News
Admin

กบง. ยืนยันเดินหน้านโยบายเปิดเสรีก๊าซ LPG มอบ สนพ. ประกาศโครงสร้างราคาขายปลีกก๊าซ LPG อ้างอิงสำหรับเดือนสิงหาคม 2560 เท่าเดิม และยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2560 ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุม กบง. ซึ่งมี พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ว่า ที่ประชุม กบง. ได้พิจารณาโครงสร้างราคาขายปลีกก๊าซ LPG อ้างอิงสำหรับเดือนสิงหาคม 2560 โดยจากสถานการณ์ราคาก๊าซ LPG ตลาดโลก (CP) เดือนสิงหาคม 2560 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 85 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน มาอยู่ที่ระดับ 440 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน และอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยเดือนกรกฎาคม 2560 แข็งค่าขึ้นจากเดือนก่อน 0.2509 บาท/เหรียญสหรัฐฯ มาอยู่ที่ 33.9146 บาท/เหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคา ณ โรงกลั่นที่อ้างอิงราคานำเข้า (Import Parity) ซึ่งเป็นราคาซื้อตั้งต้นก๊าซ LPG ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.6352 บาท/กก. จาก 13.6229 บาท/กก. เป็น 16.2581 บาท/กก.ดังนั้น เพื่อไม่ให้การผันผวนของราคาก๊าซ LPG ในตลาดโลก และแนวทางการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซ LPG สามารถดำเนินต่อเนื่องโดยไม่ส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกก๊าซ LPG ในประเทศ ประกอบกับฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนของก๊าซ LPG ยังคงมีเสถียรภาพ ที่ประชุม กบง. จึงเห็นควรให้ใช้กลไกของกองทุนน้ำมันฯ ในการรักษาเสถียรภาพราคา เพื่อส่งสัญญาณให้ราคาขายปลีกก๊าซ LPG คงที่ อยู่ที่ 20.49 บาท/กก. โดยให้ปรับเพิ่มอัตราเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ 2.6352 บาท/กก. จากเดิมที่กองทุนน้ำมันฯ ชดเชยที่ 0.1207 บาท/กก. เป็นชดเชย 2.7559 บาท/กก. ซึ่งผลจากการปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ดังกล่าว ทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายจ่ายสุทธิอยู่ที่ 511 ล้านบาท/เดือน โดยฐานะสุทธิของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 อยู่ที่ 39,403 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีในส่วนของก๊าซ LPG อยู่ที่ 6,367 ล้านบาท และบัญชีในส่วนของน้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ 33,036 ล้านบาทนอกจากนี้ ที่ประชุม กบง. ยังได้เห็นชอบปริมาณการรับซื้อไฟฟ้ารายภูมิภาคตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ FiT สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก แบบ SPP Hybrid Firm จากเป้าหมายการรับซื้อ 300 เมกะวัตต์ สรุปดังนี้ ภาคกลาง 20 เมกะวัตต์ กรุงเทพฯ และปริมณฑล 15 เมกะวัตต์ ภาคตะวันออก 20 เมกะวัตต์ ภาคใต้ 100 เมกะวัตต์ ภาคตะวันตก 20 เมกะวัตต์ ภาคเหนือ 65 เมกะวัตต์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 60 เมกะวัตต์ รวม 300 เมกะวัตต์ทั้งนี้ หากปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าฯ ในภูมิภาคใดไม่ครบตามเป้า ให้ กกพ. สามารถนำส่วนที่เหลือไปเปิดรับซื้อในภูมิภาคอื่นได้ โดยให้คำนึงถึงราคารับซื้อไฟฟ้าที่ต่ำที่สุดและศักยภาพของสายส่ง (Grid Capacity) ที่รองรับได้เป็นสำคัญ และสำหรับการเปิดรับซื้อไฟฟ้าฯ โครงการ SPP Hybrid Firm ในครั้งนี้ จะยกเว้นการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชน แต่ให้สามารถใช้เชื้อเพลิง RDF เป็นเชื้อเพลิงร่วมได้พร้อมกันนี้ เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับระยะเวลาในการดำเนินงานจริง เนื่องจากโครงการ SPP Hybrid Firm เข้าข่ายที่จะต้องจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการดำเนินการ ที่ประชุม กบง. จึงได้เห็นชอบให้ขยายระยะเวลากำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ของโครงการ SPP Hybrid Firm จากเดิมภายในปี 2563 เป็นภายในปี 2564 ทั้งนี้ ให้ใช้อัตรารับซื้อไฟฟ้ารูปแบบ FiT ตามที่ กพช. ได้เห็นชอบไว้ (17 ก.พ. 2560) โดยมอบหมายให้ กกพ. รับไปดำเนินการเปิดรับซื้อไฟฟ้าฯ ตามขั้นตอนต่อไปที่ประชุม กบง. รับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 (PDP 2015) ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2560 โดยพบว่า สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ค่อนข้างใกล้เคียงกับแผน โดยในส่วนของก๊าซธรรมชาติลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 61 ส่วนพลังงานหมุนเวียน อยู่ที่ร้อยละ 8 ซึ่งต่ำกว่าแผนเล็กน้อย ทั้งนี้ เนื่องจากปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตามเป้า ส่งผลทำให้การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน และซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน มีสัดส่วนสูงกว่าแผน และสำหรับปริมาณการผลิตไฟฟ้าจริงในระบบของ 3 การไฟฟ้า อยู่ที่ 81,867 GWh ซึ่งต่ำกว่าแผนประมาณร้อยละ 5 ทั้งนี้ เป็นผลมาจากสภาพอากาศที่มีฝนมากกว่าปกติ ทำให้ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงดังกล่าวไม่สูงมากนัก รวมทั้งมีสัญญาณที่ประชาชนเริ่มผลิตไฟเองใช้เองมากขึ้น

อ่านต่อ...
Admin

รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงานกำลังเร่งผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา หลังจากโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศเกิดความล่าช้า ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลาล่าสุดกระทรวงฯ ได้ผลักดันให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เร่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพื่อเจรจารับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเกาะกง โดยตั้งเป้าให้เจรจาเสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงานจะเกษียณอายุราชการสำหรับความคืบหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเกาะกง ในเบื้องต้นมีผู้เสนอตัวอยู่ 2 รายคือ 1.บริษัท เกาะกง ยูทีลิตี้ จำกัด ที่มีบริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และ2.บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่า บริษัทเอกชนที่จะเข้าวินในโครงการนี้คือ บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น ส่วนบริษัท สามารถฯเข้ามาเป็นเพียงคู่เทียบเท่านั้นโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเกาะกง มีขนาดกำลังการผลิต 2,400 เมกะวัตต์ ต้องใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท กำหนดจ่ายไฟฟ้าปี 2566-2567 ทั้งนี้จะต้องมีการลงทุนก่อสร้างสายส่งจากเกาะกง มายังชายแดนไทยฝั่งจังหวัดสุรินทร์ ระยะทาง 400 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุนเพิ่มอีก 70,000 ล้านบาท ซึ่งในอนาคตจะทำให้คนไทยต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงอย่างแน่นอน

อ่านต่อ...
Admin

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าวว่าสำนักงาน กกพ.อาจจะมีการพิจารณาทบทวนอัตราค่าบริการไฟฟ้า อันเนื่องมาจากพฤติกรรมของการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เปลี่ยนไป โดยมีการพึ่งพากระแสไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากขึ้นในช่วงเวลากลางวัน และพึ่งพากระแสไฟฟ้าจากกระบวนการผลิตหลักในระบบในช่วงเวลากลางคืน นอกจากนี้ นโยบายการส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทน โดยการให้ภาคครัวเรือน องค์กรธุรกิจ และโรงงานอุตสาหกรรม ได้มีการขยายการลงทุนระบบการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) และอาจส่งผลให้ผู้ผลิตไฟฟ้าที่รับใบอนุญาตมีรายได้ลดลง และเป็นต้นเหตุของการกำหนดอัตราสำรองไฟฟ้า (Back Up Rate) โดยขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริง และแนวทางในการดำเนินการให้เกิดความชัดเจนดังต่อไปนี้ 1. แนวทางปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ โดยจะเรียกเก็บค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ที่ใช้ไฟเวลากลางคืน เพื่อให้สะท้อนต้นทุนและปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น ขอชี้แจงว่า “จากข้อสังเกตพฤติกรรมความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนไป อันเนื่องมาจากนโยบายการส่งเสริมการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่น การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้รับความนิยมกันอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ผลที่เกิดขึ้นอาจมีผลทำให้แนวโน้มที่ช่วงเวลาการใช้ไฟฟ้าสูง (Peak) ที่มีการคำนวณอัตราค่าไฟฟ้าสูงสุดจากเดิม เปลี่ยนจากช่วงเวลากลางวันมาเป็นช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำนักงาน กกพ.จะต้องมีการติดตาม ศึกษา วิเคราะห์ ผลที่เกิดขึ้น และนำไปเป็นปัจจัยหนึ่งในหลายๆ ปัจจัยเพื่อปรับปรุงโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐาน ซึ่งขณะนี้ตรงกับช่วงเวลาที่สำนักงาน กกพ.กำลังอยู่ระหว่างการทบทวนตามกำหนด โดยปกติจะมีการทบทวนเป็นประจำทุกๆ 3-5 ปี ทั้งนี้ สำนักงาน กกพ.ยังยืนยันว่าการคำนวณอัตราค่าไฟฟ้าในช่วงเวลา Peak ณ ปัจจุบันยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากกำหนดเวลาเดิม คือ 09.00-22.00 น.ของวันธรรมดา” 2. การจัดเก็บอัตราค่าไฟฟ้าสำรอง (Back Up Rate) จากการติดตั้งและการขยายการลงทุนระบบการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) จนเป็นที่มาของคำว่า “การเก็บภาษีแดด” สำนักงาน กกพ.อยู่ระหว่างการศึกษาในเรื่องดังกล่าว ซึ่งขอยืนยันว่าจะยึดหลักการพิจารณากรณีดังกล่าวเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในภาคพลังงาน โดยคำนึงถึงความความสมดุล และผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้พลังงานรายย่อยเป็นหลัก 3. กรณีการประกาศปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) 2 งวดติดกัน และส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในการพิจารณาของ กกพ.เอง ได้คำนึงถึงปัจจัยหลักที่สำคัญคือ การบริหารจัดการให้เกิดความราบรื่นในการปรับตัว ทั้งในส่วนของประชาชนผู้ใช้พลังงาน และไม่กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 ยังไม่มีการขึ้นค่าไฟฟ้า (รวมการปรับลดตั้งแต่มกราคม 2558-เมษายน 2560 เท่ากับ -0.5668 บาท/หน่วย) ถึงแม้จะมีการพิจารณาปรับขึ้นค่าเอฟที 2 งวดติดต่อกัน แต่ค่าเอฟทีงวดล่าสุดเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2560 ยังคงติดลบ คือ -15.90 สตางค์ต่อหน่วย นอกจากนี้ กกพ.จะยังคงยึดนโยบายการพิจารณาการปรับเพิ่มหรือลดค่าเอฟที โดยดูแลให้เกิดความสมดุลในภาคพลังงาน ทั้งในส่วนของผู้ใช้พลังงาน และผู้ผลิตพลังงาน ด้วยความราบรื่น และไม่มีนโยบายที่จะอุดหนุน และสร้างความบิดเบือนให้เกิดแก่อัตราค่าบริการไฟฟ้า แต่จะมุ่งเน้นให้เกิดการปรับตัวได้อย่างราบรื่น “อย่างไรก็ตาม กระบวนการรับฟังความคิดเห็นเป็นกลไก และเครื่องมือหลักของ กกพ.ในการกำกับดูแลภาคพลังงานของประเทศ ที่สำนักงาน กกพ.ยินดีและเปิดกว้างในการรับฟังความคิดเห็น และพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ เพื่อมุ่งสู่การกำกับดูแลให้เกิดความสมดุล และเป็นธรรมในภาคพลังงาน โดยยึดผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก” นายวีระพลกล่าวย้ำ

อ่านต่อ...
Admin

นายกสมาคมผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว มั่นใจ ที่ประชุม กบง. วันนี้ ยังคงตรึงราคาขายปลีกแอลพีจีไว้ที่ 20.49 บาทต่อกิโลกรัมอีก 1 เดือน เพื่อลดแรงต่อต้านจากประชาชนหลังลอยตัวเสรี ขณะที่ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ระบุหากไม่ตรึงราคา จะทำให้ราคาก๊าซหุงตุ้มถัง15 กิโลกรัมสูงขึ้น 30 บาทนายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ประเมินราคาแอลพีจีในตลาดโลกเดือนสิงหาคมนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ตันละ 440 ดอลลาร์สหรัฐ สูงขึ้นจากเดือนกรกฎาคม ที่มีราคาตันละ 355 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการนำเข้าแอลพีจีสูงขึ้นกิโลกรัมละ 2 บาท หากรัฐบาลไม่มีการอุดหนุนจะทำให้ราคาแอลพีจีในประเทศสูงขึ้นนายชิษณุพงศ์ รุ่งโรจน์งามเจริญ นายกสมาคมผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว มั่นใจว่า หากราคาก๊าซแอลพีจีตลาดโลกที่นำมาคำนวณราคาขายปลีกหลังเปิดลอยตัวเพิ่มขึ้น เชื่อว่า ที่ประชุม กบง. จะยังมีมติให้คงราคาขายปลีกแอลพีจีไว้ที่ 20.49 บาทต่อกิโลกรัมในเดือนสิงหาคมต่ออีกไป 1 เดือน เพื่อไม่ให้ถูกต่อต้านจากประชาชนในช่วงเริ่มต้นแผนลอยตัวราคาก๊าซโดยราคาที่ กบง. ประกาศจะเป็นราคาอ้างอิงสำหรับผู้ค้าก๊าซ หากรายใดขึ้นราคาสูงจากราคาอ้างอิงก็จะขายไม่ได้เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีจำนวนรายมากขึ้นทำให้เกิดการแข่งขันและเกิดประ โยชน์กับผู้บริโภค แต่กังวลแนวโน้มของราคาก๊าซแอลพีจีตลาดโลกในช่วงปลายปีจะพุ่งขึ้นสูงมาก เนื่องจากเป็นช่วงฤดูหนาวทำให้ความต้องการพลังงานสูงขึ้นราคาน้ำมันดิบเบาที่ตลาดไนเม็กซ์ ของสหรัฐปรับขึ้น 46 เซนต์ ไปปิดที่ 50.17 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรลล์ ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 เดือน นับตั้งแต่วันที 24 พฤษภาคมที่ราคาทะลุแนวต้านที่ 50 ดอลลาร์ได้สำเร็จการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันในครั้งนี้ เป็นผลมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะต่อกรณีที่สหรัฐได้ขู่ที่จะเปิดฉากใช้มาตรการคว่ำบาตรอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซูเอลา เพื่อตอบโต้การจัดการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติของประธานาธิบดี นิโคลาส์ มาดูโร แห่งเวเนซูเอลา ที่ปูทางสู่การเพิ่มอำนาจให้กับตัวเองมากขึ้นด้วยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าหากสหรัฐใช้มาตรการคว่ำบาตรจริงก็จะทำให้เกิดแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซูเอลาอย่างมากนอกจากนั้น กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออก หรือโอเปก ยังเตรียมเปิดการหารือในสัปดาห์หน้าต่อมติการลดกำลังการผลิต ซึ่งมีทั้งซาอุดิอาราเบีย และมหาอำนาจผู้ส่งออกน้ำมันนอกกลุ่มโอเปกอย่างรัสเซียเข้าร่วมด้วย ขณะที่ ทางด้าน ผู้ผลิตน้ำมันจากแหล่งเชลล์ออยล์ หลายแหล่งก็เริ่มที่จะชะลอแผนการลงทุนเพิ่ม จึงทำให้ราคาน้ำมันเริ่มที่จะปรับขึ้นมาในรอบเดือน โดยในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมานี้ ราคาน้ำมันปรับขึ้นมาแล้วราว 8.29%

อ่านต่อ...
Admin

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้รับทราบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอให้โยกมาตรการค่าไฟฟ้าฟรี ซึ่งเป็นครัวเรือนที่ใช้ต่ำกว่า 50 หน่วยต่อเดือน วงเงินเดือนละ 200 บาทต่อคน และโครงการบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือน วงเงิน 45 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน ที่มีผู้อยู่ภายใต้ระบบ 7 ล้านคน ไปอยู่ภายใต้แนวทางการให้สวัสดิการแห่งรัฐผ่านบัตรสวัสดิการ ของกระทรวงการคลัง ที่จะเริ่มวันที่ 1 ต.ค.นี้แทน โดยต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กระทรวงการคลังกำหนด ซึ่งได้ขยายฐานผู้มีรายได้น้อย 14 ล้านคน“ระบบใหม่นี้เป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยโดยตรง ช่วยบรรเทาค่าครองชีพได้ดีกว่าระบบเดิม ที่พลังงานดำเนินการอยู่ ขณะเดียวกัน จะทบทวนการช่วยเหลือค่าแอลพีจีกับกลุ่มหาบเร่แผงลอย ที่มาลงทะเบียนไว้ 380,000 คน แต่ใช้จริง 120,000 คน เพราะช่วยเหลือไม่ตรงจุด และไม่ได้ทำให้ราคาอาหารลดลง อีกทั้งไม่รู้ด้วยว่า หาบเร่แผงลอยไหนที่ได้รับการช่วยเหลือ แต่จะยกเลิกไปเลยหรือไม่ ขอนำไปพิจารณาก่อน ที่ผ่านมาได้นำเงินจากกองทุนน้ำมันไปช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ที่ใช้แอลพีจี เดือนละ 1.1 ล้านบาท และช่วยหาบเร่แผงลอยเดือนละ 27 ล้านบาท ส่วนการช่วยเหลือของกระทรวงการคลังในช่วงต่อไปจะใช้เงินจากงบประมาณของประเทศแทน”ด้านนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กพช. เห็นชอบแนวทางการแข่งขันธุรกิจก๊าซธรรมชาติ โดยให้ทำโครงการนำร่องเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดการแข่งขันเสรีอย่างเต็มรูปแบบ จึงมอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) รายใหม่จากเดิมบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จัดหารายเดียว ในปริมาณไม่เกิน 1.5 ล้านตันต่อปี และเริ่มจัดหาภายในปี 2561 โดยใช้หลักเกณฑ์การนำเข้าเช่นเดียวกับ ปตท. นอกจากนี้ ได้เห็นชอบแนวทางการเปิดเสรีธุรกิจแอลพีจีเต็มรูปแบบ โดยให้ยกเลิกการกำหนดราคาโรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมัน และโรงอะโรเมติก รวมทั้งยกเลิกการประกาศราคาขายส่ง ณ คลังแอลพีจีเพื่อให้ตลาดแอลพีจีแข่งขันอย่างสมบูรณ์ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค.นี้ เป็นต้นไป.

อ่านต่อ...
Admin

กระทรวงพลังงาน วางแผนรับมือ 2 แหล่งก๊าซฯใหญ่ปิดซ่อม เผยก๊าซฯเมียนมา หยุด 9 วัน ก๊าซฯหาย 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน กระทบไฟฟ้า 9,000 เมกะวัตต์ ระบุ 4 โรงไฟฟ้าเปลี่ยนใช้เชื้อเพลิงอื่นไม่ได้ ขาดไฟฟ้า 3,000 เมกะวัตต์ เร่งสำรองน้ำมันดีเซล น้ำมันเตาทดแทน ขณะแหล่ง JDA ปิด 7 วัน ขาดไฟฟ้า 415 เมกะวัตต์ เล็งดึงจากภาคกลางไปเสริมแทน วอนประชาชนร่วมประหยัดไฟฟ้าช่วงวิกฤตินายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ที่มีพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ได้รับทราบแผนการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ ปี 2560 และมาตรการรองรับผลกระทบด้านไฟฟ้า โดยแผนหยุดจ่ายก๊าซฯที่มีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากมี 2 ครั้ง ได้แก่ 1.การหยุดจ่ายของแหล่งยาดานา ในอ่าวเมาะตะมะ ของเมียนมา 9 วัน ระหว่างวันที่ 25 มี.ค.-2 เม.ย. 2560 และ 2. การหยุดจ่ายก๊าซฯแหล่งพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA ) บล็อก A18 จำนวน 7 วัน ระหว่างวันที่ 31 ส.ค. -6 ก.ย. 2560โดยการหยุดจ่ายก๊าซฯแหล่งยาดานา จะมีผลทางเทคนิคให้ก๊าซฯจากแหล่งเยตากุลและซอติก้า ของเมียนมาต้องหยุดผลิตด้วย ทำให้ก๊าซฯหายไปจากระบบในประเทศไทย 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน กระทบกับการผลิตไฟฟ้าถึง 9,000 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ยืนยันว่าสามารถบริหารจัดการดูแลไฟฟ้าไว้ได้ประมาณ 6,000 เมกะวัตต์ส่วนที่ขาดอีก 3,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นผลมาจากโรงไฟฟ้า 4 โรงไม่สามารถปรับเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงอื่นได้ จะมีแนวทางแก้ไขปัญหาโดยการสำรองน้ำมันเตาไว้ 91.7 ล้านลิตร และน้ำมันดีเซล 16 ล้านลิตร ให้กับโรงไฟฟ้าที่สามารถเปลี่ยนเชื้อเพลิงได้หันมาใช้น้ำมันเตาและดีเซลแทน ได้แก่ โรงไฟฟ้าราชบุรี จะมีการสำรองน้ำมันเตาไว้ 55.7 ล้านลิตร โรงไฟฟ้าบางปะกง สำรองน้ำมันเตา 35.9 ล้านลิตร ส่วนโรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ สำรองน้ำมันดีเซลไว้ 8.2 ล้านลิตร และโรงไฟฟ้าราชบุรี สำรองน้ำมันดีเซลไว้ 8 ล้านลิตรพร้อมกันนี้สั่งให้โรงไฟฟ้าพระนครเหนือชุดที่ 1 สลับไปใช้ก๊าซฯ จากฝั่งอ่าวไทยแทนการใช้ก๊าซฯ จากเมียนมา รวมทั้งสั่งให้โรงไฟฟ้าอื่นๆ เลื่อนการซ่อมบำรุงเพื่อไม่ให้ตรงกับช่วงปิดซ่อมแหล่งก๊าซฯของเมียนมา และ กฟผ.ตรวจสายส่งและอุปกรณ์ไฟฟ้าให้มีความพร้อมใช้เสมอพร้อมทั้งประสานกับการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) เร่งซ่อมสายส่งให้เสร็จก่อนช่วงหยุดซ่อมของแหล่งยาดานาด้วย ขณะเดียวกันทำการรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันประหยัดไฟฟ้า และให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)นำมาตรการส่งเสริมการลดใช้ไฟฟ้าแบบให้ผลตอบแทน(DR)มาใช้นายทวารัฐ กล่าวว่า สำหรับการปิดซ่อมแหล่งก๊าซฯ JDA นั้น เบื้องต้นจะมีผลกระทบต่อโรงไฟฟ้าภาคใต้ โดยเฉพาะ โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมจะนะ โดยความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ไฟฟ้าภาคใต้น่าจะอยู่ระดับ 2,657 เมกะวัตต์ ขณะที่กำลังผลิตอยู่ที่ 2,242 เมกะวัตต์ ซึ่งยังขาดไฟฟ้าอยู่อีก 415 เมกะวัตต์ โดยแนวทางแก้ไขคือ ให้เตรียมระบบการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปภาคใต้ในระดับสูงสุด 550 เมกะวัตต์ให้พร้อม รวมทั้งเตรียมสำรองน้ำมันเตาให้โรงไฟฟ้ากระบี่ 6 ล้านลิตร และน้ำมันดีเซลให้โรงไฟฟ้าจะนะหน่วยที่ 1 จำนวน 15.6 ล้านลิตร และโรงไฟฟ้าสุราษฏร์ธานี 4.7 ล้านลิตร พร้อมทั้งเลื่อนการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าอื่นๆไม่ให้ตรงกับช่วงที่ JDA ปิดซ่อม และนำมาตรการ DR มาใช้ ส่วนการซื้อไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซียจะเป็นทางเลือกสุดท้าย  สำหรับกำลังการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ 2,242 เมกะวัตต์ จะมาจากเขื่อนรัชประภา 240 เมกะวัตต์ เขื่อนบางลาง 73 เมกะวัตต์ การผลิตไฟฟ้าชีวมวลจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก(SPP) 29 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าขนอม 930 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้ากระบี่ที่ใช้น้ำมันเตา 315 เมกะวัตต์ และดรงไฟฟ้าจะนะที่เปลี่ยนมาใช้ดีเซล 655 เมกะวัตต์ 

อ่านต่อ...