News
Admin

รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงานกำลังเร่งผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา หลังจากโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศเกิดความล่าช้า ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลาล่าสุดกระทรวงฯ ได้ผลักดันให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เร่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพื่อเจรจารับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเกาะกง โดยตั้งเป้าให้เจรจาเสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงานจะเกษียณอายุราชการสำหรับความคืบหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเกาะกง ในเบื้องต้นมีผู้เสนอตัวอยู่ 2 รายคือ 1.บริษัท เกาะกง ยูทีลิตี้ จำกัด ที่มีบริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และ2.บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่า บริษัทเอกชนที่จะเข้าวินในโครงการนี้คือ บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น ส่วนบริษัท สามารถฯเข้ามาเป็นเพียงคู่เทียบเท่านั้นโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเกาะกง มีขนาดกำลังการผลิต 2,400 เมกะวัตต์ ต้องใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท กำหนดจ่ายไฟฟ้าปี 2566-2567 ทั้งนี้จะต้องมีการลงทุนก่อสร้างสายส่งจากเกาะกง มายังชายแดนไทยฝั่งจังหวัดสุรินทร์ ระยะทาง 400 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุนเพิ่มอีก 70,000 ล้านบาท ซึ่งในอนาคตจะทำให้คนไทยต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงอย่างแน่นอน

อ่านต่อ...
Admin

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าวว่าสำนักงาน กกพ.อาจจะมีการพิจารณาทบทวนอัตราค่าบริการไฟฟ้า อันเนื่องมาจากพฤติกรรมของการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เปลี่ยนไป โดยมีการพึ่งพากระแสไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากขึ้นในช่วงเวลากลางวัน และพึ่งพากระแสไฟฟ้าจากกระบวนการผลิตหลักในระบบในช่วงเวลากลางคืน นอกจากนี้ นโยบายการส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทน โดยการให้ภาคครัวเรือน องค์กรธุรกิจ และโรงงานอุตสาหกรรม ได้มีการขยายการลงทุนระบบการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) และอาจส่งผลให้ผู้ผลิตไฟฟ้าที่รับใบอนุญาตมีรายได้ลดลง และเป็นต้นเหตุของการกำหนดอัตราสำรองไฟฟ้า (Back Up Rate) โดยขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริง และแนวทางในการดำเนินการให้เกิดความชัดเจนดังต่อไปนี้ 1. แนวทางปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ โดยจะเรียกเก็บค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ที่ใช้ไฟเวลากลางคืน เพื่อให้สะท้อนต้นทุนและปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น ขอชี้แจงว่า “จากข้อสังเกตพฤติกรรมความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนไป อันเนื่องมาจากนโยบายการส่งเสริมการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่น การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้รับความนิยมกันอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ผลที่เกิดขึ้นอาจมีผลทำให้แนวโน้มที่ช่วงเวลาการใช้ไฟฟ้าสูง (Peak) ที่มีการคำนวณอัตราค่าไฟฟ้าสูงสุดจากเดิม เปลี่ยนจากช่วงเวลากลางวันมาเป็นช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำนักงาน กกพ.จะต้องมีการติดตาม ศึกษา วิเคราะห์ ผลที่เกิดขึ้น และนำไปเป็นปัจจัยหนึ่งในหลายๆ ปัจจัยเพื่อปรับปรุงโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐาน ซึ่งขณะนี้ตรงกับช่วงเวลาที่สำนักงาน กกพ.กำลังอยู่ระหว่างการทบทวนตามกำหนด โดยปกติจะมีการทบทวนเป็นประจำทุกๆ 3-5 ปี ทั้งนี้ สำนักงาน กกพ.ยังยืนยันว่าการคำนวณอัตราค่าไฟฟ้าในช่วงเวลา Peak ณ ปัจจุบันยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากกำหนดเวลาเดิม คือ 09.00-22.00 น.ของวันธรรมดา” 2. การจัดเก็บอัตราค่าไฟฟ้าสำรอง (Back Up Rate) จากการติดตั้งและการขยายการลงทุนระบบการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) จนเป็นที่มาของคำว่า “การเก็บภาษีแดด” สำนักงาน กกพ.อยู่ระหว่างการศึกษาในเรื่องดังกล่าว ซึ่งขอยืนยันว่าจะยึดหลักการพิจารณากรณีดังกล่าวเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในภาคพลังงาน โดยคำนึงถึงความความสมดุล และผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้พลังงานรายย่อยเป็นหลัก 3. กรณีการประกาศปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) 2 งวดติดกัน และส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในการพิจารณาของ กกพ.เอง ได้คำนึงถึงปัจจัยหลักที่สำคัญคือ การบริหารจัดการให้เกิดความราบรื่นในการปรับตัว ทั้งในส่วนของประชาชนผู้ใช้พลังงาน และไม่กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 ยังไม่มีการขึ้นค่าไฟฟ้า (รวมการปรับลดตั้งแต่มกราคม 2558-เมษายน 2560 เท่ากับ -0.5668 บาท/หน่วย) ถึงแม้จะมีการพิจารณาปรับขึ้นค่าเอฟที 2 งวดติดต่อกัน แต่ค่าเอฟทีงวดล่าสุดเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2560 ยังคงติดลบ คือ -15.90 สตางค์ต่อหน่วย นอกจากนี้ กกพ.จะยังคงยึดนโยบายการพิจารณาการปรับเพิ่มหรือลดค่าเอฟที โดยดูแลให้เกิดความสมดุลในภาคพลังงาน ทั้งในส่วนของผู้ใช้พลังงาน และผู้ผลิตพลังงาน ด้วยความราบรื่น และไม่มีนโยบายที่จะอุดหนุน และสร้างความบิดเบือนให้เกิดแก่อัตราค่าบริการไฟฟ้า แต่จะมุ่งเน้นให้เกิดการปรับตัวได้อย่างราบรื่น “อย่างไรก็ตาม กระบวนการรับฟังความคิดเห็นเป็นกลไก และเครื่องมือหลักของ กกพ.ในการกำกับดูแลภาคพลังงานของประเทศ ที่สำนักงาน กกพ.ยินดีและเปิดกว้างในการรับฟังความคิดเห็น และพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ เพื่อมุ่งสู่การกำกับดูแลให้เกิดความสมดุล และเป็นธรรมในภาคพลังงาน โดยยึดผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก” นายวีระพลกล่าวย้ำ

อ่านต่อ...
Admin

นายกสมาคมผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว มั่นใจ ที่ประชุม กบง. วันนี้ ยังคงตรึงราคาขายปลีกแอลพีจีไว้ที่ 20.49 บาทต่อกิโลกรัมอีก 1 เดือน เพื่อลดแรงต่อต้านจากประชาชนหลังลอยตัวเสรี ขณะที่ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ระบุหากไม่ตรึงราคา จะทำให้ราคาก๊าซหุงตุ้มถัง15 กิโลกรัมสูงขึ้น 30 บาทนายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ประเมินราคาแอลพีจีในตลาดโลกเดือนสิงหาคมนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ตันละ 440 ดอลลาร์สหรัฐ สูงขึ้นจากเดือนกรกฎาคม ที่มีราคาตันละ 355 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการนำเข้าแอลพีจีสูงขึ้นกิโลกรัมละ 2 บาท หากรัฐบาลไม่มีการอุดหนุนจะทำให้ราคาแอลพีจีในประเทศสูงขึ้นนายชิษณุพงศ์ รุ่งโรจน์งามเจริญ นายกสมาคมผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว มั่นใจว่า หากราคาก๊าซแอลพีจีตลาดโลกที่นำมาคำนวณราคาขายปลีกหลังเปิดลอยตัวเพิ่มขึ้น เชื่อว่า ที่ประชุม กบง. จะยังมีมติให้คงราคาขายปลีกแอลพีจีไว้ที่ 20.49 บาทต่อกิโลกรัมในเดือนสิงหาคมต่ออีกไป 1 เดือน เพื่อไม่ให้ถูกต่อต้านจากประชาชนในช่วงเริ่มต้นแผนลอยตัวราคาก๊าซโดยราคาที่ กบง. ประกาศจะเป็นราคาอ้างอิงสำหรับผู้ค้าก๊าซ หากรายใดขึ้นราคาสูงจากราคาอ้างอิงก็จะขายไม่ได้เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีจำนวนรายมากขึ้นทำให้เกิดการแข่งขันและเกิดประ โยชน์กับผู้บริโภค แต่กังวลแนวโน้มของราคาก๊าซแอลพีจีตลาดโลกในช่วงปลายปีจะพุ่งขึ้นสูงมาก เนื่องจากเป็นช่วงฤดูหนาวทำให้ความต้องการพลังงานสูงขึ้นราคาน้ำมันดิบเบาที่ตลาดไนเม็กซ์ ของสหรัฐปรับขึ้น 46 เซนต์ ไปปิดที่ 50.17 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรลล์ ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 เดือน นับตั้งแต่วันที 24 พฤษภาคมที่ราคาทะลุแนวต้านที่ 50 ดอลลาร์ได้สำเร็จการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันในครั้งนี้ เป็นผลมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะต่อกรณีที่สหรัฐได้ขู่ที่จะเปิดฉากใช้มาตรการคว่ำบาตรอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซูเอลา เพื่อตอบโต้การจัดการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติของประธานาธิบดี นิโคลาส์ มาดูโร แห่งเวเนซูเอลา ที่ปูทางสู่การเพิ่มอำนาจให้กับตัวเองมากขึ้นด้วยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าหากสหรัฐใช้มาตรการคว่ำบาตรจริงก็จะทำให้เกิดแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซูเอลาอย่างมากนอกจากนั้น กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออก หรือโอเปก ยังเตรียมเปิดการหารือในสัปดาห์หน้าต่อมติการลดกำลังการผลิต ซึ่งมีทั้งซาอุดิอาราเบีย และมหาอำนาจผู้ส่งออกน้ำมันนอกกลุ่มโอเปกอย่างรัสเซียเข้าร่วมด้วย ขณะที่ ทางด้าน ผู้ผลิตน้ำมันจากแหล่งเชลล์ออยล์ หลายแหล่งก็เริ่มที่จะชะลอแผนการลงทุนเพิ่ม จึงทำให้ราคาน้ำมันเริ่มที่จะปรับขึ้นมาในรอบเดือน โดยในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมานี้ ราคาน้ำมันปรับขึ้นมาแล้วราว 8.29%

อ่านต่อ...
Admin

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้รับทราบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอให้โยกมาตรการค่าไฟฟ้าฟรี ซึ่งเป็นครัวเรือนที่ใช้ต่ำกว่า 50 หน่วยต่อเดือน วงเงินเดือนละ 200 บาทต่อคน และโครงการบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือน วงเงิน 45 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน ที่มีผู้อยู่ภายใต้ระบบ 7 ล้านคน ไปอยู่ภายใต้แนวทางการให้สวัสดิการแห่งรัฐผ่านบัตรสวัสดิการ ของกระทรวงการคลัง ที่จะเริ่มวันที่ 1 ต.ค.นี้แทน โดยต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กระทรวงการคลังกำหนด ซึ่งได้ขยายฐานผู้มีรายได้น้อย 14 ล้านคน“ระบบใหม่นี้เป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยโดยตรง ช่วยบรรเทาค่าครองชีพได้ดีกว่าระบบเดิม ที่พลังงานดำเนินการอยู่ ขณะเดียวกัน จะทบทวนการช่วยเหลือค่าแอลพีจีกับกลุ่มหาบเร่แผงลอย ที่มาลงทะเบียนไว้ 380,000 คน แต่ใช้จริง 120,000 คน เพราะช่วยเหลือไม่ตรงจุด และไม่ได้ทำให้ราคาอาหารลดลง อีกทั้งไม่รู้ด้วยว่า หาบเร่แผงลอยไหนที่ได้รับการช่วยเหลือ แต่จะยกเลิกไปเลยหรือไม่ ขอนำไปพิจารณาก่อน ที่ผ่านมาได้นำเงินจากกองทุนน้ำมันไปช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ที่ใช้แอลพีจี เดือนละ 1.1 ล้านบาท และช่วยหาบเร่แผงลอยเดือนละ 27 ล้านบาท ส่วนการช่วยเหลือของกระทรวงการคลังในช่วงต่อไปจะใช้เงินจากงบประมาณของประเทศแทน”ด้านนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กพช. เห็นชอบแนวทางการแข่งขันธุรกิจก๊าซธรรมชาติ โดยให้ทำโครงการนำร่องเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดการแข่งขันเสรีอย่างเต็มรูปแบบ จึงมอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) รายใหม่จากเดิมบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จัดหารายเดียว ในปริมาณไม่เกิน 1.5 ล้านตันต่อปี และเริ่มจัดหาภายในปี 2561 โดยใช้หลักเกณฑ์การนำเข้าเช่นเดียวกับ ปตท. นอกจากนี้ ได้เห็นชอบแนวทางการเปิดเสรีธุรกิจแอลพีจีเต็มรูปแบบ โดยให้ยกเลิกการกำหนดราคาโรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมัน และโรงอะโรเมติก รวมทั้งยกเลิกการประกาศราคาขายส่ง ณ คลังแอลพีจีเพื่อให้ตลาดแอลพีจีแข่งขันอย่างสมบูรณ์ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค.นี้ เป็นต้นไป.

อ่านต่อ...
Admin

กระทรวงพลังงาน วางแผนรับมือ 2 แหล่งก๊าซฯใหญ่ปิดซ่อม เผยก๊าซฯเมียนมา หยุด 9 วัน ก๊าซฯหาย 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน กระทบไฟฟ้า 9,000 เมกะวัตต์ ระบุ 4 โรงไฟฟ้าเปลี่ยนใช้เชื้อเพลิงอื่นไม่ได้ ขาดไฟฟ้า 3,000 เมกะวัตต์ เร่งสำรองน้ำมันดีเซล น้ำมันเตาทดแทน ขณะแหล่ง JDA ปิด 7 วัน ขาดไฟฟ้า 415 เมกะวัตต์ เล็งดึงจากภาคกลางไปเสริมแทน วอนประชาชนร่วมประหยัดไฟฟ้าช่วงวิกฤตินายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ที่มีพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ได้รับทราบแผนการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ ปี 2560 และมาตรการรองรับผลกระทบด้านไฟฟ้า โดยแผนหยุดจ่ายก๊าซฯที่มีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากมี 2 ครั้ง ได้แก่ 1.การหยุดจ่ายของแหล่งยาดานา ในอ่าวเมาะตะมะ ของเมียนมา 9 วัน ระหว่างวันที่ 25 มี.ค.-2 เม.ย. 2560 และ 2. การหยุดจ่ายก๊าซฯแหล่งพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA ) บล็อก A18 จำนวน 7 วัน ระหว่างวันที่ 31 ส.ค. -6 ก.ย. 2560โดยการหยุดจ่ายก๊าซฯแหล่งยาดานา จะมีผลทางเทคนิคให้ก๊าซฯจากแหล่งเยตากุลและซอติก้า ของเมียนมาต้องหยุดผลิตด้วย ทำให้ก๊าซฯหายไปจากระบบในประเทศไทย 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน กระทบกับการผลิตไฟฟ้าถึง 9,000 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ยืนยันว่าสามารถบริหารจัดการดูแลไฟฟ้าไว้ได้ประมาณ 6,000 เมกะวัตต์ส่วนที่ขาดอีก 3,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นผลมาจากโรงไฟฟ้า 4 โรงไม่สามารถปรับเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงอื่นได้ จะมีแนวทางแก้ไขปัญหาโดยการสำรองน้ำมันเตาไว้ 91.7 ล้านลิตร และน้ำมันดีเซล 16 ล้านลิตร ให้กับโรงไฟฟ้าที่สามารถเปลี่ยนเชื้อเพลิงได้หันมาใช้น้ำมันเตาและดีเซลแทน ได้แก่ โรงไฟฟ้าราชบุรี จะมีการสำรองน้ำมันเตาไว้ 55.7 ล้านลิตร โรงไฟฟ้าบางปะกง สำรองน้ำมันเตา 35.9 ล้านลิตร ส่วนโรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ สำรองน้ำมันดีเซลไว้ 8.2 ล้านลิตร และโรงไฟฟ้าราชบุรี สำรองน้ำมันดีเซลไว้ 8 ล้านลิตรพร้อมกันนี้สั่งให้โรงไฟฟ้าพระนครเหนือชุดที่ 1 สลับไปใช้ก๊าซฯ จากฝั่งอ่าวไทยแทนการใช้ก๊าซฯ จากเมียนมา รวมทั้งสั่งให้โรงไฟฟ้าอื่นๆ เลื่อนการซ่อมบำรุงเพื่อไม่ให้ตรงกับช่วงปิดซ่อมแหล่งก๊าซฯของเมียนมา และ กฟผ.ตรวจสายส่งและอุปกรณ์ไฟฟ้าให้มีความพร้อมใช้เสมอพร้อมทั้งประสานกับการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) เร่งซ่อมสายส่งให้เสร็จก่อนช่วงหยุดซ่อมของแหล่งยาดานาด้วย ขณะเดียวกันทำการรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันประหยัดไฟฟ้า และให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)นำมาตรการส่งเสริมการลดใช้ไฟฟ้าแบบให้ผลตอบแทน(DR)มาใช้นายทวารัฐ กล่าวว่า สำหรับการปิดซ่อมแหล่งก๊าซฯ JDA นั้น เบื้องต้นจะมีผลกระทบต่อโรงไฟฟ้าภาคใต้ โดยเฉพาะ โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมจะนะ โดยความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ไฟฟ้าภาคใต้น่าจะอยู่ระดับ 2,657 เมกะวัตต์ ขณะที่กำลังผลิตอยู่ที่ 2,242 เมกะวัตต์ ซึ่งยังขาดไฟฟ้าอยู่อีก 415 เมกะวัตต์ โดยแนวทางแก้ไขคือ ให้เตรียมระบบการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปภาคใต้ในระดับสูงสุด 550 เมกะวัตต์ให้พร้อม รวมทั้งเตรียมสำรองน้ำมันเตาให้โรงไฟฟ้ากระบี่ 6 ล้านลิตร และน้ำมันดีเซลให้โรงไฟฟ้าจะนะหน่วยที่ 1 จำนวน 15.6 ล้านลิตร และโรงไฟฟ้าสุราษฏร์ธานี 4.7 ล้านลิตร พร้อมทั้งเลื่อนการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าอื่นๆไม่ให้ตรงกับช่วงที่ JDA ปิดซ่อม และนำมาตรการ DR มาใช้ ส่วนการซื้อไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซียจะเป็นทางเลือกสุดท้าย  สำหรับกำลังการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ 2,242 เมกะวัตต์ จะมาจากเขื่อนรัชประภา 240 เมกะวัตต์ เขื่อนบางลาง 73 เมกะวัตต์ การผลิตไฟฟ้าชีวมวลจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก(SPP) 29 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าขนอม 930 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้ากระบี่ที่ใช้น้ำมันเตา 315 เมกะวัตต์ และดรงไฟฟ้าจะนะที่เปลี่ยนมาใช้ดีเซล 655 เมกะวัตต์ 

อ่านต่อ...