News
Admin

เช่น ในพื้นที่ห่างไกลโรงไฟฟ้า หรือ ตามเกาะต่างๆ จะมีต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงขึ้น จากปัจจุบันค่าไฟฟ้าเป็นอัตราเดียวกันทั้งประเทศ ซึ่งผลการศึกษาจะแล้วเสร็จภายใน 6-8 เดือน คาดว่า โครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่จะเริ่มใช้ได้ในงวดที่ 2 ของปี2561 (รอบเดือน พ.ค.-ส.ค.) “กกพ.ยังไม่สามารถตอบได้ว่า โครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่จะแพงขึ้น หรือถูกลง แต่จะเข้มงวดมากขึ้นให้ กฟผ.ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าออกไป เช่น การปรับปรุงสำนักงาน ส่วนจะเก็บค่าไฟฟ้าเป็นรายภูมิภาคหรือไม่นั้น ยังต้องรอผลการศึกษาและนโยบายจากภาครัฐอีกครั้ง” นายวีระพล กล่าว อย่างไรก็ตาม กกพ.ได้มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ศึกษาการพัฒนาระบบไมโครกริด หรือการเชื่อต่อระบบโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก เพื่อแก้ปัญหาไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล เช่น เกาะ หรือพื้นที่บนภูเขา เพื่อทดแทนการลงทุนสายเคเบิล ที่ปัจจุบัน หลายเกาะในประเทศไทย ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ต้องต่อสายเคเบิลมูลค่าหลายพันล้านบาทไปบริการ โดยปัจจุบัน กฟผ. และกฟภ.อยู่ระหว่างนำร่องใช้ระบบไมโครกริด และสมาร์ทกริด ในจ.แม่ฮ่องสอน และพัทยา ซึ่งหากประสบผลสำเร็จก็จะวางแผนขยายไปยังพื้นที่อื่นต่อไป นายวีระพล กล่าวว่า กกพ.เตรียมออกประกาศจัดเก็บอัตราค่าบริการสายส่งและจำหน่าย(วิลลิ่งชาร์จ)อัตราชั่วคราวในเดือน ต.ค.นี้ สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก(SPP) ที่ผลิตไฟฟ้าจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการหรือโรงงานที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อลดปัญหาความซ้ำซ้อนการลงทุนก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า และลดผลกระทบต่อรายได้ของการไฟฟ้าฯที่หายไป ขณะนี้อัตราถาวร คาดว่าจะประกาศใช้อีกครั้งในปี 2561 หลังจากจัดทำโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่แล้วเสร็จที่ีมา :: http://www.komchadluek.net/news/economic/296081

อ่านต่อ...
Admin

เช่น ในพื้นที่ห่างไกลโรงไฟฟ้า หรือ ตามเกาะต่างๆ จะมีต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงขึ้น จากปัจจุบันค่าไฟฟ้าเป็นอัตราเดียวกันทั้งประเทศ ซึ่งผลการศึกษาจะแล้วเสร็จภายใน 6-8 เดือน คาดว่า โครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่จะเริ่มใช้ได้ในงวดที่ 2 ของปี2561 (รอบเดือน พ.ค.-ส.ค.)"กกพ.ยังไม่สามารถตอบได้ว่า โครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่จะแพงขึ้น หรือถูกลง แต่จะเข้มงวดมากขึ้นให้ กฟผ.ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าออกไป เช่น การปรับปรุงสำนักงาน ส่วนจะเก็บค่าไฟฟ้าเป็นรายภูมิภาคหรือไม่นั้น ยังต้องรอผลการศึกษาและนโยบายจากภาครัฐอีกครั้ง" นายวีระพล กล่าวอย่างไรก็ตาม กกพ.ได้มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ศึกษาการพัฒนาระบบไมโครกริด หรือการเชื่อต่อระบบโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก เพื่อแก้ปัญหาไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล เช่น เกาะ หรือพื้นที่บนภูเขา เพื่อทดแทนการลงทุนสายเคเบิล ที่ปัจจุบัน หลายเกาะในประเทศไทย ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ต้องต่อสายเคเบิลมูลค่าหลายพันล้านบาทไปบริการ โดยปัจจุบัน กฟผ. และกฟภ.อยู่ระหว่างนำร่องใช้ระบบไมโครกริด และสมาร์ทกริด ในจ.แม่ฮ่องสอน และพัทยา ซึ่งหากประสบผลสำเร็จก็จะวางแผนขยายไปยังพื้นที่อื่นต่อไปนายวีระพล กล่าวว่า กกพ.เตรียมออกประกาศจัดเก็บอัตราค่าบริการสายส่งและจำหน่าย(วิลลิ่งชาร์จ)อัตราชั่วคราวในเดือน ต.ค.นี้ สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก(SPP) ที่ผลิตไฟฟ้าจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการหรือโรงงานที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อลดปัญหาความซ้ำซ้อนการลงทุนก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า และลดผลกระทบต่อรายได้ของการไฟฟ้าฯที่หายไป ขณะนี้อัตราถาวร คาดว่าจะประกาศใช้อีกครั้งในปี 2561 หลังจากจัดทำโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่แล้วเสร็จ

อ่านต่อ...
Admin

ลุ้น กกพ.ปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ เอกชนต้องลุ้นจ่ายไฟแพงขึ้น พร้อมสั่ง กฟผ. เร่งศึกษาใช้ 'ไมโครกริด' เพื่อช่วยลดต้นทุนแทนการสร้างเคเบิล คาดแล้วเสร็จ 6-8 เดือนสรุป เผยแผนงานปีหน้าเดินเครื่องกำกับกิจการพลังงานเต็มกำลังนายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า ขณะนี้ กกพ. กำลังศึกษาโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ที่จะนำมากำหนดใช้ในปี 2561-2564 โดยในกระบวนการ มีการศึกษาแบ่งเก็บค่าไฟรายภูมิภาคอยู่ด้วย เพื่อให้สะท้อนต้นทุนการผลิตในภาคนั้นๆ ทั้งนี้ อาจจะส่งผลให้ภาคใต้ ที่มีความต้องการไฟฟ้าสูง และกำลังการผลิตน้อย ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่เกาะและพื้นที่ห่างไกล เนื่องจากภาคใต้ในบางช่วงต้องมีการเดินเครื่องจากโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนแพง อาทิ น้ำมันดีเซลที่ต้นทุนอยู่ประมาณ 10 บาทต่อหน่วย สำหรับการศึกษาคาดว่า จะใช้ระยะเวลาประมาณ 6-8 เดือนต่อจากนี้ หากมีแนวโน้มจะมีการแบ่งเก็บค่าไฟฟ้ารายภาค อาจจะต้องมีการเรียกเก็บค่าไฟที่แพงขึ้นกับเอกชนที่ประกอบกิจการ อาทิ โรงแรม เพื่อไปเฉลี่ยให้ประชาชนในพื้นที่จ่ายค่าไฟในราคาที่ไม่สูงมากนัก อย่างไรก็ตาม ได้ประสานให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปศึกษาการใช้ระบบการจัดการผลิตไฟฟ้า ที่เรียกว่าไมโครกริด คือระบบที่รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าขนาดเล็กๆ เข้าด้วยกัน และใช้เครือข่ายอัจฉริยะจัดการอย่างมีประสิทธิภาพผ่านอุปกรณ์ควบคุมต่างๆ มาใช้ในบางพื้นที่ที่อาจจะมีค่าไฟที่สูงขึ้น "การใช้ไมโครกริดเป็นการรวมโรงไฟฟ้าขนาดเล็กๆ เชื้อเพลิงอะไรก็ได้ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนการผลิตกัน และนำระบบควบคุมมาบริหารจัดการการปล่อยไฟ อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้การผลิตไฟฟ้าในพื้นที่นั้นๆ มีต้นทุนที่ถูกลง สามารถทดแทนการสร้างสายส่งเคเบิลใต้น้ำที่มีราคาแพงกว่าพันล้านลงไปได้ โดยเฉพาะตามเกาะต่างๆ ในประเทศ และพื้นที่ห่างไกล เช่น บนภูเขา บนดอย แต่ทุกอย่างก็ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาทั้งการเก็บค่าไฟรายภาค และการใช้ไมโครกริด ที่ต้องใช้เวลา 6-8 เดือน" นายวีระพลกล่าว นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธาน กกพ. กล่าวว่า ภายในปี 2561 กกพ.จะเตรียมการกำหนดหลักเกณฑ์การกำหนดค่าไฟฟ้าเพื่อให้มีความหลากหลายและสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้พลังงานที่เปลี่ยนไป เช่น การสนับสนุนการลดใช้พลังงานในช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีก) อัตราค่าไฟฟ้าตามมาตรการส่งเสริมการลดใช้ไฟฟ้า (ดีมานด์ เรสปอนส์) การกำหนดค่าไฟฟ้าสำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ การกำหนดค่าไฟฟ้าสำหรับชุมชนรอบโรงไฟฟ้า รวมทั้งอัตราค่าเชื่อมต่อระบบโครงข่ายพลังงานทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ นอกจากนี้ ยังจะเข้าไปกำกับดูแลรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า (เอนเนอร์จี สตอเรจ) โดยคาดว่า จะสามารถประกาศหลักเกณฑ์การกำกับดูแล ตั้งแต่ต้นทางจนถึงสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าปลายทางได้ พร้อมยังมีแผนที่จะจัดตั้งศูนย์วิเคราะห์ และพยากรณ์ข้อมูลพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน.

อ่านต่อ...
Admin

"สมาร์ทซิตี้จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในอนาคต เพราะการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จะเกิดได้ยากขึ้น ซึ่ง กกพ.มองว่า การพัฒนาโครงข่ายไมโครกริด ที่บริหารจัดการโรงไฟฟ้าขนาดเล็กน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนด้วย เพื่อช่วยให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงาน" นายพรเทพ กล่าว นอกจากนี้ คาดว่า สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) จะรายงานความคืบหน้าการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี)ฉบับปรับปรุงใหม่ ซึ่งจะพิจารณปรับสัดส่วนเชื้อเพลิงพลังงานหมุนเวียนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้า และรูปแบบการผลิตไฟฟ้าที่เปลี่ยนไปที่มา :: http://www.komchadluek.net/news/economic/296116

อ่านต่อ...
Admin

ประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะลดก๊าซเรือนกระจกจาก 20% เป็น 25% ในปี 2573 การสนับสนุนโครงการออกแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities - Clean Energy) เพื่อเป็นแนวทางหรือแบบรายละเอียดเบื้องต้น (Schematic Design) การพัฒนาเมืองของชุมชนสู่เมืองอัจฉริยะ โดยเชื่อมโยงกับการใช้พลังงานในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งสู่การเป็น Clean Energy และ Green City เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรของเมืองให้เกิดประโยชน์สูงสุดจึงเกิดขึ้น โดยกองทุนส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน และมูลนิธิอาคารเขียวไทย ได้ร่วมกันจัดโครงการดังกล่าวขึ้น“ทวารัฐ สูตะบุตร” ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กล่าวว่า 7 โครงการที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการฯ แล้ว คือ โครงการนิด้า : มหาวิทยาลัยอัจฉริยะ รู้รักษ์พลังงาน สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน, มช. (เมือง) มหาวิทยาลัยอัจฉริยะพลังงานสะอาด, เมืองจุฬาฯ อัจฉริยะ, ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต : ต้นแบบเมืองมหาวิทยาลัยอัจฉริยะ, วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน, ขอนแก่น Smart City (ระยะ?ที่ 1) : ขนส่งสาธารณะเปลี่ยนเมือง และโครงการเมืองใหม่อัจฉริยะบ้านฉาง แต่ละโครงการได้รับการสนับสนุนรายละไม่เกิน 10 ล้านบาท เพื่อจัดทำโมเดลธุรกิจ สำหรับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ครอบคลุมการจัดทำแบบประเมินค่าใช้จ่ายต่างๆ วิเคราะห์ความเหมาะสมด้านวิศวกรรมและการลงทุนสถาบันอาคารเขียวไทยได้กำหนดเกณฑ์ในการคัดเลือก เริ่มจากขนาดของโครงการเมืองอัจฉริยะ ต้องเป็นเมืองที่มีจำนวนประชากรมากกว่า 3 หมื่นคน หรือมีความต้องการไฟฟ้ามากกว่า 15 เมกะวัตต์ หรือมีพื้นที่อาคารมากกว่า 1 ล้านตารางเมตร หรือมีศักยภาพในการลดการปลดปล่อยคาร์บอนมากกว่า 3 หมื่นตัน และยังมีเกณฑ์ประเมินเมืองอัจฉริยะอีก 7 หมวด ได้แก่ 1.พลังงานอัจฉริยะ (smart energy) 2. การสัญจรอัจฉริยะ (smart mobility) 3. ชุมชนอัจฉริยะ (smart community) 4. สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (smart environment) 5. เศรษฐกิจอัจฉริยะ (smart economy) 6. อาคารอัจฉริยะ (smart building) และ 7. การปกครองอัจฉริยะ (smart governance)ในแต่ละโครงการมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน อาทิ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มีจุดเด่นที่ การปรับปรุงผังแม่บทมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต พ.ศ. 2577 มุ่งเน้นการปรับโครงหลักของผังให้เหมาะสม ได้แก่ การแบ่งส่วนพื้นที่ การสัญจร พื้นที่เปิดโล่งสีเขียว แกนเอกลักษณ์ จุดรวมกิจกรรม และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อสร้างความเป็น “เมืองธรรมศาสตร์” ที่เชื่อมโยงกันด้วย 3 องค์ประกอบ สําคัญ คือ ศูนย์ธรรมศาสตร์บริการ ต้นแบบเมืองมหาวิทยาลัย และสวนธรรมศาสตร์สาธารณะโครงการเมืองจุฬาฯ อัจฉริยะ เป็นพื้นที่เขตพาณิชย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริเวณสวนหลวง- สามย่าน พื้นที่ 291 ไร่ เน้นการจัดการพลังงาน การสัญจร ชุมชน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ อาคาร รวมทั้งการบริหารจัดการเมือง และการสร้าง นวัตกรรมเมือง และจะใช้พื้นที่นี้ ในการชี้นำและสร้างแรงบันดาล ใจให้กับคนในสังคม โดยเป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาพื้นที่เขตพาณิชยกรรมศูนย์กลางเมือง ที่เน้นกําไรจากการสร้างนวัตกรรมทางสังคม มากกว่าการสร้างรายได้ทางธุรกิจแต่เพียงอย่างเดียวหรือ โครงการวิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน ที่เน้นพื้นที่สีเขียวในโครงการทั้งหมด 30% ของที่ดินทั้งหมด ในรูปแบบ multi-level garden park โดยมุ่งหวังจะคืนพื้นที่สีเขียวให้กับชุมชน รวมไปถึงระบบนิเวศของสัตว์เล็ก สัตว์น้อย เช่น นก ผีเสื้อ กระรอก ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ในโครงการโครงการเมืองอัจฉริยะ ขั้นตอนที่ 3 จะเป็นการจัดทำโมเดลธุรกิจ (Business Model) ผู้ที่ได้รับเงิน สนับสนุนจากกองทุน ในขั้นตอนที่ 2 จะต้องดำเนินการจัดทำแบบรายละเอียดเบื้องต้น (Schematic design) ประเมินค่าก่อสร้างเบื้องต้น (Construction budget estimation) วิเคราะห์ค่าใช้จ่ายตลอดอายุโครงการ (Life cycle cost analysis) รายงานการวิเคราะห์ทางด้านเศรษฐศาสตร์(Financial feasibility study) เพื่อให้สามารถนำไปใช้เป็นโมเดลธุรกิจ (Business Model) และนำไปสู่การจัดหาผู้ร่วมทุนและการพัฒนา “เมืองอัจฉริยะ” หรือ “Smart City” ต่อไป ข้อเสนอแนวคิดที่ดีที่สุดจะได้รับการยกย่องและเผยแพร่ในความเป็นต้นแบบเพื่อการพัฒนาสู่ “เมืองอัจฉริยะ” หรือ “Smart City” ตามแบบที่พัฒนาขึ้นต่อไป

อ่านต่อ...
Admin

วันนี้ (4 ส.ค.60) นายพงศ์พัฒน์ มั่งคั่ง ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพลังงานกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน กล่าวในกิจกรรม สื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชม และร่วมสัมมนา การอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน ณ อาคารอนุรักษ์พลังงานเฉลิมพระเกียรติ ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ว่า การนำสื่อมวลชนเข้าร่วมเยี่ยมชมอาคารอนุรักษ์พลังงานเฉลิมพระเกียรติแห่งนี้ เพื่อเป็นการเผยแพร่ให้ทราบถึงนโยบายการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานภายในอาคาร จากกระทรวงพลังงาน และนำข้อมูลความรู้ การบริการต่าง ๆ ภายในศูนย์ฯไปสื่อสารขยายผลประชาสัมพันธ์ต่อประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งอาคารอนุรักษ์พลังงานเฉลิมพระเกียรติ ถือเป็นต้นแบบอาคารประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง และยังเป็นอาคารที่สาธิตเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงานที่ทันสมัย นอกจากจะมีความน่าสนใจในสถาปัตยกรรมภายนอกแล้ว ภายในอาคาร ฯ ยังเป็นที่สถานที่ฝึกอบรมให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาเทคโนโลยีต่างๆ ด้านการอนุรักษ์พลังงาน และนำองค์ความรู้จากอาคาร ฯ แห่งนี้ไปประยุกต์ปรับใช้กับการออกแบบก่อสร้างอาคารอื่นๆ ให้เกิดผลสำเร็จ ถือเป็นการสร้างองค์ความรู้ต่อยอดขยายผลไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ต่อไป ตามนโยบายของผู้บริหารกระทรวงพลังงาน โดยการเยี่ยมชมในวันนี้ มีสื่อมวลชนจากส่วนภูมิภาค จากจังหวัดสมุทรปราการ นนทบุรี นครปฐม อยุธยาและสระบุรี จำนวนประมาณ 100 คน เข้าร่วม เยี่ยมชมในพื้นที่สำคัญ ๆ ภายในอาคาร ได้แก่ ส่วนแสดงเทคโนโลยีบ้านที่อยู่อาศัย ซึ่งมีเทคโนโลยีทั้งด้านการอนุรักษ์พลังงานภายในบ้าน และการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ติดตั้งบนหลังคาบ้าน หรือโซลาร์รูฟท็อป ระบบปรับอากาศและ Ice storage หรือระบบคลังน้ำแข็ง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจัดเก็บความเย็นในช่วงที่อาคารใช้ความเย็นน้อยหรือในช่วงค่ำ และนำกลับมาใช้ในเวลากลางวัน ส่วนแสดงเทคโนโลยีภาคอุตสาหกรรม การเยี่ยมชมระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งอาคาร ฯ คลอง 5 แห่งนี้สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้สูงสุด 90 กิโลวัตต์ เป็นต้นผู้อำนวยการสำนักพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพลังงาน พพ. กล่าวต่อว่า อาคารอนุรักษ์พลังงานเฉลิมพระเกียรติ คลอง 5 ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพลังงาน (สพบ.) เป็นหน่วยงานสำคัญหนึ่งของ พพ. โดยปัจจุบันเป็นที่น่ายินดีว่า อาคารอนุรักษ์พลังงานเฉลิมพระเกียรติแห่งนี้ ได้ผ่านมาตรฐานการจัดการพลังงาน ISO 50001 ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากล เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่โรงงานและอาคารควบคุมในการจัดการพลังงาน และนับเป็นอาคารภาครัฐแห่งที่ 3 ได้รับรองมาตรฐานนี้ ทั้งนี้ ในส่วนของ สพบ. ได้จัดฝึกอบรมด้านการอนุรักษ์พลังงานให้กับบุคลากรของโรงงานและอาคารควบคุม และนอกข่ายควบคุม หรือ SME ด้วย โดยแบ่งหลักสูตรเป็น 3 ลักษณะ คือ 1) การฝึกอบรมภาคบังคับตาม พ.ร.บ. กำหนด 2) การฝึกอบรมสนับสนุนการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. และ 3) การพัฒนาหลักสูตรให้มีตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปรวมทั้งหลักสูตรที่ตอบสนองนโยบายของกระทรวงพลังงาน ซึ่งที่ผ่านมามีผู้เข้ารับการฝึกอบรม ผ่านหลักสูตรต่างๆ ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติของ สพบ.ไปประมาณ 11,950 คน และรวมทั้งสิ้น 174,400 คน  ทั้งนี้ อาคารอนุรักษ์พลังงานเฉลิมพระเกียรติ ยังเปิดให้ผู้สนใจได้เข้าร่วมอบรมตามหลักสูตรการอนุรักษ์พลังงานดังกล่าว โดยสามารถติดตามรายละเอียดได้ในปฏิทินการฝึกอบรมฯ ประจำปีของทางสำนักพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน

อ่านต่อ...