (Quick Charge) จำนวน 4 หัวจ่าย ซึ่งทางสมาคมฯ จะมีการทำสัญญากับหน่วยงานที่ผ่านการคัดเลือกในขั้นตอนต่อไป"กระทรวงพลังงาน ตั้งเป้าสถานีอัดประจุไฟฟ้านำร่องในโครงการฯ 150 หัวจ่ายในปี 2561 คาดว่าจะได้จำนวนหัวจ่ายตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งจากการเปิดรับสมัครหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชนเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 เป็นต้นมา มีหน่วยงานที่ผ่านการคัดเลือก จากการเปิดรับรอบที่ 1-4 รวม 101 หัวจ่าย โดยปัจจุบัน มีสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว 12 หัวจ่ายอาทิ กรมควบคุมมลพิษ สถานีบริการน้ำมันบางจาก สาขาราชพฤกษ์ 2 ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โครงการคริสตัลดีไซน์เซ็นเตอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เป็นต้น โดยผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายชื่อและสถานที่ติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้ที่เว็บไซต์ สมาคมยานยนต์ไทย www.evat.or.th" ดร.ทวารัฐกล่าวที่มา http://www.newswit.com/gen/2017-11-08/f758e6960e9357b6d8cb76ffd2a41c57/

อ่านต่อ...