News
Admin

สนพ. ส่งแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน 2,000 เมกะวัตต์คืน กฟผ.สนพ. ส่งคืนแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน 20 ปี กฟผ. โดยให้รอความชัดเจนทางนโยบายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ รอการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว ( Power Development Plan -PDP ) ที่กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน 20 ปี ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ปรับเพิ่มจาก 500 เมกะวัตต์ เป็น 2,000 เมกะวัตต์ และผ่านความเห็นชอบจากบอร์ด กฟผ. ในชุดที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม เป็นประธานบอร์ด ตั้งแต่วันที่ 28 ส.ค. 2560 และมีการนำเสนอต่อมาให้กระทรวงพลังงาน เพื่อพิจารณานำไปบรรจุไว้ในแผน PDP ตั้งแต่ปลายปี 2560 นั้น ล่าสุด ทางสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ในฐานะหน่วยงานที่เป็นผู้พิจารณากลั่นกรองแผนดังกล่าว ได้มีการส่งคืนแผนกลับไปให้ทาง กฟผ.แล้ว เนื่องจากต้องรอนโยบายด้านการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนจาก นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ว่าจะยังคงกำหนดสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่ลงทุนโดย กฟผ. เอาไว้ที่ 500 เมกะวัตต์ ตามแผนเดิม หรือจะเพิ่มสัดส่วนให้มากขึ้นไปเป็นเท่าไหร่ หรือจะยกเลิกสัดส่วนทั้งหมดของ กฟผ. และเปิดให้มีการแข่งขันกันกับภาคเอกชน รวมทั้งต้องรอให้มีการจัดทำแผน PDP เสร็จสิ้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนก่อนนั้น กฟผ. เตรียมที่ จะลงทุนเองทั้งหมด โดยเน้นไปที่การลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุด คือ 900 เมกะวัตต์ รองลงมาคือ ชีวมวล 595 เมกะวัตต์ และพลังงานลม 229 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 172,600 ล้านบาท

อ่านต่อ...
Admin

นักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)เตรียมศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือ mini power pool กับกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก(Small Power Producers-SPPs) หวังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและประชาชนได้รับประโยชน์จากอัตราค่าไฟฟ้าที่จะลดลงนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยกับสื่อมวลชนในระหว่างการสัมมนาเรื่อง Thailand Grid Renewable Integration Assessment ที่เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 19-21 ม.ค. 2561 ที่ผ่านมา ว่า สนพ.เตรียมว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา เพื่อมาทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือ mini power pool กับกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก(Small Power Producers-SPPs) ซึ่งจะช่วยให้เพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้า ทำให้ในภาพรวมของระบบการผลิตไฟฟ้าของประเทศ มีต้นทุนที่ต่ำลง และผู้บริโภคจะได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลงด้วย โดยคาดว่าจะใช้เวลาในการศึกษาประมาณ 1ปีทั้งนี้แนวคิดการ ตั้งตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือ mini power pool ที่นำมาใช้กับ SPPs เนื่องจากผู้ผลิตไฟฟ้าในกลุ่มดังกล่าวมีจำนวนมากราย และแต่ละราย มีการลงทุนในขนาดกำลังการผลิตที่ถือว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ หรือeconomy of scale ซึ่งนอกเหนือจากปริมาณไฟฟ้าที่ขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ตามสัญญา รวมทั้ง ขายให้กับลูกค้าโดยตรงภายในนิคมอุตสาหกรรม แล้ว ผู้ผลิตอาจจะมีปริมาณไฟฟ้าเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง แต่ยังติดปัญหาไม่สามารถที่จะขายไฟฟ้าข้ามเขตปริมณฑลของตัวเองได้ ดังนั้น mini power pool จึงเป็นเหมือนตะกร้ากลาง ที่เข้ามาตอบโจทย์ ในการนำไฟฟ้าส่วนนี้ ที่จะต้องผ่านการแข่งขันกับSPP รายอื่นๆ ซึ่งน่าจะมีราคาต่ำ จ่ายเข้าสู่ระบบใหญ่

อ่านต่อ...
Admin

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าโครงการโซลาร์ฟาร์มราชการนั้น กำลังได้รับความสนใจจากหลายกลุ่ม ทั้งภาครัฐและเอกชน ดังนั้น จึงถูกจับตาจากหลายฝ่ายว่า การปล่อยข่าวต่างๆ ออกมาเป็นระยะนั้น มีจุดมุ่งหมายอะไร และจริงหรือไม่มีกระแสข่าวออกมาอย่างต่อเนื่องว่า กลุ่มคนมีสีมีเอี่ยวกับโครงการนี้ งานนี้คงต้องรอลุ้นวันเปิดรับสมัครโครงการว่าจริงเท็จแค่ไหน.ธุรกิจการผลิตไฟฟ้ากำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มทุนทั้งรุ่นใหม่และเก่า เนื่องจากให้ผลกำไร ค่อนข้างดีและต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจด้านพลังงานทดแทน ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะรัฐบาลให้การสนับสนุนและส่งเสริมอย่างเข้มข้น และหนึ่งในพลังงานทดแทนที่กลุ่มทุนหลายรายให้ความสนใจ คือ การผลิตไฟฟ้าจากแสง แดด หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า การผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ ซึ่งแบ่งเป็นหลายประเภทที่ภาครัฐให้เงินสนับสนุนซื้อขายไฟฟ้าซึ่งในอดีตที่ผ่านมาการส่งเสริมโซลาร์เซลล์ เกิดปัญหาความไม่โปร่งใส ในการทำสัญญาซื้อขายใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า (พีพีเอ) จนเป็นเรื่องอื้อฉาวกันมาแล้ว โดยเมื่อประมาณปี 2551 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นการส่งเสริมผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ รัฐบาลให้เงินสนับสนุนสำหรับรับซื้อไฟฟ้า หรือที่รู้จักกันในชื่อแอดเดอร์ เป็นจำนวนมากถึง 8 บาทต่อหน่วย ซึ่งหากรวมกับราคาขายไฟฟ้าปกติตอนนั้นประมาณ 2.50 บาทต่อหน่วย จะทำให้ผู้ขายมีรายได้ประมาณ 10-11 บาทต่อหน่วย ขณะที่ต้นทุนนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์ยังสูงประมาณ 7 - 8 บาทต่อหน่วย ดังนั้น ทำให้ผู้ผลิตมีกำไรแน่ๆ ประมาณ 3 -4 บาทต่อหน่วยแต่ต่อมาอีก 2 ปี หรือในปี 2553 ต้นทุนผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์กลับมีราคาถูกลง ประ กอบกับภาครัฐปรับค่าไฟฟ้าใหม่ขึ้นเป็น 3 บาทต่อหน่วย ทำให้กลุ่มทุนผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ได้กำไรเพิ่มขึ้นทั้งจากต้นทุนที่ถูกลง และราคารับซื้อที่เพิ่มเป็น 3 บาทต่อหน่วย ดังนั้น รัฐบาลจึงปรับราคาแอดเดอร์ลงมาอยู่ที่ 6.50 บาทต่อหน่วยบาท ซึ่งเป็นช่วงที่ใครๆ เรียกว่า “ยุคเสือกระดาษ” จากปัญหาดังกล่าวส่งผลให้กระทรวงพลังงานตามแก้ไข ทั้งบอกเลิกสัญญาที่มีแนวโน้มจะไม่ผลิตจริง และปล่อยให้หมดสัญญาไปตามอายุ รวมทั้งปรับเปลี่ยนระบบการสนับสนุนจากระบบแอดเดอร์ มาเป็นการให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง (ฟีทอินทารีฟ) แทนและภายหลังจากที่มีรัฐบาลเฉพาะกาล ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ขึ้นมาดูแลประเทศ ได้มีการปรับเป้าหมายการผลิตโซลาร์เซลล์กันใหม่ โดยปรับให้สอดคล้องไปพร้อมกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวประเทศ พ.ศ.2558 - 2579 หรือ พีดีพี 2015 ที่เตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ประมาณปลายเดือน เม.ย. หรือต้นเดือน พ.ค.2558 ต่อไปนายสุชาลี สุมามาลย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ซึ่งบรรจุในแผนพีดีพี 2015 ฉบับใหม่ที่กำลังจัดทำอยู่ในขณะนี้ ได้กำหนดให้ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์รวมทั้งสิ้น 6,000 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันติดตั้งแล้วประมาณ 1,500 เมกะวัตต์ และกำลังเดินตามเป้าหมายใน “แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 25% ใน 10 ปี (2555-2564) หรือ เออีดีพี” ที่จะผลิตไฟฟ้าจากแสงแดดให้ได้ 3,800 เมกะวัตต์ ในปี 2564 ซึ่งล่าสุดยังเหลือเป้าหมายที่ต้องผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์อีก 2,200 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าเข้าช่วงปลายแผนพีดีพี 2015 จะทยอยเข้าระบบสำหรับการผลิตไฟฟ้าตามแผนเออีดีพี 3,800 เมกะวัตต์นั้น แบ่งเป็น1.การผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่บนพื้นดิน หรือโซลาร์ฟาร์ม จำนวน 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้เข้าระบบแล้ว 1,400 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลืออีก 800 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหา กรณีที่ผู้ประกอบการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้ว แต่กลับนำใบสัญญาไปขายต่อ พร้อมกันนี้ กพช.ได้สั่งให้หยุดรับซื้อไฟฟ้าชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 28 มิ.ย.2553 เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวจนเมื่อยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 15 ส.ค.2557 ให้กลับมาเร่งรัดซื้อไฟฟ้าที่ค้างอยู่ (กลุ่มค้างท่อ) 800 เมกะวัตต์ให้เสร็จโดยเร็ว ล่าสุดกระทรวงพลังงานได้จัดการเคลียร์กลุ่มค้างท่อแล้ว และเหลือเพียง 3 ราย รวมปริมาณไฟฟ้าที่เสนอขาย 3.8 เมกะวัตต์ ที่ไม่ติดต่อขอผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์แต่อย่างใด ซึ่งกลุ่มค้างท่อนี้จะได้รับฟีทอินทารีฟในอัตรา 5.66 บาทต่อหน่วย และยกเลิกการให้แอดเดอร์ 6.50 บาทต่อหน่วยไป ทั้งนี้ ต้องเริ่มผลิตไฟฟ้าเข้าระบบภายใน ธ.ค.2558 นี้เท่านั้น2.การผลิตไฟฟ้าบนหลังคา หรือโซลาร์รูฟท็อป จำนวน 200 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นอาคารโรงงาน 100 เมกะวัตต์ ซึ่งมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าหมดแล้ว, การผลิตไฟฟ้าบ้านเรือนอีก 100 เมกะวัตต์ มีผู้สนใจผลิตเพียง 30 เมกะวัตต์ ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างเปิดรับเพิ่มเติมให้ครบตามจำนวนดังกล่าวต่อไปสำหรับกลุ่มนี้หากเป็นบ้านอยู่อาศัย กำลังผลิตไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ จะได้ฟีทอินทารีฟ 6.96 บาทต่อหน่วย ส่วนกลุ่มอาคารธุรกิจโรงงาน กำลังผลิต 10-250 กิโลวัตต์ จะได้ฟีทอินทารีฟไม่เกิน 6.55 บาทต่อหน่วย และกลุ่มอาคารธุรกิจโรงงาน กำลังผลิต 250-1,000 กิโลวัตต์ จะได้ฟีทอินทารีฟไม่เกิน 6.16 บาทต่อหน่วย ส่วนกลุ่มบ้านเรือนที่เปิดรับซื้อเพิ่มอีกกว่า 70 เมกะวัตต์ เพื่อให้เต็มจำนวนเป้าหมาย 100 เมกะวัตต์นั้น จะได้ฟีทอินทารีฟลดลงเหลือ 6.85 บาทต่อหน่วย กำหนดผลิตไฟฟ้าเข้าระบบ มิ.ย.2558 นี้สำหรับโครงการโซลาร์เซลล์ราชการนี้ ได้รับความสนใจจากหลายหน่วยงานอย่างมาก แต่ก็เป็นโครงการที่น่าจับตาดูกันอย่างมาก เนื่องจากแต่เดิมเป็นโครงการที่จะให้ชุมชนผลิตไฟฟ้า 1 ชุมชน 1 เมกะวัตต์ โดยให้ธนาคารออมสินปล่อยกู้ แต่ติดปัญหาเพราะเป็นธนาคารเพียงแห่งเดียวที่ต้องรับความเสี่ยงสูง และต้องเป็นสหกรณ์ในการขอกู้ ซึ่งทำให้โครงการดังกล่าวต้องปรับรูปแบบใหม่ไปให้และด้วยการปรับรูปแบบใหม่ ทำให้มีกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากหน่วยงานราชการต่างๆ แม้กระทั่งหน่วยงานของทหาร เพราะมีความพร้อมในด้านพื้นที่โดย นายชวลิต พิชาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า กองทัพบก กระทรวงกลาโหม ได้ยื่นหนังสือขอให้กระทรวงพลังงานพิจารณาโครงการลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ในหน่วยงานราชการจำนวน 20 แห่ง รวมกำลังผลิต 100 เมกะวัตต์ ที่ร่วมกับภาคเอกชนแห่งละไม่เกิน 5 เมกะวัตต์นายทวารัฐ สูตะบุตร รองปลัดกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาชี้แจงและเตือนภัยว่า “ขอแจ้งข่าวให้หน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร ซึ่งมีความจำนงจะขอเข้าร่วมการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินทราบว่า หลังจากที่ระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ซึ่งได้ออกประกาศล่าสุดไปเมื่อวันที่ 13 มี.ค.2558 กระทรวงพลังงานขอแจ้งว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดรับสมัครการเข้าร่วมโครงการดังกล่าวใดๆ ทั้งสิ้น เพราะยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาหลักเกณฑ์ เงื่อนไขของผู้ที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ โดยเฉพาะนโยบายโซนนิ่ง (Zoning) ให้มีความเหมาะสมกับความสามารถสายส่งไฟฟ้าที่ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดอยู่หลายพื้นที่ โดยคณะกรรมการบริหารมาตรการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน จะมีการพิจารณากำหนดให้เกิดความโปร่งใสสูงสุด เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย”นอกจากนี้ นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ระบุชัดว่า ขณะนี้คณะกรรมการบริหารมาตรการส่งเสริมไฟฟ้าหมุนเวียน อยู่ระหว่างจัดตั้งคณะอนุกรรมการพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน เพื่อทำหน้าที่ในการพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขคุณสมบัติและการคัดเลือกผู้เข้าโครงการโซลาร์ฟาร์มหน่วยราชการที่ชัดเจน มีความโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนสายส่งไฟฟ้าที่ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดอยู่หลายพื้นที่และหากมีหลักฐานที่ชัดเจนในการเข้ามาหลอกลวง ขอให้ดำเนินการแจ้งความเพื่อเอาผิดทันที ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ต่างๆ นับจากนี้ ทาง กกพ.จะประกาศให้ทราบอย่างเป็นทางการต่อไป และคาดว่าจะประกาศการรับซื้อไฟฟ้าตามโครงการได้ในเร็ว ๆ นี้

อ่านต่อ...
Admin

ธุรกิจปิโตรเคมีสร้างรายได้เข้าประเทศมูลค่ามหาศาล ไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาทต่อปี ในขณะเดียวกัน ประเทศไทย เองก็ต้องแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่ๆเพื่อทดแทนแหล่งพลังเพราะธุรกิจพลังงานมีความสำคัญทั้งทาง ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ของประเทศ การลงทุนแต่ละครั้ง ต้องใช้เวลาและงบประมาณสูง จึงจำเป็นต้องมีความมั่นคงและได้รเมื่อเร็วๆนี้ กระทรวงพลังงานโดย พล.อ.อนันพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน ได้ชี้แจงความคืบหน้าการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทยคือ แหล่งบงกชและแหล่งเอราวเมื่อเร็วๆนี้ กระทรวงพลังงานโดย พล.อ.อนันพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน ได้ชี้แจงความคืบหน้าการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมจะต้องผ่านการพิจารณาตามขั้นตอนให้เรียบร้อยเสียก่อนเช่นกันที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า ประเทศไทยต้องเสียเวลาและโอกาสในธุรกิจปิโตรเลียมไปพอสมควร การคัดค้านของ เอ็นจีโอ ก็ดี ความล่าช้าในการพิจารณากฎหมายของ สนช. ก็ดี ล้วนแต่ทำให้ ธุรกิจปิโตรเลียมของประเทศ ต้องสะดุด จะเป็นเรื่องของการปลุกกระแสทางการเมืองหรืออย่างไรก็แล้วแต่ รัฐจะต้องมีมาตรการป้องกันผลกระทบกับความมั่รัฐจะต้องมีมาตรการป้องกันผลกระทบกับความมั่นคงและเศรษฐกิจระดับมหภาค ที่จะตามมาด้วยอย่างไรก็ตาม ทางด้านกระทรวงพลังงานเองก็เตรียมความพร้อมในการเปิดประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยทั้ง 2 แหล่งและแหล่งอื่นๆเอาไว้ในทุกด้าน เช่นเมื่อเร็วๆทั้งนี้ บริษัทเอกชนที่ดำเนินการธุรกิจน้ำมัน เช่น บริษัทบาดาล่า อินเวสเตอร์ คอมปานี ของ ดูไบริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซ์โปลเรชั่น ของญี่ปุ่น และกลุ่มบริการ

อ่านต่อ...
Admin

ศาลแพ่งสั่ง นพ.ระวี-สมเกียรติ แกนนำ กคป.ชดใช้ 9 ล.กรณีบุก ก.พลังงานศาลแพ่ง พิพากษาสั่ง “นพ.ระวี-สมเกียรติ และแกนนำ กคป.” ปฏิรูปพลังงานไทย ชดใช้ ปตท.กว่า 9 ล้านบาท บุกรุกปิดอาคาร ชุมนุมชัตดาวน์กรุงเทพฯปี 57ศาลแพ่ง รัชดา ได้อ่านคำพิพากษาคดีที่บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายระวี มาศฉมาดล และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ กลุ่มแกนนำกองทัพประชาชนและเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย (กคป.) กับพวกเป็นจำเลยที่ 1-4 ฐานกระทำละเมิด เรียกค่าเสียหายจากกรณีเมื่อวันที่ 13 ม.ค.57 จำเลยทั้งสี่ร่วมกันนำผู้ชุมนุมบุกรุกบริเวณพื้นที่ของอาคารเอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ต่อเนื่องจากพื้นที่ของอาคารสำนักงานใหญ่ของบริษัท ปตท. โจทก์ จึงขอให้ร่วมกันชดใช้เงินจำนวนกว่า 15 ล้านบาท จำเลยทั้งสี่ ให้การว่าจำเลยทั้งสี่เข้าไปร่วมชุมนุมโดยชอบ ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญฯศาลแพ่ง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลย มีพฤติกรรมชุมนุม โดยขึ้นเวทีปราศรัย และเป็นแกนนำเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มกองทัพประชาชน บุกรุกเข้าไปในบริเวณพื้นที่อาคารเอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งการใช้อุปกรณ์ตัดเชื่อม โซ่เหล็กที่คล้องประตู โดยการกระทำของจำเลยทั้งสี่และผู้ชุมนุมจึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญฯ เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ พิพากษาให้จำเลยทั้ง 4 ซึ่งเป็นแกนนำ กคป. ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 9,714,480 บาท

อ่านต่อ...
Admin

SMART ผ่านมาตรฐานการทดสอบ ASTM C177-04 ขึ้นแท่นผู้นำวัสดุอิฐมวลเบา ประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง การันตีติดฉลากเบอร์ 5 โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ทุ่มงบ 50 ล้านบาทเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ ขยายช่องทางจำหน่ายโมเดิร์นเทรด เตรียมส่งสินค้าใหม่ลุยตลาดเจาะลูกค้าโครงการขนาดกลางและรายย่อย เน้นงานดีไซน์รับเทรนด์ตกแต่ง 2018นายรังสี ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมาร์ทคอนกรีต จำกัด (มหาชน) (SMART) ผู้ผลิตและจำหน่ายอิฐมวลเบาด้วยระบบอบไอน้ำภายใต้ความดันสูงเพื่อใช้ในงานก่อสร้าง และงานกั้นผนังอาคาร เปิดเผยว่าผลิตภัณฑ์อิฐมวลเบา "SMART บล็อคเย็น" รุ่น G4-0.6 ความหนา 75 มิลลิเมตร ค่าต้านทานความร้อน (R-Value) ที่ 0.61 และ G4-0.6 ความหนา 100 มิลลิเมตร ค่าต้านทานความร้อน (R-Value) ที่ 0.77 ได้ผ่านเกณฑ์รับรองจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ให้ได้รับการติดฉลากเบอร์ 5 ประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงในกลุ่มวัสดุอิฐมวลเบาถือเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการวัสดุก่อสร้าง ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ผู้บริโภค โดยให้สังเกตว่าหากพบผลิตภัณฑ์ที่มีการติดฉลากเบอร์ 5 ซึ่งผ่านเกณฑ์การรับรองจากกระทรวงพลังงานผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีช่วยส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ดีในการอยู่อาศัย และช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้จริง"นายรังสี กล่าววิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จนทำให้ได้รับการรับรอง ทั้งยังการันตีว่าช่วยต้านทานความร้อนสูง มีคุณสมบัติเป็นฉนวนสามารถกันความร้อนจากภายนอกเข้าสู่ภายใน และช่วยประหยัดพลังงานภายในอาคารได้อย่างดีเยี่ยมอย่างไรก็ตามบริษัทมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้จะใช้งบลงทุนประมาณ 50 ล้านบาท สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ 2 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย กลุ่มบล็อคงานตกแต่ง กลุ่มงานผลิตภัณฑ์โครงสร้าง พร้อมทั้งจะมีการขยายช่องทางการจำหน่ายเพิ่มเติมในโมเดิร์นเทรด เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้ารายย่อยทั่วประเทศก่อสร้าง แต่จะมีการเพิ่มรูปแบบของดีไซน์ที่หลากหลาย และตรงกับเทรนด์งานตกแต่งปี 2018 มากขึ้น ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ตลาดไปในช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา อาทิ บล็อคช่องลม บล็อคมิติ พาวเวอร์บล็อค คานทับหลัง ฯลฯ มีกระแสตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าโครงการขนาดกลางและรายย่อย ซึ่งในปีนี้บริษัทมีแผนที่จะเดินหน้าทำตลาดในกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง

อ่านต่อ...