News
Admin

นางเอมอร ชีพสุมล รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2560 ซึ่งมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ได้มีการอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 เพื่อนำไปใช้ดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน และศึกษาวิจัยพัฒนาด้านพลังงาน ช่วงเดือนต.ค. 2560 – ก.ย. 2561 วงเงินรวม 8,445 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP2015) และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP2015) ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานของประเทศได้ 8,435 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ในงบประมาณปี 2561 มีการสนับสนุนงานทั้งด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน โดยในส่วนของการอนุรักษ์พลังงาน มุ่งเป้าให้มีการลดใช้พลังงานในกลุ่มโรงงาน และอาคารควบคุมซึ่งมีการใช้พลังงานสูง จำนวนกว่า 7,000 แห่ง ซึ่งกำหนดให้มีการกำกับดูแลตามกฎหมาย นอกจากนี้ ได้ส่งเสริมให้มีการติดตั้งระบบควบคุมอัตโนมัติและระบบ Internet of Thing ร่วมกับอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน เพื่อรายงานผลออนไลน์กลับมายังส่วนกลาง พร้อมกันนี้ ที่ประชุมฯ ได้เร่งรัดการบังคับใช้มาตรฐานอาคารควบคุม (Energy Building Code : BEC) เพื่อให้อาคารใหม่ที่จะสร้างในอนาคต ปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด รวมทั้งจะมีการติดฉลากอาคารธุรกิจที่ใช้งานในปัจจุบันจำนวน 150 แห่ง และจัดทำฉลากมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานของบ้านอยู่อาศัย เพื่อเป็นข้อมูลในการเลือกอาคาร-บ้านประหยัดพลังงานให้แก่ประชาชนทั่วไป โดยจะมีการจัดตั้งศูนย์บริการที่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ในส่วนของฉลากอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน จะมีการติดฉลากรวม 16 รายการ เช่น เตาแก๊ส กระจก อุปกรณ์ความเร็วรอบมอเตอร์ สีทาบ้าน เป็นต้น พร้อมกับทบทวนมาตรฐานฉลากเก่าและศึกษามาตรฐานของอุปกรณ์ใหม่อีกด้วยส่วนมาตรการสนับสนุนการลงทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่สำคัญ ได้จัดทำโครงการสำหรับเปิดให้ผู้ประกอบการทั้งโรงงาน อาคารขนาดใหญ่ และ SMEs ได้ยื่นขอรับการสนับสนุนเงินลงทุนในการเปลี่ยนอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานความร้อนด้วยวิธีอุดหนุนผลประหยัด (DSM Bidding) การจัดการพลังงานในระบบอากาศอัดด้วยระบบควบคุมอัตโนมัติ เป็นต้น นอกจากนี้ในส่วนของโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มอาคารที่มีการใช้พลังงานสูงและทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ทางกองทุนฯ จึงได้จัดทำโครงการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงในโรงพยาบาลของรัฐ ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กด้วย นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนการอนุรักษ์พลังงานในภาคขนส่ง ในการพัฒนาหลักสูตรและฝึกอบรมผู้ขับขี่รถบรรทุกเพื่อการประหยัดพลังงาน ไม่น้อยกว่า 5,000 คน ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะสามารถลดการใช้เชื้อเพลิงในการขนส่งสินค้า และช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานของเจ้าของกิจการด้วย รวมถึงการสนับสนุนนโยบายประชารัฐ ในการสร้างต้นแบบเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) จำนวน 20 แห่ง โดยสนับสนุนผู้ประกอบอาชีพฟาร์มเลี้ยงสัตว์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยใช้เครื่องจักร วัสดุ อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน การใช้ระบบควบคุมอัตโนมัติ ร่วมกับการใช้พลังงานทดแทนอย่างเหมาะสม สำหรับด้านพลังงานทดแทน ที่ประชุมฯ ได้สนับสนุนให้มีการใช้พลังงานทดแทนผลิตไฟฟ้า สำหรับใช้ในพื้นที่ที่ต้องการความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึงพื้นที่ห่างไกล เช่น โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน พร้อมกันนี้ได้เตรียมสนับสนุนให้มีการนำเทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) มาใช้ในกลุ่มบ้านพักอาศัย อาคาร โรงงาน และหน่วยงานราชการ โดยตั้งเป้านำพลังงานทดแทนมาผลิตไฟฟ้าได้ไม่น้อยกว่า 7.7 เมกะวัตต์ทีมา :: http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/771991

อ่านต่อ...
Admin

       ทั้งนี้ ระบบบผลิตก๊าซชีวภาพ ถือเป็นระบบที่มีการนำใช้อย่างแพร่เผยหลาย เพื่อนำของน้ำเสียที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในรูปแบบของพลังงานทดแทน แทนการปล่อยทิ้งจนเกิดการเสียเปล่า หรือก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชนใกล้เคียง พร้อมทั้งยังเป็นแบบอย่างในการสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับชุมชนในการขับเคลื่อนให้มีการปลูกพืชพลังงานอย่างหญ้าเนเปียร์เพื่อนำมาใช้ควบคู่ในกระบวนการผลิตก๊าซชีวภาพ ซึ่งถือเป็นแบบอย่างของบริษัทเอกชนที่สามารถนำของเสียจากภาคอุตสาหกรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ จนสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนรอบด้านได้อย่างยั่งยืน

อ่านต่อ...
Admin

      (2 สิงหาคม 2560) ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุม กบง. ซึ่งมี พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ว่า ที่ประชุม กบง. ได้พิจารณาโครงสร้างราคาขายปลีกก๊าซ LPG อ้างอิงสำหรับเดือนสิงหาคม 2560 โดยจากสถานการณ์ราคาก๊าซ LPG ตลาดโลก (CP) เดือนสิงหาคม 2560 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 85 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน มาอยู่ที่ระดับ 440 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน และอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยเดือนกรกฎาคม 2560 แข็งค่าขึ้นจากเดือนก่อน 0.2509 บาท/เหรียญสหรัฐฯ มาอยู่ที่ 33.9146 บาท/เหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคา ณ โรงกลั่นที่อ้างอิงราคานำเข้า (Import Parity) ซึ่งเป็นราคาซื้อตั้งต้นก๊าซ LPG ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.6352 บาท/กก. จาก 13.6229 บาท/กก. เป็น 16.2581 บาท/กก. ดังนั้น เพื่อไม่ให้การผันผวนของราคาก๊าซ LPG ในตลาดโลก และแนวทางการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซ LPG สามารถดำเนินต่อเนื่องโดยไม่ส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกก๊าซ LPG ในประเทศ ประกอบกับฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนของก๊าซ LPG ยังคงมีเสถียรภาพ ที่ประชุม กบง. จึงเห็นควรให้ใช้กลไกของกองทุนน้ำมันฯ ในการรักษาเสถียรภาพราคา เพื่อส่งสัญญาณให้ราคาขายปลีกก๊าซ LPG คงที่ อยู่ที่ 20.49 บาท/กก. โดยให้ปรับเพิ่มอัตราเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ 2.6352 บาท/กก. จากเดิมที่กองทุนน้ำมันฯ ชดเชยที่ 0.1207 บาท/กก. เป็นชดเชย 2.7559 บาท/กก. ซึ่งผลจากการปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ดังกล่าว ทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายจ่ายสุทธิอยู่ที่ 511 ล้านบาท/เดือน โดยฐานะสุทธิของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 อยู่ที่ 39,403 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีในส่วนของก๊าซ LPG อยู่ที่ 6,367 ล้านบาท และบัญชีในส่วนของน้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ 33,036 ล้านบาท      นอกจากนี้ ที่ประชุม กบง. ยังได้เห็นชอบปริมาณการรับซื้อไฟฟ้ารายภูมิภาคตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ FiT สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก แบบ SPP Hybrid Firm จากเป้าหมายการรับซื้อ 300 เมกะวัตต์ สรุปดังนี้ ภาคกลาง 20 เมกะวัตต์ กรุงเทพฯ และปริมณฑล 15 เมกะวัตต์ ภาคตะวันออก 20 เมกะวัตต์ ภาคใต้ 100 เมกะวัตต์ ภาคตะวันตก 20 เมกะวัตต์ ภาคเหนือ 65 เมกะวัตต์ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 60 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ หากปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าฯ ในภูมิภาคใดไม่ครบตามเป้า ให้ กกพ. สามารถนำส่วนที่เหลือไปเปิดรับซื้อในภูมิภาคอื่นได้ โดยให้คำนึงถึงราคารับซื้อไฟฟ้าที่ต่ำที่สุดและศักยภาพของสายส่ง (Grid Capacity) ที่รองรับได้เป็นสำคัญ และสำหรับการเปิดรับซื้อไฟฟ้าฯ โครงการ SPP Hybrid Firm ในครั้งนี้ จะยกเว้นการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชน แต่ให้สามารถใช้เชื้อเพลิง RDF เป็นเชื้อเพลิงร่วมได้      พร้อมกันนี้ เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับระยะเวลาในการดำเนินงานจริง เนื่องจากโครงการ SPP Hybrid Firm เข้าข่ายที่จะต้องจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการดำเนินการ ที่ประชุม กบง. จึงได้เห็นชอบให้ขยายระยะเวลากำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ของโครงการ SPP Hybrid Firm จากเดิมภายในปี 2563 เป็นภายในปี 2564 ทั้งนี้ ให้ใช้อัตรารับซื้อไฟฟ้ารูปแบบ FiT ตามที่ กพช. ได้เห็นชอบไว้ (17 ก.พ. 2560) โดยมอบหมายให้ กกพ. รับไปดำเนินการเปิดรับซื้อไฟฟ้าฯ ตามขั้นตอนต่อไป      ที่ประชุม กบง. รับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 (PDP 2015) ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2560 โดยพบว่า สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ค่อนข้างใกล้เคียงกับแผน โดยในส่วนของก๊าซธรรมชาติลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 61 ส่วนพลังงานหมุนเวียน อยู่ที่ร้อยละ 8 ซึ่งต่ำกว่าแผนเล็กน้อย ทั้งนี้ เนื่องจากปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตามเป้า ส่งผลทำให้การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน และซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน มีสัดส่วนสูงกว่าแผน และสำหรับปริมาณการผลิตไฟฟ้าจริงในระบบของ 3 การไฟฟ้า อยู่ที่ 81,867 GWh ซึ่งต่ำกว่าแผนประมาณร้อยละ 5 ทั้งนี้ เป็นผลมาจากสภาพอากาศที่มีฝนมากกว่าปกติ ทำให้ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงดังกล่าวไม่สูงมากนัก รวมทั้งมีสัญญาณที่ประชาชนเริ่มผลิตไฟเองใช้เองมากขึ้น      รวมทั้งรับทราบการได้รับมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2560 ในวันนี้ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันประเทศไทย มีกองทุนทั้งหมด 117 กองทุน โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติด 1 ใน 16 กองทุนที่ได้รับรางวัลในปีนี้ ประเภท รางวัลการพัฒนาดีเด่น เนื่องจากกองทุนน้ำมันฯ มีการดำเนินงานตามเป้าหมายเหนือกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ ผลปฏิบัติการ (เบิกจ่าย) ยอดเยี่ยม มีการพัฒนาด้านการสื่อสาร มีภาพลักษณ์ที่ดี เช่น การรายงานโครงสร้างราคาน้ำมัน และการโต้ตอบชี้แจงความเข้าใจผิดต่างๆ การพัฒนาคณะกรรมการของกองทุนน้ำมันฯ (คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง.) เช่น การจัดทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสถานการณ์น้ำมัน (ทีม Prism) รายงานสถานการณ์ตลาดน้ำมันในการประชุม กบง. ทุกครั้ง และการริเริ่มให้มีการประชุม กบง. นอกสถานที่ (ณ สถานที่ที่มีการจัดเก็บกองทุนฯ เช่น บริเวณคลังก๊าซ LPG เขาบ่อยา) รวมทั้งยังมีการพัฒนากฎหมายใหม่ (ร่าง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง) ให้มีความชัดเจนมากขึ้น

อ่านต่อ...
Admin

        ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เรียกร้องให้ มีการทบทวนการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการส่งออกก๊าซ LPG ที่เก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในอัตราคงที่ 20 เหรียญสหรัฐ/ตัน หรือประมาณ 0.70 บาท/กก. นั้น ทางกระทรวงพลังงาน โดย สนพ. ขอชี้แจงว่า เนื่องจากเป็นช่วงเริ่มต้นของการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซ LPG เพื่อส่งสัญญาณให้เกิดการแข่งขันในการจัดหาเพื่อผู้บริโภคในประเทศเป็นสำคัญ คือ ให้ผู้ผลิตก๊าซ LPG ในประเทศมุ่งเน้นแข่งขันด้านราคากับผู้นำเข้า และต้องการให้เกิดการสร้างตลาดค้าปลีกในประเทศ ที่มีคุณภาพการบริการที่ดีขึ้น คือ ให้ผู้ผลิตก๊าซ LPG ควรทำการตลาดแข่งกับผู้ค้ารายอื่นๆ อีกทั้งเพื่อไม่ให้เกิดภาวะการขาดแคลน จึงมีแนวความคิดที่จะเสนอให้มีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการส่งออกก๊าซ LPG ในอัตราประมาณ 20 เหรียญสหรัฐ/ตัน สำหรับกรณีที่ขอส่งออกโดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า อีกทั้ง สนพ. เชื่อว่าอัตราที่เสนอไว้นั้นไม่ได้เป็นอัตราที่สูงแต่อย่างใด         ทั้งนี้ การเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรการดังกล่าว เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเพื่อป้องกันการละเลยการทำตลาดในประเทศ และเพื่อป้องกันการผลิตก๊าซ LPG ที่มุ่งเน้นการส่งออกแต่เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะกรณีเป็นก๊าซ LPG ที่แจ้งต่อกรมธุรกิจพลังงานว่าจะขายในประเทศ แต่ต่อมาเปลี่ยนใจส่งออก         “หากกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันตั้งใจที่จะขายในประเทศอยู่แล้วก็ไม่น่าจะมีข้อกังวลเรื่องค่าธรรมเนียมการส่งออก อีกทั้งโรงกลั่นฯ เป็นกิจการขนาดใหญ่ซึ่งต้องมีแผนการบริหารจัดการสินค้าที่ชัดเจนอยู่แล้ว และหากแจ้งแผนดังกล่าวต่อกรมธุรกิจพลังงานไว้ให้เป็นที่แน่ชัด ก็ไม่น่าจะมีความเสี่ยงที่ต้องเสีย 20 เหรียญสหรัฐ/ตัน เพื่อการส่งออก” ดร.ทวารัฐ กล่าวในท้ายที่สุด

อ่านต่อ...
Admin

ส่องผลประกอบการผู้ค้ามาตรา 7 เฉพาะส่วนผู้ค้าก๊าซ LPG ช่วง 54-59 แบกขาดทุนสะสมอ่วม รับเปิดเสรีก๊าซเต็มรูปแบบ ดับบลิวพีฯ นำโด่งขาดทุนรวม 1.5 หมื่นล้าน ลุ้นรายเล็ก อูโน่แก๊ส, ทาคูนิ กรุ๊ป, ยูไนเต็ด แก๊ส, ไทยแก๊สประคองกิจการต่อ หวั่นซ้ำรอย พลังอัศวินฯ แจ้งยกเลิกการค้าก๊าซไปแล้วเงียบๆช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นไปแตะ 100 -150 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ตั้งแต่ปี 2551 ได้กลายเป็นยุคบูมของก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เพราะความต้องการใช้เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของภาคครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคขนส่ง เพราะราคาก๊าซ LPG ในขณะนั้นถูกกว่าราคาน้ำมัน ผู้ประกอบการหลายรายหันมาเป็นผู้ค้ามาตรา 7 เพื่อค้าส่ง-ค้าปลีกก๊าซ LPG ไปจนถึงรับติดตั้งถังก๊าซในรถยนต์ แต่ภายหลังจากที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกพลิกกลับมายืนราคาต่ำที่ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทำให้ผู้บริโภคหันกลับมาเติมน้ำมัน ความต้องการใช้ก๊าซ LPG ลดลงต่อเนื่อง ผู้ค้าก๊าซต้องงัดกลยุทธ์ดึงลูกค้า ยอมหั่นกำไรเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” สำรวจผลประกอบการผู้ค้ามาตรา 7 โดยเฉพาะในส่วนของผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ LPG ที่มีอยู่ในตลาดขณะนี้ประมาณ 21 ราย พบว่าในส่วนของผู้ค้าก๊าซรายกลาง-รายเล็ก ต้องประสบปัญหา “ขาดทุน” ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2554-2559 คือ 1) บริษัท ดับบลิว พี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) กับบริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด 2) บริษัท อูโน่ แก๊ส จำกัด 3) บริษัท ทาคูนิ กรุ๊ป จำกัด 4) บริษัท ยูไนเต็ด แก๊ส จำกัด และ 5) บริษัท ไทยแก๊ส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ทั้งนี้เมื่อสำรวจข้อมูลย้อนไปในปี 2559 พบว่าบริษัท พลังอัศวิน จำกัด ผู้ประกอบกิจการจำหน่ายปลีก ค้าส่งก๊าซ LPG ได้แจ้งยกเลิกการค้าไปแล้วเนื่องจากยอดขายลดลงต่อเนื่องโดยเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ค้าก๊าซรายเล็กต่างประสบปัญหาขาดทุน นอกจากจะมาจากยอดขายก๊าซที่ลดลงแล้วยังมาจากการพยายามดึงลูกค้าด้วยกลยุทธ์ “ลดราคา” เพื่อแข่งขันทั้งในระดับผู้ค้าก๊าซรายเล็กด้วยกันแล้ว และยังต้องแข่งขันกับผู้ค้าก๊าซ LPG รายใหญ่ที่บริหารต้นทุนได้ดีกว่าอย่างไรก็ตามยังมีผู้ค้าก๊าซ LPG บางรายที่ยังคงทำกำไรในธุรกิจนี้คือ บริษัท ยูนิคแก๊ส จำกัด (ซึ่งมีบริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ร้อยละ 99) นอกจากนี้คือบริษัท แสงทองอุตสาหกรรมถังแก๊ส จำกัด และบริษัท พีเอพี แก๊ส แอนด์ ออยล์ จำกัด นอกจากนี้ยังมีบริษัททาคูนิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่แม้จะไม่ได้ประสบปัญหาขาดทุนในช่วงที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ส่วนของธุรกิจขายก๊าซลดลงถึงร้อยละ 18ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังผู้ค้าก๊าซ LPG หลายราย ซึ่งระบุว่าจากความต้องการใช้ก๊าซ LPG ในภาคขนส่งไม่มีการขยายตัว ทำให้ผู้ค้าก๊าซบางรายมองความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาทำตลาดก๊าซหุงต้มแต่ตลาดนี้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ครองส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดถึงร้อยละ 48 รองลงมาคือ บริษัท สยามแก๊สฯ และยูนิคแก๊สที่มีส่วนแบ่งอยู่ที่ร้อยละ 29.2 และส่วนที่เหลือร้อยละ 1.4 นั้น เป็นยอดขายรวมกันของผู้ค้ารายเล็ก เช่น บริษัท ออร์คิด แก๊ส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท พี เอ พี แก๊ส แอนด์ ออยล์ จำกัด และบริษัท เอ็นเอสแก๊ส แอลพีจี จำกัด ฉะนั้นการเข้ามาทำการตลาดก๊าซหุงต้มจึงค่อนข้างยาก และมีโอกาสที่ผู้ค้ามาตรา 7 รายอื่นอาจะหยุดทำตลาดค้าก๊าซสอดคล้องกับความเห็นของนางจิณตนา กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามแก๊สฯ กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดก๊าซหุงต้มมีผู้ค้าก๊าซรายใหญ่ทำตลาดอยู่แล้ว ซึ่งในกรณีที่ผู้ค้าก๊าซรายใหม่จะเข้ามาทำตลาดนั้น ถือว่า “ยากมาก” เพราะต้องวางรากฐานลงทุนใน 2 ส่วนสำคัญ คือ จะต้องมีโรงบรรจุก๊าซและถังบรรจุก๊าซ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ยกตัวอย่างปัจจุบันสยามแก๊สฯ มีถังก๊าซในระบบรวมทั้งสิ้น 15 ล้านใบ ราคาอยู่ที่ 1,500 บาท/ใบ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นถึง 25,500 ล้านบาท ถือเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูงและไม่สามารถลงทุนเพื่อเข้ามาทำตลาดในช่วงสั้น ๆ ได้แน่นอน“ตลาดก๊าซหุงต้มที่ผ่านมาไม่ได้มีการแข่งขันที่หวือหวา เพราะแต่ละผู้ค้าก็มีลูกค้าเป็นของตัวเองอยู่แล้ว แม้ว่าการแข่งขันจะสูงมากขึ้น แต่สยามแก๊สฯมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะไม่ขายตัดราคาแน่นอน เพราะถ้าทำก็คงไม่ต่างกับตลาดภาคขนส่งที่เรียกได้ว่าทำการตลาดแบบพากันไปตาย”สำหรับราคาก๊าซในตลาดโลกขณะนี้ถือว่าอยู่ในช่วงขาลงอยู่ที่ระดับไม่เกิน 330 เหรียญสหรัฐ/ตัน ถือเป็นช่วงเหมาะสมสำหรับการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซราคา LPG ยังไม่ขยับราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลวหรือ LPG ในตลาดโลกล่าสุดเดือนสิงหาคม ยังยืนราคาที่320-330 เหรียญสหรัฐ/ตัน ทำให้ราคาขายปลีกในประเทศยังไม่มีการปรับขึ้นภายหลังจากที่ภาครัฐประกาศเปิดเสรีธุรกิจก๊าซเต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการโดยนายชิษณุพงศ์ งามรุ่งโรจน์เจริญ นายกสมาคมผู้ค้าก๊าซ LPG ระบุว่า ราคาก๊าซที่ยืนระดับต่ำ ส่งผลให้ผู้ค้าก๊าซยังไม่มีการปรับราคาจำหน่ายสำหรับเดือนสิงหาคมแน่นอน โดยราคาหน้าสถานีบริการจะอยู่ที่ 12.90 บาท/ลิตร(หรือ 20.49 บาท/กิโลกรัม) ส่วนในบางพื้นที่การแข่งขันรุนแรงอาจจะมีการปรับลดราคา พร้อมทั้งโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม โดยเฉลี่ยผู้ค้าก๊าซ LPG จะมีกำไร (MarketingMargin) อยู่ที่ 1-2 บาท/ลิตรอย่างไรก็ตามผู้ค้าก๊าซสนับสนุนให้ภาครัฐเปิดเสรีธุรกิจก๊าซอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อให้ราคาสะท้อนราคาตลาดโลกทั้งนี้คาดว่าภายหลังจากเปิดเสรีแล้ว ผู้ค้ารายเล็กในตลาดอาจจะหายไปจากตลาดส่วนหนึ่งเพราะการแข่งขันที่สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคขนส่ง

อ่านต่อ...
Admin

สปท.ทิ้งทวนนโยบายปฏิรูปประเทศด้านพลังงานฝาก “อนันตพร” สานต่อ17 เรื่อง เน้นรัฐต้องสำรองนํ้ามันดิบ 30 วัน ใช้งบประมาณ8 หมื่นล้านบาท พร้อมจี้ให้ตรวจสอบแหล่งที่มาเงินอุดหนุนเอ็นจีโอ ขัดขวางการพัฒนาด้านพลังงานนายคุรุจิต นาครทรรพประธานกรรมาธิการขับการเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เปิดเผยว่า สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ(สปท.)ได้เข้าพบพล.อ.อนันตพรกาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก่อนหมดวาระวันที่ 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เพื่อเสนอรายงานของคณะกรรมาธิ การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน 17เรื่อง ให้ทางรัฐบาลสานต่อโดยเฉพาะเรื่องผลการศึกษาการสำรองนํ้ามันเชื้อเพลิงในส่วนของภาครัฐพบว่าปริมาณสำรองที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 30 วัน ซึ่งเพียงพอต่อความมั่นคงด้านพลังงาน จากแผนเดิมที่ทางกระทรวงพลังงานเคยศึกษาไว้ถึง 90 วันทั้งนี้ เนื่องจากการสำรองนํ้ามันดิบภาครัฐดังกล่าวเมื่อบวก กับปริมาณสำรองตามกฎหมายของภาคเอกชนอยู่ที่25 วัน แบ่งเป็นปริมาณสำรองนํ้ามันดิบ 6% และสำรองนํ้ามันสำเร็จรูป 1% รวมแล้วจะอยู่ที่55 วัน และแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นผู้นำเข้านํ้ามันจำนวนมาก แต่ก็ไม่จำเป็นต้องมีการสำรองนํ้ามันมากถึง 90 วันเนื่องจากนํ้ามันดิบในปัจจุบันสามารถนำเข้าจากหลายแหล่งไม่เพียงแต่ตะวันออกกลางเท่านั้น ประกอบกับราคานํ้ามันดิบในตลาดโลกยังอยู่ในระดับตํ่าอีกทั้งงบประมาณที่นำมาใช้ลงทุนสำรองนํ้ามันเพียง8 หมื่นล้านบาท (อ้างอิงราคานํ้ามันดิบที่ 75 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล) แต่การดำเนินการไม่จำเป็นต้องทำทีเดียวทั้งหมดอาจดำเนินการเป็นระยะ ซึ่งระยะแรกจะอยู่ที่ 7.5 วัน ใช้เงินลงทุน 2.2 หมื่นล้านบาท, ระยะที่สอง 7.5 วัน และระยะที่สาม15 วัน เพื่อกระจายการลงทุนรวมถึงมีเวลาในการหาพื้นที่การสร้าง/เช่าคลัง ส่วนเงินลงทุนในส่วนนี้จะมาจากงบประมาณ เงินกู้ หรือพันธบัตรนอกจากนี้ สปท.ยังได้เสนอให้มีการตรวจสอบแหล่งเงินทุนของกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ซึ่งเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์พลังงานชาติ ที่ต้องการให้เอ็นจีโอ มีธรรมาภิบาลเปิดเผยข้อมูลด้านแหล่งเงินทุน วัตถุประสงค์การดำเนินงาน ผลงานที่ผ่านมา รวมถึงควรยกเลิกวีซ่าเข้าเมือง หากพิสูจน์ได้ว่ามีการเคลื่อนไหวหรือดำเนินกิจการที่ผิดกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศซึ่งเอ็นจีโอควรต้องมีความโปร่งใสเช่นเดียวกับภาครัฐที่มีการตรวจสอบมากมายจากหลายองค์กรโดยพบว่าเอ็นจีโอบางกลุ่มมีการดำเนินงานเกินขอบเขตวุ่นวายและก่อให้เกิดปัญหาต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ อาทิ การรับฟังความเห็นโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา รวมถึงการเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุเป็นต้น ดังนั้น สปท.จึงไปศึกษาข้อมูลหลายด้านรวมถึงข้อมูลจากต่างประเทศแล้ว เพื่อให้เอ็นจีโอมีความโปร่งใส จึงต้องมีการเปิดเผยแหล่งที่มาของเงินทุน วัตถุประสงค์การดำเนินงานนายคุรุจิต กล่าวอีกว่านอกจากนี้ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ในกระบวนการรับฟังความเห็น โดยต้องให้สัดส่วนประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมรับฟังความเห็นมากกว่าคนนอกพื้นที่โดยควรมีสัดส่วนคนในพื้นที่ถึง 70% ที่เหลือ 10% เป็นตัวแทนจากหน่วยงานรัฐ อีก10% เป็นผู้ประกอบการหรือเจ้าของโครงการ และ 10% เป็นนักวิชาการ บุคคลภายนอกเป็นต้น อาจช่วยแก้ปัญหาการล้มเวทีประชาพิจารณ์เหมือนที่เคยเกิดขึ้นได้สำหรับประเด็นการเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมรอบ21 ซึ่งล่าช้ามา 5 ปี ไม่ว่าจะเป็นระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต(พีเอสซี) และระบบจ้างผลิต(เอสซี) ก็ต้องดูความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ เมื่อกฎหมายออกมาแล้วก็ควรปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังนั้นไม่ว่าจะใช้ระบบใดก็ต้องยอมรับ ซึ่งไม่ควรดูเพียงรายได้เท่านั้นแต่ต้องดูถึงการผลิตพลังงานที่ต่อเนื่องด้วย เพราะกำลังการผลิตในอ่าวไทยที่ลดลงย่อมต้องพึ่งพาการนำเข้านํ้ามัน แอลพีจี แอลเอ็นจี และถ่านหิน เพิ่มขึ้นนายคุรุจิต กล่าวเพิ่มเติมว่ารายงานของ สปท. จำนวน11 เรื่อง และของวิป สปท.อีก6 เรื่อง ซึ่งมีบางเรื่องที่กระทรวงพลังงานเห็นชอบและดำเนินการไปบ้างแล้ว อาทิ พ.ร.บ.กองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิง, การอนุรักษ์พลังงานโดยใช้ข้อบัญญัติเกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงาน(Building Energy Code : BEC)เป็นต้น อย่างไรก็ตามการศึกษาปฏิรูปประเทศด้านพลังงานยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องการให้กระทรวงพลังงานสานต่อ โดยสปท.สิ้นสุดวาระตั้งแต่วันที่ 31กรกฎาคม 2560

อ่านต่อ...