News
Admin

ส่องผลประกอบการผู้ค้ามาตรา 7 เฉพาะส่วนผู้ค้าก๊าซ LPG ช่วง 54-59 แบกขาดทุนสะสมอ่วม รับเปิดเสรีก๊าซเต็มรูปแบบ ดับบลิวพีฯ นำโด่งขาดทุนรวม 1.5 หมื่นล้าน ลุ้นรายเล็ก อูโน่แก๊ส, ทาคูนิ กรุ๊ป, ยูไนเต็ด แก๊ส, ไทยแก๊สประคองกิจการต่อ หวั่นซ้ำรอย พลังอัศวินฯ แจ้งยกเลิกการค้าก๊าซไปแล้วเงียบๆช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นไปแตะ 100 -150 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ตั้งแต่ปี 2551 ได้กลายเป็นยุคบูมของก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เพราะความต้องการใช้เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของภาคครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคขนส่ง เพราะราคาก๊าซ LPG ในขณะนั้นถูกกว่าราคาน้ำมัน ผู้ประกอบการหลายรายหันมาเป็นผู้ค้ามาตรา 7 เพื่อค้าส่ง-ค้าปลีกก๊าซ LPG ไปจนถึงรับติดตั้งถังก๊าซในรถยนต์ แต่ภายหลังจากที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกพลิกกลับมายืนราคาต่ำที่ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทำให้ผู้บริโภคหันกลับมาเติมน้ำมัน ความต้องการใช้ก๊าซ LPG ลดลงต่อเนื่อง ผู้ค้าก๊าซต้องงัดกลยุทธ์ดึงลูกค้า ยอมหั่นกำไรเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” สำรวจผลประกอบการผู้ค้ามาตรา 7 โดยเฉพาะในส่วนของผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ LPG ที่มีอยู่ในตลาดขณะนี้ประมาณ 21 ราย พบว่าในส่วนของผู้ค้าก๊าซรายกลาง-รายเล็ก ต้องประสบปัญหา “ขาดทุน” ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2554-2559 คือ 1) บริษัท ดับบลิว พี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) กับบริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด 2) บริษัท อูโน่ แก๊ส จำกัด 3) บริษัท ทาคูนิ กรุ๊ป จำกัด 4) บริษัท ยูไนเต็ด แก๊ส จำกัด และ 5) บริษัท ไทยแก๊ส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ทั้งนี้เมื่อสำรวจข้อมูลย้อนไปในปี 2559 พบว่าบริษัท พลังอัศวิน จำกัด ผู้ประกอบกิจการจำหน่ายปลีก ค้าส่งก๊าซ LPG ได้แจ้งยกเลิกการค้าไปแล้วเนื่องจากยอดขายลดลงต่อเนื่องโดยเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ค้าก๊าซรายเล็กต่างประสบปัญหาขาดทุน นอกจากจะมาจากยอดขายก๊าซที่ลดลงแล้วยังมาจากการพยายามดึงลูกค้าด้วยกลยุทธ์ “ลดราคา” เพื่อแข่งขันทั้งในระดับผู้ค้าก๊าซรายเล็กด้วยกันแล้ว และยังต้องแข่งขันกับผู้ค้าก๊าซ LPG รายใหญ่ที่บริหารต้นทุนได้ดีกว่าอย่างไรก็ตามยังมีผู้ค้าก๊าซ LPG บางรายที่ยังคงทำกำไรในธุรกิจนี้คือ บริษัท ยูนิคแก๊ส จำกัด (ซึ่งมีบริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ร้อยละ 99) นอกจากนี้คือบริษัท แสงทองอุตสาหกรรมถังแก๊ส จำกัด และบริษัท พีเอพี แก๊ส แอนด์ ออยล์ จำกัด นอกจากนี้ยังมีบริษัททาคูนิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่แม้จะไม่ได้ประสบปัญหาขาดทุนในช่วงที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ส่วนของธุรกิจขายก๊าซลดลงถึงร้อยละ 18ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังผู้ค้าก๊าซ LPG หลายราย ซึ่งระบุว่าจากความต้องการใช้ก๊าซ LPG ในภาคขนส่งไม่มีการขยายตัว ทำให้ผู้ค้าก๊าซบางรายมองความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาทำตลาดก๊าซหุงต้มแต่ตลาดนี้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ครองส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดถึงร้อยละ 48 รองลงมาคือ บริษัท สยามแก๊สฯ และยูนิคแก๊สที่มีส่วนแบ่งอยู่ที่ร้อยละ 29.2 และส่วนที่เหลือร้อยละ 1.4 นั้น เป็นยอดขายรวมกันของผู้ค้ารายเล็ก เช่น บริษัท ออร์คิด แก๊ส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท พี เอ พี แก๊ส แอนด์ ออยล์ จำกัด และบริษัท เอ็นเอสแก๊ส แอลพีจี จำกัด ฉะนั้นการเข้ามาทำการตลาดก๊าซหุงต้มจึงค่อนข้างยาก และมีโอกาสที่ผู้ค้ามาตรา 7 รายอื่นอาจะหยุดทำตลาดค้าก๊าซสอดคล้องกับความเห็นของนางจิณตนา กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามแก๊สฯ กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดก๊าซหุงต้มมีผู้ค้าก๊าซรายใหญ่ทำตลาดอยู่แล้ว ซึ่งในกรณีที่ผู้ค้าก๊าซรายใหม่จะเข้ามาทำตลาดนั้น ถือว่า “ยากมาก” เพราะต้องวางรากฐานลงทุนใน 2 ส่วนสำคัญ คือ จะต้องมีโรงบรรจุก๊าซและถังบรรจุก๊าซ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ยกตัวอย่างปัจจุบันสยามแก๊สฯ มีถังก๊าซในระบบรวมทั้งสิ้น 15 ล้านใบ ราคาอยู่ที่ 1,500 บาท/ใบ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นถึง 25,500 ล้านบาท ถือเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูงและไม่สามารถลงทุนเพื่อเข้ามาทำตลาดในช่วงสั้น ๆ ได้แน่นอน“ตลาดก๊าซหุงต้มที่ผ่านมาไม่ได้มีการแข่งขันที่หวือหวา เพราะแต่ละผู้ค้าก็มีลูกค้าเป็นของตัวเองอยู่แล้ว แม้ว่าการแข่งขันจะสูงมากขึ้น แต่สยามแก๊สฯมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะไม่ขายตัดราคาแน่นอน เพราะถ้าทำก็คงไม่ต่างกับตลาดภาคขนส่งที่เรียกได้ว่าทำการตลาดแบบพากันไปตาย”สำหรับราคาก๊าซในตลาดโลกขณะนี้ถือว่าอยู่ในช่วงขาลงอยู่ที่ระดับไม่เกิน 330 เหรียญสหรัฐ/ตัน ถือเป็นช่วงเหมาะสมสำหรับการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซราคา LPG ยังไม่ขยับราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลวหรือ LPG ในตลาดโลกล่าสุดเดือนสิงหาคม ยังยืนราคาที่320-330 เหรียญสหรัฐ/ตัน ทำให้ราคาขายปลีกในประเทศยังไม่มีการปรับขึ้นภายหลังจากที่ภาครัฐประกาศเปิดเสรีธุรกิจก๊าซเต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการโดยนายชิษณุพงศ์ งามรุ่งโรจน์เจริญ นายกสมาคมผู้ค้าก๊าซ LPG ระบุว่า ราคาก๊าซที่ยืนระดับต่ำ ส่งผลให้ผู้ค้าก๊าซยังไม่มีการปรับราคาจำหน่ายสำหรับเดือนสิงหาคมแน่นอน โดยราคาหน้าสถานีบริการจะอยู่ที่ 12.90 บาท/ลิตร(หรือ 20.49 บาท/กิโลกรัม) ส่วนในบางพื้นที่การแข่งขันรุนแรงอาจจะมีการปรับลดราคา พร้อมทั้งโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม โดยเฉลี่ยผู้ค้าก๊าซ LPG จะมีกำไร (MarketingMargin) อยู่ที่ 1-2 บาท/ลิตรอย่างไรก็ตามผู้ค้าก๊าซสนับสนุนให้ภาครัฐเปิดเสรีธุรกิจก๊าซอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อให้ราคาสะท้อนราคาตลาดโลกทั้งนี้คาดว่าภายหลังจากเปิดเสรีแล้ว ผู้ค้ารายเล็กในตลาดอาจจะหายไปจากตลาดส่วนหนึ่งเพราะการแข่งขันที่สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคขนส่ง

อ่านต่อ...
Admin

สปท.ทิ้งทวนนโยบายปฏิรูปประเทศด้านพลังงานฝาก “อนันตพร” สานต่อ17 เรื่อง เน้นรัฐต้องสำรองนํ้ามันดิบ 30 วัน ใช้งบประมาณ8 หมื่นล้านบาท พร้อมจี้ให้ตรวจสอบแหล่งที่มาเงินอุดหนุนเอ็นจีโอ ขัดขวางการพัฒนาด้านพลังงานนายคุรุจิต นาครทรรพประธานกรรมาธิการขับการเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เปิดเผยว่า สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ(สปท.)ได้เข้าพบพล.อ.อนันตพรกาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก่อนหมดวาระวันที่ 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เพื่อเสนอรายงานของคณะกรรมาธิ การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน 17เรื่อง ให้ทางรัฐบาลสานต่อโดยเฉพาะเรื่องผลการศึกษาการสำรองนํ้ามันเชื้อเพลิงในส่วนของภาครัฐพบว่าปริมาณสำรองที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 30 วัน ซึ่งเพียงพอต่อความมั่นคงด้านพลังงาน จากแผนเดิมที่ทางกระทรวงพลังงานเคยศึกษาไว้ถึง 90 วันทั้งนี้ เนื่องจากการสำรองนํ้ามันดิบภาครัฐดังกล่าวเมื่อบวก กับปริมาณสำรองตามกฎหมายของภาคเอกชนอยู่ที่25 วัน แบ่งเป็นปริมาณสำรองนํ้ามันดิบ 6% และสำรองนํ้ามันสำเร็จรูป 1% รวมแล้วจะอยู่ที่55 วัน และแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นผู้นำเข้านํ้ามันจำนวนมาก แต่ก็ไม่จำเป็นต้องมีการสำรองนํ้ามันมากถึง 90 วันเนื่องจากนํ้ามันดิบในปัจจุบันสามารถนำเข้าจากหลายแหล่งไม่เพียงแต่ตะวันออกกลางเท่านั้น ประกอบกับราคานํ้ามันดิบในตลาดโลกยังอยู่ในระดับตํ่าอีกทั้งงบประมาณที่นำมาใช้ลงทุนสำรองนํ้ามันเพียง8 หมื่นล้านบาท (อ้างอิงราคานํ้ามันดิบที่ 75 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล) แต่การดำเนินการไม่จำเป็นต้องทำทีเดียวทั้งหมดอาจดำเนินการเป็นระยะ ซึ่งระยะแรกจะอยู่ที่ 7.5 วัน ใช้เงินลงทุน 2.2 หมื่นล้านบาท, ระยะที่สอง 7.5 วัน และระยะที่สาม15 วัน เพื่อกระจายการลงทุนรวมถึงมีเวลาในการหาพื้นที่การสร้าง/เช่าคลัง ส่วนเงินลงทุนในส่วนนี้จะมาจากงบประมาณ เงินกู้ หรือพันธบัตรนอกจากนี้ สปท.ยังได้เสนอให้มีการตรวจสอบแหล่งเงินทุนของกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ซึ่งเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์พลังงานชาติ ที่ต้องการให้เอ็นจีโอ มีธรรมาภิบาลเปิดเผยข้อมูลด้านแหล่งเงินทุน วัตถุประสงค์การดำเนินงาน ผลงานที่ผ่านมา รวมถึงควรยกเลิกวีซ่าเข้าเมือง หากพิสูจน์ได้ว่ามีการเคลื่อนไหวหรือดำเนินกิจการที่ผิดกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศซึ่งเอ็นจีโอควรต้องมีความโปร่งใสเช่นเดียวกับภาครัฐที่มีการตรวจสอบมากมายจากหลายองค์กรโดยพบว่าเอ็นจีโอบางกลุ่มมีการดำเนินงานเกินขอบเขตวุ่นวายและก่อให้เกิดปัญหาต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ อาทิ การรับฟังความเห็นโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา รวมถึงการเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุเป็นต้น ดังนั้น สปท.จึงไปศึกษาข้อมูลหลายด้านรวมถึงข้อมูลจากต่างประเทศแล้ว เพื่อให้เอ็นจีโอมีความโปร่งใส จึงต้องมีการเปิดเผยแหล่งที่มาของเงินทุน วัตถุประสงค์การดำเนินงานนายคุรุจิต กล่าวอีกว่านอกจากนี้ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ในกระบวนการรับฟังความเห็น โดยต้องให้สัดส่วนประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมรับฟังความเห็นมากกว่าคนนอกพื้นที่โดยควรมีสัดส่วนคนในพื้นที่ถึง 70% ที่เหลือ 10% เป็นตัวแทนจากหน่วยงานรัฐ อีก10% เป็นผู้ประกอบการหรือเจ้าของโครงการ และ 10% เป็นนักวิชาการ บุคคลภายนอกเป็นต้น อาจช่วยแก้ปัญหาการล้มเวทีประชาพิจารณ์เหมือนที่เคยเกิดขึ้นได้สำหรับประเด็นการเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมรอบ21 ซึ่งล่าช้ามา 5 ปี ไม่ว่าจะเป็นระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต(พีเอสซี) และระบบจ้างผลิต(เอสซี) ก็ต้องดูความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ เมื่อกฎหมายออกมาแล้วก็ควรปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังนั้นไม่ว่าจะใช้ระบบใดก็ต้องยอมรับ ซึ่งไม่ควรดูเพียงรายได้เท่านั้นแต่ต้องดูถึงการผลิตพลังงานที่ต่อเนื่องด้วย เพราะกำลังการผลิตในอ่าวไทยที่ลดลงย่อมต้องพึ่งพาการนำเข้านํ้ามัน แอลพีจี แอลเอ็นจี และถ่านหิน เพิ่มขึ้นนายคุรุจิต กล่าวเพิ่มเติมว่ารายงานของ สปท. จำนวน11 เรื่อง และของวิป สปท.อีก6 เรื่อง ซึ่งมีบางเรื่องที่กระทรวงพลังงานเห็นชอบและดำเนินการไปบ้างแล้ว อาทิ พ.ร.บ.กองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิง, การอนุรักษ์พลังงานโดยใช้ข้อบัญญัติเกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงาน(Building Energy Code : BEC)เป็นต้น อย่างไรก็ตามการศึกษาปฏิรูปประเทศด้านพลังงานยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องการให้กระทรวงพลังงานสานต่อ โดยสปท.สิ้นสุดวาระตั้งแต่วันที่ 31กรกฎาคม 2560

อ่านต่อ...
Admin

"กกพ." ประกาศให้ 2 โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพรวมปริมาณเสนอขายไฟฟ้า 3.7 เมกะวัตต์ ผ่านเทคนิคโครงการรับซื้อไฟ จ.ชายแดนใต้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติทางเทคนิค สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ในแบบ Feed-in Tariff ประเภทเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา พ.ศ. 2560 โดยมีผู้ผ่านคุณสมบัติทางเทคนิคเพียง 2 โครงการ รวมปริมาณเสนอขายไฟฟ้า 3.7 เมกะวัตต์ (MW) จากที่ยื่นข้อเสนอ 6 โครงการ รวมปริมาณเสนอขาย 10.3 เมกะวัตต์ ขณะที่ กกพ.มีเป้าหมายจะรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าวจำนวน 8 เมกะวัตต์ เพื่อให้ครบตามเป้าหมายรับซื้อ 10 เมกะวัตต์กกพ. ระบุว่าในการประชุมกกพ.เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิคของโครงการดังกล่าว ได้แก่ บริษัท ปัตตานีมุ่งพัฒนา ไบโอแก๊ส จำกัด ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 3 เมกะวัตต์ ปริมาณไฟฟ้าที่เสนอขาย 2.8 เมกะวัตต์ และบริษัท กระบี่หยก จำกัด ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 0.95 เมกะวัตต์ ปริมาณไฟฟ้าที่เสนอขาย 0.9 เมกะวัตต์ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านการประเมินคุณสมบัติและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิค จะมีการประเมินข้อเสนอขอขายไฟฟ้าด้านราคาในวันที่ 12 ก.ย.60 ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านการประเมินคุณสมบัติและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิคสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ โดยให้จัดทำเป็นหนังสือยื่นต่อ กกพ.ภายใน 30 วันนับจากที่มีประกาศอนึ่ง กกพ.จะประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้เสนอขายไฟฟ้าของโครงการดังกล่าว ในวันที่ 14 ก.ย. โดยผู้ที่ได้รับคัดเลือกจะต้องจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ภายในวันที่ 30 มิ.ย.62

อ่านต่อ...
Admin

กบง. ยืนยันเดินหน้านโยบายเปิดเสรีก๊าซ LPG มอบ สนพ. ประกาศโครงสร้างราคาขายปลีกก๊าซ LPG อ้างอิงสำหรับเดือนสิงหาคม 2560 เท่าเดิม และยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2560 ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุม กบง. ซึ่งมี พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ว่า ที่ประชุม กบง. ได้พิจารณาโครงสร้างราคาขายปลีกก๊าซ LPG อ้างอิงสำหรับเดือนสิงหาคม 2560 โดยจากสถานการณ์ราคาก๊าซ LPG ตลาดโลก (CP) เดือนสิงหาคม 2560 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 85 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน มาอยู่ที่ระดับ 440 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน และอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยเดือนกรกฎาคม 2560 แข็งค่าขึ้นจากเดือนก่อน 0.2509 บาท/เหรียญสหรัฐฯ มาอยู่ที่ 33.9146 บาท/เหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคา ณ โรงกลั่นที่อ้างอิงราคานำเข้า (Import Parity) ซึ่งเป็นราคาซื้อตั้งต้นก๊าซ LPG ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.6352 บาท/กก. จาก 13.6229 บาท/กก. เป็น 16.2581 บาท/กก.ดังนั้น เพื่อไม่ให้การผันผวนของราคาก๊าซ LPG ในตลาดโลก และแนวทางการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซ LPG สามารถดำเนินต่อเนื่องโดยไม่ส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกก๊าซ LPG ในประเทศ ประกอบกับฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนของก๊าซ LPG ยังคงมีเสถียรภาพ ที่ประชุม กบง. จึงเห็นควรให้ใช้กลไกของกองทุนน้ำมันฯ ในการรักษาเสถียรภาพราคา เพื่อส่งสัญญาณให้ราคาขายปลีกก๊าซ LPG คงที่ อยู่ที่ 20.49 บาท/กก. โดยให้ปรับเพิ่มอัตราเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ 2.6352 บาท/กก. จากเดิมที่กองทุนน้ำมันฯ ชดเชยที่ 0.1207 บาท/กก. เป็นชดเชย 2.7559 บาท/กก. ซึ่งผลจากการปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ดังกล่าว ทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายจ่ายสุทธิอยู่ที่ 511 ล้านบาท/เดือน โดยฐานะสุทธิของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 อยู่ที่ 39,403 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีในส่วนของก๊าซ LPG อยู่ที่ 6,367 ล้านบาท และบัญชีในส่วนของน้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ 33,036 ล้านบาทนอกจากนี้ ที่ประชุม กบง. ยังได้เห็นชอบปริมาณการรับซื้อไฟฟ้ารายภูมิภาคตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ FiT สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก แบบ SPP Hybrid Firm จากเป้าหมายการรับซื้อ 300 เมกะวัตต์ สรุปดังนี้ ภาคกลาง 20 เมกะวัตต์ กรุงเทพฯ และปริมณฑล 15 เมกะวัตต์ ภาคตะวันออก 20 เมกะวัตต์ ภาคใต้ 100 เมกะวัตต์ ภาคตะวันตก 20 เมกะวัตต์ ภาคเหนือ 65 เมกะวัตต์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 60 เมกะวัตต์ รวม 300 เมกะวัตต์ทั้งนี้ หากปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าฯ ในภูมิภาคใดไม่ครบตามเป้า ให้ กกพ. สามารถนำส่วนที่เหลือไปเปิดรับซื้อในภูมิภาคอื่นได้ โดยให้คำนึงถึงราคารับซื้อไฟฟ้าที่ต่ำที่สุดและศักยภาพของสายส่ง (Grid Capacity) ที่รองรับได้เป็นสำคัญ และสำหรับการเปิดรับซื้อไฟฟ้าฯ โครงการ SPP Hybrid Firm ในครั้งนี้ จะยกเว้นการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชน แต่ให้สามารถใช้เชื้อเพลิง RDF เป็นเชื้อเพลิงร่วมได้พร้อมกันนี้ เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับระยะเวลาในการดำเนินงานจริง เนื่องจากโครงการ SPP Hybrid Firm เข้าข่ายที่จะต้องจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการดำเนินการ ที่ประชุม กบง. จึงได้เห็นชอบให้ขยายระยะเวลากำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ของโครงการ SPP Hybrid Firm จากเดิมภายในปี 2563 เป็นภายในปี 2564 ทั้งนี้ ให้ใช้อัตรารับซื้อไฟฟ้ารูปแบบ FiT ตามที่ กพช. ได้เห็นชอบไว้ (17 ก.พ. 2560) โดยมอบหมายให้ กกพ. รับไปดำเนินการเปิดรับซื้อไฟฟ้าฯ ตามขั้นตอนต่อไปที่ประชุม กบง. รับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 (PDP 2015) ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2560 โดยพบว่า สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ค่อนข้างใกล้เคียงกับแผน โดยในส่วนของก๊าซธรรมชาติลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 61 ส่วนพลังงานหมุนเวียน อยู่ที่ร้อยละ 8 ซึ่งต่ำกว่าแผนเล็กน้อย ทั้งนี้ เนื่องจากปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตามเป้า ส่งผลทำให้การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน และซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน มีสัดส่วนสูงกว่าแผน และสำหรับปริมาณการผลิตไฟฟ้าจริงในระบบของ 3 การไฟฟ้า อยู่ที่ 81,867 GWh ซึ่งต่ำกว่าแผนประมาณร้อยละ 5 ทั้งนี้ เป็นผลมาจากสภาพอากาศที่มีฝนมากกว่าปกติ ทำให้ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงดังกล่าวไม่สูงมากนัก รวมทั้งมีสัญญาณที่ประชาชนเริ่มผลิตไฟเองใช้เองมากขึ้น

อ่านต่อ...
Admin

รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงานกำลังเร่งผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา หลังจากโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศเกิดความล่าช้า ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลาล่าสุดกระทรวงฯ ได้ผลักดันให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เร่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพื่อเจรจารับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเกาะกง โดยตั้งเป้าให้เจรจาเสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงานจะเกษียณอายุราชการสำหรับความคืบหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเกาะกง ในเบื้องต้นมีผู้เสนอตัวอยู่ 2 รายคือ 1.บริษัท เกาะกง ยูทีลิตี้ จำกัด ที่มีบริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และ2.บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่า บริษัทเอกชนที่จะเข้าวินในโครงการนี้คือ บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น ส่วนบริษัท สามารถฯเข้ามาเป็นเพียงคู่เทียบเท่านั้นโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเกาะกง มีขนาดกำลังการผลิต 2,400 เมกะวัตต์ ต้องใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท กำหนดจ่ายไฟฟ้าปี 2566-2567 ทั้งนี้จะต้องมีการลงทุนก่อสร้างสายส่งจากเกาะกง มายังชายแดนไทยฝั่งจังหวัดสุรินทร์ ระยะทาง 400 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุนเพิ่มอีก 70,000 ล้านบาท ซึ่งในอนาคตจะทำให้คนไทยต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงอย่างแน่นอน

อ่านต่อ...
Admin

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าวว่าสำนักงาน กกพ.อาจจะมีการพิจารณาทบทวนอัตราค่าบริการไฟฟ้า อันเนื่องมาจากพฤติกรรมของการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เปลี่ยนไป โดยมีการพึ่งพากระแสไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากขึ้นในช่วงเวลากลางวัน และพึ่งพากระแสไฟฟ้าจากกระบวนการผลิตหลักในระบบในช่วงเวลากลางคืน นอกจากนี้ นโยบายการส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทน โดยการให้ภาคครัวเรือน องค์กรธุรกิจ และโรงงานอุตสาหกรรม ได้มีการขยายการลงทุนระบบการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) และอาจส่งผลให้ผู้ผลิตไฟฟ้าที่รับใบอนุญาตมีรายได้ลดลง และเป็นต้นเหตุของการกำหนดอัตราสำรองไฟฟ้า (Back Up Rate) โดยขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริง และแนวทางในการดำเนินการให้เกิดความชัดเจนดังต่อไปนี้ 1. แนวทางปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ โดยจะเรียกเก็บค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ที่ใช้ไฟเวลากลางคืน เพื่อให้สะท้อนต้นทุนและปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น ขอชี้แจงว่า “จากข้อสังเกตพฤติกรรมความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนไป อันเนื่องมาจากนโยบายการส่งเสริมการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่น การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้รับความนิยมกันอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ผลที่เกิดขึ้นอาจมีผลทำให้แนวโน้มที่ช่วงเวลาการใช้ไฟฟ้าสูง (Peak) ที่มีการคำนวณอัตราค่าไฟฟ้าสูงสุดจากเดิม เปลี่ยนจากช่วงเวลากลางวันมาเป็นช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำนักงาน กกพ.จะต้องมีการติดตาม ศึกษา วิเคราะห์ ผลที่เกิดขึ้น และนำไปเป็นปัจจัยหนึ่งในหลายๆ ปัจจัยเพื่อปรับปรุงโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐาน ซึ่งขณะนี้ตรงกับช่วงเวลาที่สำนักงาน กกพ.กำลังอยู่ระหว่างการทบทวนตามกำหนด โดยปกติจะมีการทบทวนเป็นประจำทุกๆ 3-5 ปี ทั้งนี้ สำนักงาน กกพ.ยังยืนยันว่าการคำนวณอัตราค่าไฟฟ้าในช่วงเวลา Peak ณ ปัจจุบันยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากกำหนดเวลาเดิม คือ 09.00-22.00 น.ของวันธรรมดา” 2. การจัดเก็บอัตราค่าไฟฟ้าสำรอง (Back Up Rate) จากการติดตั้งและการขยายการลงทุนระบบการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) จนเป็นที่มาของคำว่า “การเก็บภาษีแดด” สำนักงาน กกพ.อยู่ระหว่างการศึกษาในเรื่องดังกล่าว ซึ่งขอยืนยันว่าจะยึดหลักการพิจารณากรณีดังกล่าวเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในภาคพลังงาน โดยคำนึงถึงความความสมดุล และผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้พลังงานรายย่อยเป็นหลัก 3. กรณีการประกาศปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) 2 งวดติดกัน และส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในการพิจารณาของ กกพ.เอง ได้คำนึงถึงปัจจัยหลักที่สำคัญคือ การบริหารจัดการให้เกิดความราบรื่นในการปรับตัว ทั้งในส่วนของประชาชนผู้ใช้พลังงาน และไม่กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 ยังไม่มีการขึ้นค่าไฟฟ้า (รวมการปรับลดตั้งแต่มกราคม 2558-เมษายน 2560 เท่ากับ -0.5668 บาท/หน่วย) ถึงแม้จะมีการพิจารณาปรับขึ้นค่าเอฟที 2 งวดติดต่อกัน แต่ค่าเอฟทีงวดล่าสุดเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2560 ยังคงติดลบ คือ -15.90 สตางค์ต่อหน่วย นอกจากนี้ กกพ.จะยังคงยึดนโยบายการพิจารณาการปรับเพิ่มหรือลดค่าเอฟที โดยดูแลให้เกิดความสมดุลในภาคพลังงาน ทั้งในส่วนของผู้ใช้พลังงาน และผู้ผลิตพลังงาน ด้วยความราบรื่น และไม่มีนโยบายที่จะอุดหนุน และสร้างความบิดเบือนให้เกิดแก่อัตราค่าบริการไฟฟ้า แต่จะมุ่งเน้นให้เกิดการปรับตัวได้อย่างราบรื่น “อย่างไรก็ตาม กระบวนการรับฟังความคิดเห็นเป็นกลไก และเครื่องมือหลักของ กกพ.ในการกำกับดูแลภาคพลังงานของประเทศ ที่สำนักงาน กกพ.ยินดีและเปิดกว้างในการรับฟังความคิดเห็น และพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ เพื่อมุ่งสู่การกำกับดูแลให้เกิดความสมดุล และเป็นธรรมในภาคพลังงาน โดยยึดผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก” นายวีระพลกล่าวย้ำ

อ่านต่อ...