News
Admin

วานนี้ (18 กันยายน 2560 ) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ได้จัดให้มีพิธีมอบรางวัลรัฐวิสาหกิจที่มีการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศด้านการขับเคลื่อนแผนงานยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ด้านความโปร่งใสและด้านความพร้อมรับผิดชอบในระดับดีเลิศ ประจำปี 2560 ณ โรงแรมริชมอนด์ คอนเวนชั่น ถนนรัตนาธิเบศร์ จังหวัดนนทบุรี โดยมี พลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานในพิธี สำหรับในปีนี้ กฟผ. สามารถคว้ามา 3 รางวัล โดย นายสืบพงษ์ บูรณศิรินทร์ รองผู้ว่าการบริหาร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้รับมอบใบประกาศเกียรติคุณ “บุคคลต้นแบบ” ด้านการมีส่วนร่วมส่งเสริมธรรมาภิบาลและต่อต้านการทุจริตในองค์กร ประจำปี 2560 และในนามองค์กร ได้รับประกาศเกียรติคุณในระดับดีเลิศอีก 2 รางวัล คือ “รัฐวิสาหกิจที่มีการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศด้านการขับเคลื่อนแผนงานยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน และ “รัฐวิสาหกิจที่มีการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศด้านการขับเคลื่อนแผนงานยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน” นายสืบพงษ์ บูรณศิรินทร์ เปิดเผยว่า ยินดีและถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นบุคคลต้นแบบด้านการมีส่วนร่วมส่งเสริมธรรมาภิบาล และต่อต้านการทุจริตในองค์กร โดยนับเป็นเกียรติของชาว กฟผ. ทุกคน ส่วนรางวัลด้านความโปร่งใส กฟผ. ได้มีการขับเคลื่อนในการยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งได้มีการเปิดเผยข้อมูลและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญาถือปฏิบัติตนภายใต้กรอบธรรมาภิบาล รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลผ่านเว็บไซต์ เพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น อีกทั้ง กฟผ. ได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินโครงการส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของสำนักงาน ป.ป.ช. โดยในส่วนของโรงไฟฟ้า โครงการลดกรด-ด่าง ในการปรับสภาพน้ำในกระบวนการผลิตของโรงไฟฟ้าวังน้อย มีความโดดเด่นจนได้รับรางวัลด้านความพร้อมรับผิดชอบในระดับดีเลิศ ซี่งโรงไฟฟ้าวังน้อยได้ลดการใช้สารเคมีเพื่อเป็นการปรับสภาพน้ำ ช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และลดความกังวลใจของชุมชนรอบโรงไฟฟ้า เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า กฟผ. มีวิธีการควบคุมดูแลสภาพน้ำอย่างดีที่สุด ชุมชนให้ความไว้วางใจและสามารถตรวจสอบการดำเนินงานของ กฟผ. ได้ที่มา :: https://gnews.apps.go.th/news?news=6962

อ่านต่อ...
Admin

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” จากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ชะลอโครงการสตึงมนัม เพื่อผลิตไฟฟ้า กำลังผลิต 23 เมกะวัตต์ และผันน้ำจากประเทศกัมพูชารวม 300 ล้าน ลบ.ม. มารองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่าง “ทบทวน” โครงการดังกล่าว โดยเน้นพิจารณาตัวเลขปริมาณน้ำในพื้นที่ใหม่ทั้งหมด ว่าตัวเลขที่แท้จริงเป็นอย่างไรเพราะที่ผ่านมาในการประชุมร่วมหลายหน่วยงาน คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กรมชลประทาน, สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงพลังงาน รวม 5 ครั้ง มีการระบุชัดเจนทุกครั้งว่า ปริมาณน้ำ “ไม่พอ” รองรับการใช้ของภาคอุตสาหกรรมแน่นอน ทำให้มีการผลักดันความร่วมมือในโครงการสตึงมนัมขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหา และกระทรวงพลังงานเองได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสม และนำเสนอทางเลือกที่มีความเป็นไปได้ที่สุด ที่จะทำให้ทั้ง 2 ประเทศได้รับประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงได้นำเสนอโครงการดังกล่าวต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่นายกฯเป็นประธาน ซึ่งได้พิจารณาและเห็นด้วยกับหลักการดังกล่าวแล้ว ทบทวนตัวเลขความต้องการใช้น้ำ อย่างไรก็ตาม หากมีการทบทวนตัวเลขปริมาณน้ำชัดเจนแล้วว่า ไม่ขาดแคลนแน่นอน ก็ไม่มีความจำเป็นต้องพัฒนาโครงการสตึงมนัม แต่ในกรณีน้ำในพื้นที่ดังกล่าวขาดแคลน ก็สามารถพัฒนาโครงการต่อไปได้ แต่อาจต้องปรับรูปแบบให้เหมาะสมและยอมรับได้ทั้ง 2 ฝ่าย เนื่องจากเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ หากโครงการนี้พัฒนาร่วมกันได้จะส่งผลให้มีความร่วมมือด้านอื่น ๆ ตามมาต่อเนื่อง ตามที่ได้ลงนามข้อตกลงเบื้องต้น (MOU) ก่อนหน้านี้“ตอนนี้ความสำคัญมันอยู่ที่น้ำ รวมถึงความต้องการของภาคอุตสาหกรรมก็ต้องชัดเจนด้วยว่า ต้องการโครงการดังกล่าวหรือไม่ กลายเป็นว่าตอนนี้ต่างฝ่ายต่างพูดกันไปคนละทาง ที่สำคัญคือกระทรวงพลังงานไม่ได้เดินดุ่ม ๆ ผลักดันโครงการนี้ แต่ทั้งหมดผ่านการหารือกับทุกฝ่าย และได้ข้อสรุปไปในทางเดียวกัน”กรมชลฯชี้น้ำมีเพียงพอด้านนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เบื้องต้นกรมชลฯมีแผนพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำเพื่อสนับสนุน EEC ปริมาณกว่า 600 ล้าน ลบ.ม. ในระยะ 5 ปี จะเป็นการจัดหาน้ำจากแหล่งภายในประเทศ ควบคู่กับพัฒนาภาคการเกษตร ยืนยันว่ามีน้ำเพียงพอในระยะ 8-10 ปีแน่นอน แต่ที่ต้องพัฒนาเกษตรควบคู่ไปด้วยเพราะเป็นภารกิจหลัก แต่ช่วยสนับสนุน EEC ด้วย เราเองยืนยันกับคณะกรรมการบอร์ด EEC ว่ากรมชลฯมีความพร้อม ล่าสุดมีแผนเพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำไม่ต่ำกว่า 100 ล้าน ลบ.ม. เสริมอ่างเก็บน้ำเดิม สำหรับอ่างเก็บน้ำที่จะเพิ่มความจุของอ่างที่มีอยู่ 6 แห่ง อาทิ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล คลองใหญ่ สียัด หนองค้อ บ้านบึง มาบประชัน ใช้งบฯลงทุน 1,190 ล้านบาท และสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ 4 แห่งได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ คลองหางแมว คลองวังโตนด คลองประแกดจะแล้วเสร็จเร็ว ๆ นี้บางส่วนที่เหลือจะแล้วเสร็จปี 2563พร้อมสนองนโยบายรัฐ ขณะที่นายเกิดชัย ธัญวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 9 ซึ่งรับผิดชอบบริหารจัดการน้ำครอบคลุมพื้นที่ภาคตะวันออกทั้งชลบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี ระยอง ตราด สระแก้ว เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในภาพรวมปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกทั้งหมดสามารถรองรับความต้องการใช้น้ำประเภทต่าง ๆ ได้อย่างเพียงพอ แม้อ่างเก็บน้ำบางแห่งอาจมีปริมาณน้ำน้อยกว่าความต้องการ แต่ใช้วิธีดึงน้ำจากอ่างเก็บน้ำที่มีศักยภาพและปริมาณน้ำเพียงพอมาช่วยเสริม ปัญหาการขาดแคลนน้ำในภาคตะวันออกจึงไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม จากที่รัฐบาลมีนโยบายผลักดันการลงทุนในพื้นที่ EEC โดยสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต กรมชลประทานจึงได้สั่งการให้สำนักชลประทานที่ 9 เตรียมจัดทำแผนงานโครงการเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม นักธุรกิจ นักลงทุน ที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC โดยเร่งด่วน อีอีซีขอใช้น้ำ 111 ล้าน ลบ.ม. เบื้องต้นได้รับแจ้งว่า ภาคอุตสาหกรรมใน EEC ต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 111 ล้าน ลบ.ม. กรมชลฯจึงได้สั่งการให้เตรียมจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมแล้ว ทั้งนี้ สาเหตุที่ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซีขอจัดสรรน้ำจากกรมชลฯ เพียงแค่ 111 ล้าน ลบ.ม. ส่วนหนึ่งมาจากมีการขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม รองรับการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนไทยและต่างชาติในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ โดยขยายจากพื้นที่อีสเทิร์นซีบอร์ดเดิมเพียง 50,000 ไร่ โดยในส่วนของอีสเทิร์นซีบอร์ดเดิมนั้นปริมาณน้ำมีพอใช้อยู่แล้ว เมื่อเปิดพื้นที่ใหม่เป็น EEC ปริมาณความต้องการใช้น้ำจึงเพิ่มขึ้นไม่มากนัก ประกอบกับอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาลงทุนใน EEC ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นอุตสาหกรรมหนัก หรืออุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องใช้น้ำในกระบวนการผลิตหรือการแปรรูป แต่เป็นอุตฯที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ความต้องการใช้น้ำจึงไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก ผุด 16 โครงการ งบลงทุน 1.1 หมื่น ล. นายเกิดชัยกล่าวว่า สำหรับแผนการจัดหาน้ำระยะสั้นระยะยาวที่จัดทำไว้ มีทั้งหมด 16 กิจกรรม หลัก ๆ เป็นการขยายเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบันให้สามารถรองรับน้ำได้เพิ่มขึ้น โดยกรมชลฯอยู่ระหว่างเตรียมเสนอของบประมาณจากภาครัฐลงทุนรวม 11,000 ล้านบาท รายละเอียดของแผนงาน โครงการ มีการรวมแผนงานเดิมที่กรมชลฯดำเนินการอยู่แล้ว กับแผนงานพัฒนาโครงการใหม่ ๆ ที่จัดทำขึ้นเพื่อรองรับพื้นที่ EEC โดยเฉพาะ หากสามารถดำเนินการได้ตามแผนที่วางไว้ ช่วงจากนี้ไปจนถึงปี 2563 อ่างเก็บน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกจะมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 350 ล้าน ลบ.ม. สามารถรองรับการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรมและนักลงทุนใน EEC ได้อีกราว 10-20 ปี รองรับความต้องการใช้น้ำได้ 20 ปี ด้านแหล่งข่าวจากกรมชลประทานเปิดเผยเพิ่มเติมว่า กรมชลฯมีแผนสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำต้นทุนในพื้นที่ EEC โดยอาศัยโครงข่ายปัจจุบันที่พื้นที่ จ.ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา สามารถเชื่อมโยงแหล่งน้ำด้วยระบบท่อส่งน้ำ ผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ และระหว่างจังหวัด ดังนี้ ปี 2560-2561 กรมชลฯมีแผนพัฒนาแหล่งน้ำ 10 โครงการ เพิ่มน้ำใช้ประโยชน์ได้รวม 40 ล้าน ลบ.ม. ปี 2561-2562 พัฒนาแหล่งน้ำ 4 โครงการ เพิ่มน้ำใช้ประโยชน์ได้รวม 150 ล้าน ลบ.ม. และปี 2563 เป็นต้นไป มีแผนพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มรวม 13 โครงการ เพิ่มน้ำใช้ประโยชน์ได้รวม 430 ล้าน ลบ.ม.ส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนเดิมที่มี 2,060 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้นเป็น 2,250 ล้าน ลบ.ม. และหลังจากนั้นในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือปี 2570 ซึ่งมีแผนงานก่อสร้างเพิ่มอีก 13 โครงการ จะทำให้ปริมาณน้ำต้นทุนเดิมที่มีอยู่ 2,250 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้นเป็น 2,681 ล้าน ลบ.ม. หรือเพิ่มขึ้น 430 ล้าน ลบ.ม. จากนั้นหลังปี 2570 จึงจำเป็นต้องจัดทำแผนหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมรองรับปริมาณความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นที่มา :: https://www.prachachat.net/economy/news-36838

อ่านต่อ...
Admin

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2560 เห็นชอบให้ปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) โดยให้บริษัท ปตท. นำต้นทุนค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงคุณภาพก๊าซมาคำนวณในโครงสร้างต้นทุนราคาเอ็นจีวีได้ในอัตราไม่เกิน 45 สตางค์ (สต.) ต่อกิโลกรัม (กก.) เพื่อให้สะท้อนกับสถานการณ์ปัจจุบันทั้งนี้ การคำนวณต้นทุนใหม่อาจส่งผลให้ราคาขายปลีกเอ็นจีวีเฉพาะรถส่วนบุคคล ปรับขึ้นตามต้นทุนค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ ซึ่งจะทยอยปรับขึ้นราคาหรือปรับขึ้นในครั้งเดียวขึ้นอยู่กับ ปตท.จะพิจารณาความเหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องเสนอกบง.พิจารณาอีกครั้งนายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. กล่าวว่า การปรับขึ้นราคาเอ็นจีวีในครั้งนี้จะช่วยให้มีภาระการขาดทุนลดลงเหลือประมาณหลักร้อยล้านบาท จากที่ต้องแบกรับภาระถึงปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท แม้ว่าการปรับขึ้นราคา 45 สต./กก. จะยังไม่ควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมดก็ตามที่มา :: https://www.posttoday.com/biz/gov/514105

อ่านต่อ...
Admin

เมื่อวันที่8 ก.ย. 2560 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการเชื้อเพลิงชีวมวลและการปลูกพืชพลังงานเพื่อใช้ในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน แบบยั่งยืนตามแนวทางประชารัฐ ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ​ นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ.เตรียมจัดตั้ง "โรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐวิสาหกิจ" ขึ้นนำร่องโรงแรกในปี 2563 นี้ โดยขนาดกำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์​ ใช้ไม้ยางพาราและไม้โตเร็วเป็นเชื้อเพลิง ในพื้นที่ที่ภาคอีสาน จากนั้นจะทยอยสร้างเพิ่มจนครบเป้าหมายของ กฟผ.ที่ 600 เมกะวัตต์ภายในปี 2579 ทั้งนี้หาก กฟผ.สร้างครบ 600 เมกะวัตต์​ คาดว่าจะใช้ชีวมวลประมาณ​ 9 ล้านตันต่อปี โดยขณะนี้ราคาไม้ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอยู่ที่ประมาณ 800 บาทต่อตัน หากใช้ถึง 9 ล้านตันจะสร้างรายได้ให้เกษตรกรถึง 7,200 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเงินมูลค่าดังกล่าวจะกลับคืนสู่เกษตรกรอย่างชัดเจน สำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐวิสาหกิจ เป็นโครงการที่บูรณาการทำงานทั้งภาครัฐ เอกชนและชุมชน โดยกฟผ.จะเป็นผู้ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล และซื้อเชื้อเพลิงจากเกษตรกร ในขณะที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะช่วยด้านบริหารจัดการเชื้อเพลิงให้เพียงพอ ปรับปรุงพันธุ์ไม้เพื่อนำมาใช้กับโรงไฟฟ้า รวมถึงอบรมให้ความรู้กับเกษตกรที่จะรวมกลุ่มกันในรูปสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน และจะได้เข้ามามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของในสัดส่วนการลงทุน 10-20% ของการลงทุนทั้งหมด และเมื่อ กฟผ.ขายไฟฟ้าได้ เกษตรกรก็จะได้รับเงินปันผล อีกทั้งเกษตรกรยังสามารถนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาขายให้ กฟผ. เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวลได้อีกด้วย "แต่เดิมโรงไฟฟ้าชีวมวลเราใช้แกลบ ชานอ้อย ข้าวเปลือก เป็นเชื้อเพลิง แต่ถ้าเพิ่มการผลิตไฟฟ้าชีวมวลขึ้นมาอีก เศษวัสดุทางการเกษตรดังกล่าวจะไม่เพียงพอ ดังนั้น กฟผ.จึงร่วมกับม.เกษตรฯ ในการส่งเสริมการปลูกพืชโตเร็ว เช่น กระถินยักษ์​ กระถินณรงค์​ ยูคาลิปตัส เป็นต้น ไม้พวกนี้ถ้าปลูกแล้ว 2-3 ปีก็สามารถตัดมาใช้เป็นเชื้อเพลิงได้เรื่อยๆ จนครบอายุโรงไฟฟ้าที่ 25 ปี ซึ่งจะทำให้โรงไฟฟ้ามีเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน"นายสหรัฐ กล่าว ด้าน ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์​ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์​ กล่าวว่า เชื้อเพลิงพลังงานที่เป็นจุดเด่นของไทยคือ ชีวมวล ไม่ใช่โซล่าร์เซลล์ เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมมีเศษวัสดุทางธรรมชาติเหลือและนำมาเป็นเชื้อเพลิงได้ และสามารถปลูกเป็นพืชพลังงานได้ด้วย ต่างจากโซลาร์เซลล์ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพราะผลิตเองได้ไม่มาก ดังนั้นไทยจึงไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้จากการสร้างโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ อย่างไรก็ตามการปลูกพืชในอนาคตควรมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เช่น ปลูกไม้โตเร็วเพื่อขายเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล มีตลาดรองรับชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่ใช้พื้นที่ปลูกพืชอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป เช่น ปลูกข้าว ข้าวโพด ส่งผลให้ผลผลิตราคาตกต่ำ ดังนั้นเกษตรกรควรผสมผสานด้วยการแบ่งพื้นที่ไปปลูกไม้โต้เร็วบ้าง ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น และไทยยังมีพื้นที่ปลูกพืชพลังงานได้อีกมาก ทั้งแปลงปลูก พื้นที่คันคลอง หรือกระทั้งรั้วบ้าน ก็สามารถปลูกได้ดร.มะลิวัลย์​ หฤทัยธนาสันติ์​ นักวิจัยสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์​ กล่าวว่า จากการศึกษาพบว่าหากบริหารจัดการเชื้อเพลิงชีวมวลอย่างเป็นระบบด้วยเทคโนโลยีข้อมูลที่ทันสมัยจะช่วยจัดหาเชื้อเพลิง 9 ล้านตันต่อปี ให้มีเพียงพอต่อการผลิตไฟฟ้า 600 เมกะวัตต์​ได้ หัวใจสำคัญคือต้องมีการบริหารสต๊อก เบื้องต้นควรมีเชื้อเพลิงสำรอง 1 เดือน โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และ กฟผ. จะเริ่มนำร่องโรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐวิสาหกิจชุมชนโรงแรกขนาด 10 เมกะวัตต์ก่อน โดยได้ประสานกับกลุ่มเกษตรกรเพื่อเตรียมจัดส่งเชื้อเพลิงไว้แล้ว สำหรับไม้ที่จะมาเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลนั้น จากการศึกษาพบว่าไม้ที่เหมาะสม ได้แก่ กระถินยักษ์​ กระถินณรงค์​ กระถินเทพา ไม้สะแก สะแกนา รวมถึงไม้มะม่วง มะขาม ส่วนยูคาลิปตัส แม้จะเป็นวัตถุดิบที่ดีแต่อาจเกิดปัญหาการแย่งวัตถุดิบ ที่ปัจจุบันปลูกเพื่อนำไปทำกระดาษได้ นอกจากนี้มั่นใจว่ารูปแบบโรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐวิสาหกิจ เป็นรูปแบบใหม่ที่ช่วยให้เกิดความยั่งยืนในการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลได้ เนื่องจากเกษตรกรจะได้ทั้งความเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งและขายวัตถุดิบได้ด้วย โดยราคาไม้ท่อนสำหรับเป็นเชื้อเพลิงปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 600 บาทต่อตัน ส่วนไม้สับอยู่ที่ 900-1,300 บาทต่อตัน วิธีนี้น่าจะช่วยแก้ปัญหาการต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนลงไปได้ ซึ่งต่างจากรูปแบบปัจจุบันที่เอกชนเป็นเจ้าของเพียงคนเดียว และเกษตรกรก็เป็นเพียงผู้ขายวัตถุดิบให้เท่านั้น ที่มา :: http://energynewscenter.com/index.php/news/detail/922

อ่านต่อ...
Admin

นางเอมอร ชีพสุมล รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2560 ซึ่งมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ได้มีการอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 เพื่อนำไปใช้ดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน และศึกษาวิจัยพัฒนาด้านพลังงาน ช่วงเดือนต.ค. 2560 – ก.ย. 2561 วงเงินรวม 8,445 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP2015) และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP2015) ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานของประเทศได้ 8,435 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ในงบประมาณปี 2561 มีการสนับสนุนงานทั้งด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน โดยในส่วนของการอนุรักษ์พลังงาน มุ่งเป้าให้มีการลดใช้พลังงานในกลุ่มโรงงาน และอาคารควบคุมซึ่งมีการใช้พลังงานสูง จำนวนกว่า 7,000 แห่ง ซึ่งกำหนดให้มีการกำกับดูแลตามกฎหมาย นอกจากนี้ ได้ส่งเสริมให้มีการติดตั้งระบบควบคุมอัตโนมัติและระบบ Internet of Thing ร่วมกับอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน เพื่อรายงานผลออนไลน์กลับมายังส่วนกลาง พร้อมกันนี้ ที่ประชุมฯ ได้เร่งรัดการบังคับใช้มาตรฐานอาคารควบคุม (Energy Building Code : BEC) เพื่อให้อาคารใหม่ที่จะสร้างในอนาคต ปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด รวมทั้งจะมีการติดฉลากอาคารธุรกิจที่ใช้งานในปัจจุบันจำนวน 150 แห่ง และจัดทำฉลากมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานของบ้านอยู่อาศัย เพื่อเป็นข้อมูลในการเลือกอาคาร-บ้านประหยัดพลังงานให้แก่ประชาชนทั่วไป โดยจะมีการจัดตั้งศูนย์บริการที่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ในส่วนของฉลากอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน จะมีการติดฉลากรวม 16 รายการ เช่น เตาแก๊ส กระจก อุปกรณ์ความเร็วรอบมอเตอร์ สีทาบ้าน เป็นต้น พร้อมกับทบทวนมาตรฐานฉลากเก่าและศึกษามาตรฐานของอุปกรณ์ใหม่อีกด้วยส่วนมาตรการสนับสนุนการลงทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่สำคัญ ได้จัดทำโครงการสำหรับเปิดให้ผู้ประกอบการทั้งโรงงาน อาคารขนาดใหญ่ และ SMEs ได้ยื่นขอรับการสนับสนุนเงินลงทุนในการเปลี่ยนอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานความร้อนด้วยวิธีอุดหนุนผลประหยัด (DSM Bidding) การจัดการพลังงานในระบบอากาศอัดด้วยระบบควบคุมอัตโนมัติ เป็นต้น นอกจากนี้ในส่วนของโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มอาคารที่มีการใช้พลังงานสูงและทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ทางกองทุนฯ จึงได้จัดทำโครงการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงในโรงพยาบาลของรัฐ ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กด้วย นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนการอนุรักษ์พลังงานในภาคขนส่ง ในการพัฒนาหลักสูตรและฝึกอบรมผู้ขับขี่รถบรรทุกเพื่อการประหยัดพลังงาน ไม่น้อยกว่า 5,000 คน ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะสามารถลดการใช้เชื้อเพลิงในการขนส่งสินค้า และช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานของเจ้าของกิจการด้วย รวมถึงการสนับสนุนนโยบายประชารัฐ ในการสร้างต้นแบบเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) จำนวน 20 แห่ง โดยสนับสนุนผู้ประกอบอาชีพฟาร์มเลี้ยงสัตว์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยใช้เครื่องจักร วัสดุ อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน การใช้ระบบควบคุมอัตโนมัติ ร่วมกับการใช้พลังงานทดแทนอย่างเหมาะสม สำหรับด้านพลังงานทดแทน ที่ประชุมฯ ได้สนับสนุนให้มีการใช้พลังงานทดแทนผลิตไฟฟ้า สำหรับใช้ในพื้นที่ที่ต้องการความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึงพื้นที่ห่างไกล เช่น โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน พร้อมกันนี้ได้เตรียมสนับสนุนให้มีการนำเทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) มาใช้ในกลุ่มบ้านพักอาศัย อาคาร โรงงาน และหน่วยงานราชการ โดยตั้งเป้านำพลังงานทดแทนมาผลิตไฟฟ้าได้ไม่น้อยกว่า 7.7 เมกะวัตต์ทีมา :: http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/771991

อ่านต่อ...
Admin

       ทั้งนี้ ระบบบผลิตก๊าซชีวภาพ ถือเป็นระบบที่มีการนำใช้อย่างแพร่เผยหลาย เพื่อนำของน้ำเสียที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในรูปแบบของพลังงานทดแทน แทนการปล่อยทิ้งจนเกิดการเสียเปล่า หรือก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชนใกล้เคียง พร้อมทั้งยังเป็นแบบอย่างในการสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับชุมชนในการขับเคลื่อนให้มีการปลูกพืชพลังงานอย่างหญ้าเนเปียร์เพื่อนำมาใช้ควบคู่ในกระบวนการผลิตก๊าซชีวภาพ ซึ่งถือเป็นแบบอย่างของบริษัทเอกชนที่สามารถนำของเสียจากภาคอุตสาหกรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ จนสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนรอบด้านได้อย่างยั่งยืน

อ่านต่อ...