News
Admin

ทั้งนี้เนื่องจากกำลังเข้าสู่ฤดูหนาวที่ความต้องการตลาดโลกจะเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะทำให้ราคาขายปลีกแอลพีจีของประเทศไทยมีทิศทางปรับขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน แต่จะปรับขึ้นมากน้อยเพียงใดนั้น คงต้องอยู่ที่การตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) “ขณะเดียวกันยังพบว่าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือแอลเอ็นจี ก็เคลื่อนไหวในระดับ 7.65 เหรียญสหรัฐฯต่อล้านบีทียู จากช่วงต้นเดือนยังเคลื่อนไหวอยู่ที่ 5 เหรียญสหรัฐฯต่อล้านบีทียู ซึ่งก็ปรับขึ้นเร็วมาก และคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตามขณะนี้ราคาแอลพีจีเดือนกันยายน 2560 อยู่ที่ระดับ 21.15 บาทต่อกิโลกรัม เดือนตุลาคมจะเป็นอย่างไรก็คงต้องดูราคาตลาดโลก และกบง.จะตัดสินใจอีกครั้ง” นายวิฑูรย์ กล่าว สำหรับนโยบายการเปิดเสรีธุรกิจแอลพีจี โดยเปิดให้มีการนำเข้าเพื่อจำหน่ายในประเทศได้มากขึ้น จากที่มีเพียง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รายเดียว ซึ่งที่ผ่านมามี บริษัท สยามแก๊ส ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด (มหาชน) ได้นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศเพิ่มอีกราย และมีผลทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น โดยมีการลดราคาขายส่งแข่งขันกัน และเชื่อว่าราคาตลาดโลกที่สูง การแข่งขันก็จะยังคงจะสูงขึ้น เพราะมีแหล่งนำเข้าที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการตั้งสถานีบริการแอลพีจี และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ หรือเอ็นจีวี คาดว่าจะมีทิศทางทยอยปรับตัวลดลงจากปัจจัยสำคัญ คือ รถรุ่นใหม่ที่มีการประหยัดน้ำมันมากขึ้น ซึ่งจะเห็นชัดเจนจากรถยนต์ขนาดเล็กประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) ที่มีส่วนสำคัญ เพราะในอดีตช่วงที่ราคาน้ำมันแพง จะมีคนที่นำรถยนต์เก่าไปดัดแปลงเพื่อใช้แอลพีจี ต่อมามีรถอีโคคาร์ คนจึงหันไปซื้อรถใหม่ เพราะคุ้มค่ากว่า เนื่องจากรถอีโคคาร์ประหยัดน้ำมันได้มากกว่า ในขณะที่เอ็นจีวี รถใหม่ที่ติดตั้งแทบจะไม่มี เพราะราคาน้ำมันเฉลี่ยไม่สูงเช่นในอดีต ทำให้การติดตั้งเริ่มไม่คุ้ม โดยปัจจุบันสถานีบริการเอ็นจีวี มีอยู่จำนวน 450 แห่ง ส่วนสถานีบริการแอลพีจีมีจำนวนกว่า 2,091 แห่งที่มา :: http://www.naewna.com/business/293058

อ่านต่อ...
Admin

นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยถึงแนวโน้มราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) ตลาดโลกเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 515 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือน ก.ย.ที่เคลื่อนไหวระดับ 490 ดอลลาร์/ตัน ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยที่โรงกลั่นได้รับผลกระทบจากความรุนแรงของ พายุเฮอริเคน ฮาร์วี่ย์และเออร์มา ส่งผลให้ราคาจะอยู่ในทิศทางขาขึ้นต่อเนื่องถึงสิ้นปี ขณะที่ราคาขายปลีกแอลพีจีของไทย จะปรับขึ้นมากน้อยเพียงใดคงต้องอยู่ที่การตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ในช่วงต้นเดือน ต.ค.นี้ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายเสรีแอลพีจี โดยเปิดให้มีการนำเข้าเพื่อจำหน่ายในประเทศได้มากขึ้นจากเดิมที่มีเพียง บริษัท ปตท.นำเข้าเพียงรายเดียว และที่ผ่านมามีบริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ ได้นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศเพิ่มอีกราย ทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น โดยมีการลดราคาขายส่งแข่งขันกัน และเชื่อว่าราคาตลาดโลกที่สูงก็จะทำให้การแข่งขันสูงขึ้นด้วย เพราะมีแหล่งนำเข้าที่หลากหลายด้านแนวโน้มการตั้งสถานีบริการแอลพีจีและก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) คาดว่าจะทยอยปรับตัวลดลง จากปัจจัยสำคัญคือรถรุ่นใหม่ที่มีการประหยัดน้ำมันมากขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์อีโคคาร์ที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องที่มา :: http://m.posttoday.com/biz/gov/515780?refer=https%3A%2F%2Fwww.google.com%2F

อ่านต่อ...
Admin

ขณะเดียวกันยังพบว่าราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ในตลาดโลกเมื่อกลางเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ก็เคลื่อนไหวที่ระดับ 7.65 เหรียญต่อล้านบีทียู จากต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ยังเคลื่อนไหวอยู่ที่ 5 เหรียญต่อล้านบีทียู ถือว่าเป็นราคาที่ผันผวนอย่างรวดเร็ว ทำให้กรมต้องติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิดเช่นกัน เพราะไทยมีการนำเข้าแอลเอ็นจีอย่างต่อเนื่อง นายวิฑูรย์ยังกล่าวว่า จากการที่ภาครัฐมีนโยบายเปิดเสรีธุรกิจแอลพีจี โดยให้มีการนำเข้าเพื่อจำหน่ายในประเทศได้มากขึ้น จากที่มีเพียงบริษัท ปตท.จำกัด (มหาช น) ได้นำเข้ามาจำหน่ายเพิ่มอีก 1 ราย มีผลทำให้เกิดการแข่งขันในตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ผู้จำหน่ายลดราคาขายส่งแข่งขันกัน ละเชื่อว่าราคาตลาดโลกที่สูงขึ้น แต่การแข่งขันแย่งชิงตลาดลูกค้าในประเทศก็จะยังคงสูงขึ้น ทำให้ผู้ค้าที่เป็นผู้นำเข้าและผู้แทนจำหน่ายหรือผู้ค้าคนกลาง อาจไม่ตัดสินใจปรับขึ้นราคาให้แตกต่างกันมากนัก เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด นายวิฑูรย์ยังกล่าวถึงแนวโน้มการตั้งสถานีบริการแอลพีจี และสถานีบริการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) แห่งใหม่ว่า กรมคาดว่าจะทยอยปรับตัวลดลงจากปัจจัยสำคัญคือรถยนต์รุ่นใหม่มีการประหยัดน้ำมันมากขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ขนาดเล็กประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) เพราะในอดีตช่วงที่ราคาน้ำมันแพงก็จะมีคนนำรถยนต์เก่าไปดัดแปลงเพื่อใช้แอลพีจีหรือเอ็นจีวี แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันมีแนวโน้มถูกลง ทำให้ความนิยมลดลง. ที่มา :: https://www.thairath.co.th/content/1075142

อ่านต่อ...
Admin

“โครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่คาดว่าจะประกาศได้ราวค่าไฟฟ้างวดที่ 2 ปีหน้า หรือรอบ เดือน พ.ค.-ส.ค. ยังตอบไม่ได้ว่าราคาจะปรับขึ้นหรือไม่ หรือจะเก็บเป็นรายภาคหรือไม่ ขณะเดียวกัน มีการศึกษาเรื่องค่าสำรองไฟฟ้า (BACK UP) ว่าควรดำเนินการอย่างไร ควรเก็บพลังงานแสงอาทิตย์และลมหรือไม่จากปัจจุบันไม่มีการจัดเก็บ แต่ก็เป็นที่ทราบดีว่า ไฟฟ้าจากส่วนนี้จะเข้ามามากขึ้นในอนาคต และต้องวางแผนรับมือให้เหมาะสม” นายวีระพล กล่าว นอกจากจะมีการศึกษาเรื่องไมโครกริด แก้ปัญหาไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล เช่น เกาะ หรือพื้นที่บนภูเขา ซึ่งจะส่งเสริมให้เกิดการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่มีพลังงานหลากหลาย ขณะนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กำลังศึกษาที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่วนบนพื้นที่เกาะ เดิมนั้น ต้องผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันต้นทุน 10-20 บาทต่อหน่วย ปัจจุบัน หลายเกาะ ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ต่อสายเคเบิลมูลค่าหลายพันล้านบาทไปบริการ หากมีไมโครกริดเกิดขึ้น ต้นทุนค่าไฟฟ้าก็จะคิดจากพื้นที่จุดนั้นๆ ซึ่งผู้ประกอบการก็อาจจะจ่ายสูงกว่าไฟฟ้าชาวบ้าน เพราะถือว่าไฟฟ้าเสถียรบริการนักท่องเที่ยวและถูกกว่าการผลิตด้วยตัวเองที่ใช้ดีเซล ด้าน นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธาน กกพ.กล่าวด้วยว่า โครงสร้างใหม่จะใช้ไปอีก 4 ปีข้างหน้าภายใต้แผนยุทธศาสตร์การกำกับกิจการพลังงาน ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2561-2564) มีการกำหนดค่าไฟฟ้าเพื่อให้มีความหลากหลายและสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้พลังงานที่เปลี่ยนไป เช่น การสนับสนุนการลดใช้พลังงานในช่วง Peak อัตราค่าไฟฟ้าตามมาตรการส่งเสริมการลดใช้ไฟฟ้า (Demand Response) การกำหนดค่าไฟฟ้าสำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ การกำหนดค่าไฟฟ้าสำหรับชุมชนรอบโรงไฟฟ้า รวมทั้งอัตราค่าเชื่อมต่อระบบโครงข่ายพลังงานทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ นอกจากนี้ ยังจะเข้าไปกำกับดูแลรถยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า โดยคาดว่าจะสามารถประกาศหลักเกณฑ์การกำกับดูแลตั้งแต่ต้นทางจนถึงสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าปลายทางได้ภายในปี 2561ที่มา :: http://www.naewna.com/business/292861

อ่านต่อ...
Admin

นางปัจฉิมา ธนสันติ กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า ขณะนี้ กกพ. กำลังเตรียมแก้ไข กฏหมาย กกพ. ให้เป็นไปตามนโยบายกระทรวงพลังงาน คือ เพิ่มการกำกับดูแลท่อขนส่งน้ำมัน จากปัจจุบันดูแลเรื่องไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขนิยาม ให้ครอบคลุม ซึ่ง หาก กกพ.จะเข้าไปดูแลแล้ว ในอนาคตก็จะต้องมีการขึ้นทะเบียนมีการเสียค่าธรรมเนียม เช่น โรงไฟฟ้าต่างๆ รวมทั้ง ต้องขออนุญาตหรือแจ้งเรื่องการปรับค่าขนส่งทางท่อ ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ประกอบการท่อขนส่งในประเทศไทย 3 ราย อย่างไรก็ตาม จากการจัดรับฟังความเห็น ล่าสุด นายวิฑุรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ให้ความเห็นว่า การกำกับดูแลการบริการท่อน้ำมัน น่าจะใช้เพียงกฏหมายแข่งขันทางการค้า ก็เพียงพอ แล้ว เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินการของภาคเอกชน ในขณะที่ภาคเอกชน ก็ไม่เห็นด้วย ซึ่งเรื่องนี้ ทาง กกพ. ก็คงจะนำไปหารือกับกระทรวงพลังงาน เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อไปว่าจะให้ กกพ.กำกับดูแลหรือไม่ นายวิฑูรย์ กล่าวว่า เรื่องการกำกับดูแลท่อน้ำมันในอดีต กระทรวงพลังงานมีนโยบายจะให้ภาครัฐลงทุน ต่อท่อไปภาคเหนือและอีสาน แต่เมื่อนโยบายเปลี่ยนแปลงไปเป็นการให้เอกชนลงทุนทั้งหมด ดังนั้น ความเห็นส่วนตัวจึงเห็นว่า ภาครัฐ ไม่ควรควบคุม ปล่อยให้กลไกทางการค้าดูแลกันเอง เพราะธุรกิจนี้ไม่ใช่ธุรกิจผูกขาด เหมือนกับไฟฟ้า หรือท่อก๊าซฯมีการแข่งขันทั้งท่อน้ำมัน,การขนส่งทางรถยนต์และรถไฟ ที่สำคัญท่อน้ำมันไม่สามารถขนส่งได้ทั่วประเทศ ต่องมีการใช้รถบรรทุกต่อเนื่อง “เดิมทีนั้นตนเป็นคนเสนอให้ กกพ.เข้ามากำกับดูแล เพราะห่วงว่าจะมีเรื่องการดั๊มพ์ราคาของท่อน้ำมันแล้วจะกระทบต่อผู้ประกอบการขนส่งทางรถยนต์ และหากรถยนต์ไม่ขนส่งแล้ว ผู้ประกอบการท่อจะขึ้นราคาอีก ก็จะกระทบต่อผู้บริโภค อย่างไรก็ตามเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ภาครัฐไม่ได้ลงทุนแล้ว และ กฏหมายแข่งขันทางการค้าตามประกาศใหม่สามารถดูแลได้ดี ก็ควรำให้เกิดการแข่งขันตามกลไกเสรี”นายวิฑูรย์ กล่าว-สำนักข่าวไทยที่มา :: http://www.tnamcot.com/view/59c0c842e3f8e408a30c0dcf

อ่านต่อ...
Admin

ดังนั้น มีโอกาสเก็บค่าไฟฟ้าบนเกาะจากกลุ่มผู้ประกอบการนี้สูงกว่าอัตราปกติ ขณะที่ชาวบ้านบนเกาะยังเก็บในอัตราปกติ จากการหารือเรื่องนี้เบื้องต้นกับผู้ประกอบการบนเกาะก็ได้ยอมรับและพร้อมให้ความร่วมมือ และในอดีตต้นทุนการผลิตไฟฟ้าบางพื้นที่บนเกาะมีต้นทุนสูงถึง 20-30 บา ทต่อหน่วย แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าที่ทันสมัย ทำให้ต้นทุนถูกลง แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงที่ 10 บาทต่อหน่วย ขณะที่มีการจ่ายค่าไฟฟ้าในราคาทั่วไป ล่าสุด กกพ.มีแนวทางในการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่เกาะ โดยใช้เทคโนโลยีไมโครกริด ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีสมาร์ทกริด โดยไมโครกริดคือ การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงต่างๆในพื้นที่ที่มีกำลังผลิตขนาดเล็ก และส่งไฟฟ้าไปรวมกันที่ศูนย์รวม ก่อนกระจายไฟฟ้าไปยังบริเวณโดยรอบในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งขณะนี้มีบางเกาะใช้ไมโครกริดแล้ว ทั้งนี้ หากต้นทุนไฟฟ้าของผู้ประกอบการสูงขึ้น และผลักภาระให้นักท่องเที่ยวรับรู้ต้นทุนไฟฟ้าก็อาจเป็นจุดขายที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ต้องการที่พักที่เน้นประหยัดพลังงานเหมือนในที่ต่างๆที่หากค่าไฟฟ้าใน ที่ต่างๆที่หากค่าไฟฟ้าในที่พักแพงส่งผลต่อต้นทุน ผู้ประกอบการก็อาจหันมาใช้พลังงานแสงสว่างจากธรรมชาติอื่นๆ เช่น ตะเกียง หรือคบไฟเหมือนในอดีต ฯลฯ. ที่มา :: https://www.thairath.co.th/content/1074084

อ่านต่อ...