News
Admin

ก.พลังงาน เดินหน้าตรวจเยี่ยมโครงการสำคัญ ในพื้นที่ จ.พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร ชู “บางกระทุ่มโมเดล” ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อผลิตอาหารของเกษตรกรในชุมชน เยี่ยมแหล่งน้ำมันสิริกิติ์ แหล่งน้ำมันบนบกขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ กำลังผลิต 24,000 – 26,000 บาร์เรล/วัน เสริมความมั่นคงพลังงาน พร้อมตรวจเยี่ยมสถานที่ติดตั้งมาตรวัดซื้อขายก๊าซธรรมชาติ จุดซื้อขายก๊าซโรงไฟฟ้าลานกระบือ วันนี้ (25 ธ.ค.2560) นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงพลังงาน ได้เดินทางตรวจเยี่ยมโครงการใน จังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย และกำแพงเพชร ซึ่งเป็นภารกิจก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นการ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มอบนโยบายในการดำเนินงานให้แก่พลังงานจังหวัด ในเขตพื้นที่ (อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร และอุทัยธานี) ก่อนตรวจเยี่ยมโครงการสำคัญ ๆ อาทิ โครงการส่งเสริมระบบอบแห้งแสงอาทิตย์ สำหรับชุมชนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ณ กลุ่มสตรีสหกรณ์บางกะทุ่ม 2 (บางกระทุ่มโมเดล) อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นโครงการสำคัญของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ซึ่งได้ดำเนินการสนับสนุน 30 ระบบ (ขนาด 187.2 ตารางเมตรต่อระบบ) ครอบคลุมพื้นที่ 5,616 ตารางเมตร เพื่อเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมการอบกล้วยตาก ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชุมชน จากเดิมที่ประสบปัญหาแมลงรบกวน ฝุ่นละออง การเปียกฝน การอบกล้วยด้วยโดมอบแห้ง ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว โดยช่วยลดการสูญเสียจากการตากด้วยวิธีธรรมชาติได้ 5-10% ต่อปี และช่วยสร้างมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากกล้วยตากในระบบอบแห้งแสงอาทิตย์ จากคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่มีรสชาติดีขึ้น รวมทั้งยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของกิจการในด้านสิ่งแวดล้อม และเกิดการจ้างแรงงานภายในชุมชนต่อเนื่อง โดยคนสูงอายุก็จะมีรายได้จากการแบนกล้วยอีกด้วย นอกจากนี้ ในส่วนของการขยายผลการส่งเสริมระบบอบแห้งแสงอาทิตย์ดังกล่าว กระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ ฯ ในปี 2561 โดยจะสนับสนุนชุมชนและผู้สนใจจะลงทุนติดตั้งใช้งานระบบอบแห้งแสงอาทิตย์รูปแบบพาราโบล่าโดมตามงบการติดตั้งบางส่วน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้เทคโนโลยีระบบอบแห้งแสงอาทิตย์ ลดการใช้พลังงานจากน้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้าในการขบวนการอบแห้ง ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 สามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ www.solardryerdede.com โครงการก๊าซธรรมชาติเพื่อเกษตรชุมชนและสิ่งแวดล้อม เป็นโครงการนำก๊าซธรรมชาติพลอยได้จากการผลิตน้ำมันดิบมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน อันเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด โครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของ ปตท.สผ. และกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ สามารถสร้างประโยชน์ต่อชุมชนตำบลหนองตูม ที่สามารถแปรรูปผลผลิตการเกษตร ได้แก่ กล้วย ฟักทอง มัน และเผือกได้ถึง 60 ตันต่อวัน จากการนำก๊าซธรรมชาติมาใช้ทดแทนก๊าซหุงต้มในการแปรรูปผลผลิตการเกษตร โดยก๊าซธรรมชาติจะถูกส่งผ่านท่อจากฐานผลิตหนองตูม-เอ มายังศูนย์แปรรูปผลผลิตการเกษตรตำบลหนองตูม ซึ่งมีโรงเรือนเพื่อใช้ทอดผลิตภัณฑ์ 4 โรง และมีเตาทอดผลิตภัณฑ์ 240 เตา สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ถึงร้อยละ 50 โดยในปี 2559 สามารถลดค่าก๊าซได้กว่า 30 ล้านบาท และยังเป็นการสร้างอาชีพเสริมรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ จนไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ ไปยังประเทศต่างๆ เช่น จีน เกาหลี เวียดนาม และ ทวีปยุโรป ที่มา :: https://www.facebook.com/pg/ministryofenergy/photos/?tab=album&album_id=1497152030354085

อ่านต่อ...
Admin

นายเกียรติศักดิ์ สร้อยพานิช พลังงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงพลังงานได้มีนโยบายด้านการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในชุมชน เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และต่อยอดสู่การสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ให้ชุมชน รวมถึงการสื่อสารเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการใช้พลังงานทดแทนอย่างถูกต้องให้กับชุมชนในท้องถิ่น ดังนั้น สำนักงานพลังงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงพลังงาน จึงได้ดำเนินการขยายผลนโยบายดังกล่าวในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยได้ร่วมกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในการสนับสนุนเทคโนโลยีพลังงานทดแทน ประกอบด้วย ระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 2 ตู้ งบประมาณ 24,000 บาท บ่อหมักก๊าซชีวภาพขนาด 8 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 1 บ่อ งบประมาณ 8,500 บาท เตานึ่งพร้อมตัวครอบแก๊สประสิทธิภาพสูง จำนวน 1 ชุด งบประมาณ 17,000 บาท ภายใต้งบประมาณจาก 3 ส่วน ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้กับ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตเห็ดเศรษฐกิจบ้านธรรมรัตน์ ตำบลช้างแรก อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ประกอบอาชีพทำฟาร์มเห็ดแบบครบวงจร ตั้งแต่การเพาะเห็ดไปจนถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเห็ด โดยมีผลิตภัณฑ์ อาทิ ก้อนเห็ดและเห็ด เช่น เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู เห็ดนางรม และเห็ดหลินจือ และผลิตภัณฑ์เห็ดแปรรูป เช่น ข้าวเกรียบเห็ด แหนมเห็ด น้ำเห็ดสมุนไพรไม้ฝาง น้ำเห็ดกระเจี๊ยบเป็นต้น พลังงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวต่อว่า การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนดังกล่าวมีเป้าหมายหลักเพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตของกลุ่มให้มีประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เนื่องจากที่ผ่านมาทางกลุ่มมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งภายหลังจากการสนับสนุนเทคโนโลยีพลังงานทดแทน ช่วยให้วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตเห็ดเศรษฐกิจบ้านธรรมรัตน์ สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานจากการใช้แก๊สแอลพีจีได้ 100% หรือคิดเป็นเงิน 36,000 บาทต่อปี หรือคิดเป็นการใช้แก๊สแอลพีจีขนาดถังละ 48 กิโลกรัม จำนวน 32 ถังต่อปี นอกจากนี้ การสนับสนุนเทคโนโลยีพลังงานทดแทนดังกล่าวยังช่วยให้กระบวนการผลิต มีความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น สามารถลดระยะเวลาในการผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้ทางวิสาหกิจชุมชนสามารถรองรับการสั่งสินค้าเพิ่มจากกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น และมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 30 % ที่สำคัญยังสามารถต่อยอดเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรและชาวบ้าน จากชุมชนต่างๆ เข้ามาศึกษาเรียนรู้เพื่อนำเทคโนโลยีด้านพลังงานไปพัฒนาอาชีพและปรับใช้ชีวิตประจำวันได้ด้วย ที่มา :: http://www.thaipr.net/energy/826791

อ่านต่อ...
Admin

กบง.ลดราคาขายปลีกก๊าซ LPG 2 บาทต่อกิโลกรัม หลังราคาเนื้อก๊าซในตลาดโลกปรับลดลง มีผลวันพรุ่งนี้นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. ว่า ที่ประชุมมีมติปรับลดราคาขายปลีกก๊าซ LPG ในประเทศ 2 บาทต่อกิโลกรัม มาอยู่ที่ 20.29 บาทต่อกิโลกรัม มีผลวันพรุ่งนี้ (4 ก.พ.) หลังราคาเนื้อก๊าซในตลาดโลกปรับลดลง 66 เหรียญสหรัฐต่อตัน มาอยู่ที่ 297 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่งผลให้มีการปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนสำหรับ LPG จากเดิมเก็บในอัตรา 23 สตางค์มาเป็นการชดเชย 41 สตางค์ต่อกิโลกรัม โดยสถานะของกองทุน LPG ล่าสุดอยู่ที่ 7,291 ล้านบาท และกองทุนLPG ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ แต่จะยังควบคุมราคาขายปลีกหน้าคลัง LPG ทั่วประเทศเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวและเอื้อให้เกิดการแข่งขันเสรีมากขึ้น รวมถึงป้องกันผู้ค้าฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา ซึ่งจะทำให้ราคา LPG ที่จำหน่ายในแต่ละภูมิภาคมีการปรับลดลง ยกเว้นคลัง LPG ที่จังหวัดลำปาง ซึ่งมีต้นทุนค่าขนส่งสูงที่สุดในประเทศที่ 2 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นเมื่อหักลบราคาขายปลีกที่ปรับลดลงกับต้นทุนค่าขนส่งแล้ว จะทำให้ราคาขายปลีกแอลพีจีที่ลำปางอยู่ในระดับเดิมที่ 22.29 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมมอบหมายให้กรมธุรกิจพลังงานและ สนพ. ประสานกับกระทรวงพาณิชย์ ในการพิจารณาบัญชีค่าขนส่งด้วย

อ่านต่อ...
Admin

จากตัวเลขการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยในแต่ละปี มีแนวโน้มสูงขึ้นตลอดอย่างต่อเนื่อง นั่นก็เป็นเพราะทุกคนเห็นประโยชน์และความสำคัญของไฟฟ้า และทุกวันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ไฟฟ้าได้กลายเป็นปัจจัยที่ 5 ในชีวิตประจำวันของเรา ที่ช่วยให้ชีวิตของเรามีความสะดวกสบายมากขึ้น อีกทั้งในอนาคตตามนโยบาย Thailand 4.0 ที่จะขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้ "ไฟฟ้า" กลายเป็นเชื้อเพลิงหลักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในระบบไฟฟ้าก็กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้เอง-ผลิตเองที่มากขึ้นผ่านพฤติกรรมต่างๆ อย่างเช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) สถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) และระบบผลิตไฟบนหลังคา (Solar Rooftop) เป็นต้น

อ่านต่อ...
Admin

พลังงาน จ.เพชรบุรี ชู กลุ่มเครือข่ายรวมใจตามรอยพ่อ สร้างชุมชนต้นแบบพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน ช่วยชุมชนบ้านป่าเด็ง ผลิตพลังงานใช้เอง เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านพลังงาน และคว้ารางวัล ""สุดยอดคนพลังงาน"" รวมทั้งรางวัล ASEAN Energy Awardsสำนักงานพลังงานจังหวัดเพชรบุรี กระทรวงพลังงาน พาสื่อมวลชนเยี่ยมชม กลุ่มวิสาหกิจเครือข่ายรวมใจตามรอยพ่อ ชู การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ของเสียครัวเรือน เศษไม้ และการผลิตก๊าซชีวภาพ ใช้แทนก๊าซ LPG ช่วยชุมชนป่าเด็งผลิตพลังงานใช้เอง ลดรายจ่ายสร้างรายได้อย่างยั่งยืน เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านพลังงาน จนคว้ารางวัลระดับประเทศ และในระดับสากลนายเฉลิมพร ทองประดู่ รักษาการแทนพลังงานจังหวัดเพชรบุรี กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ได้นำสื่อมวลชนเพื่อเยี่ยม โครงการกลุ่มวิสาหกิจเครือข่ายรวมใจตามรอยพ่อ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของชาวบ้าน ในชุมชนป่าเด็ง ซึ่งได้น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางดำเนินชีวิต และได้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการใช้พลังงานทดแทน จากพลังงานแสงอาทิตย์ และก๊าซชีวภาพ จนทำให้ทุกวันนี้ชาวบ้านในพื้นที่สามารถมีไฟฟ้าใช้โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าไฟ และยังเป็นชุมชนที่ผลิตพลังงานได้ด้วยตนเอง จนเป็นศูนย์เรียนรู้สำคัญด้านพลังงานชุมชน ของกระทรวงพลังงานทั้งนี้ จากความตั้งใจอย่างจริงจังของชาวบ้าน ทำให้เครือข่ายฯ สามารถคว้ารางวัลสำคัญ ๆ เช่น รางวัลสุดยอดคนพลังงาน ประจำปี 2560 สาขาโครงการพลังงานชุมชนแบบมีส่วนร่วมยอดเยี่ยม ระดับภาค รางวัล Thailand Energy Awards ในประเภท โครงการผลิตไฟฟ้าและก๊าซชีวภาพเพื่อใช้ในครัวเรือน รวมทั้งรางวัลชนะเลิศ ASEAN Energy Awards 2017 ซึ่งมีผลงานที่โดดเด่น ได้แก่1.การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ของเสีย ขยะจากครัวเรือน เศษไม้ ฯลฯ ผลิตไฟฟ้าแทนเครื่องปั่นไฟดีเซล โดยออกแบบระบบให้เหมาะสมกับวัตถุดิบและความต้องการใช้พลังงาน ช่วยลดการใช้น้ำมันกว่า 100 ครัวเรือน ได้มากกว่าปีละ 18,000 ลิตร หรือเทียบเท่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 49 ตันคาร์บอนไดออกไซด์/ปี มีต้นทุนผลิตไฟฟ้า 13.8 บาท/kWh ซึ่งต่ำกว่าการผลิตไฟฟ้าด้วยเครื่องปั่นไฟฟ้าขนาดเล็กจากน้ำมัน ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม2.การผลิตก๊าซชีวภาพใช้แทนก๊าซหุงต้ม เริ่มติดตั้งระบบผลิตก๊าซชีวภาพตั้งแต่ปี 2553 โดยช่วงแรกเป็นแบบถังพลาสติกครอบลอย 200 และ 500 ลิตร และพัฒนามาเป็นถุงบอลลูนซึ่งมีพื้นที่กักเก็บก๊าซชีวภาพได้มากขึ้น นอกจากนี้ในปัจจุบันยังสามารถต่อยอดนำก๊าซชีวภาพไปใช้งานร่วมกับระบบแก๊สซิไฟเออร์ เพื่อใช้กับเครื่องปั่นไฟได้ด้วย ซึ่งชุมชนเรียกการใช้พลังงานทดแทนแบบผสมผสานนี้ว่า "ชีวพลัส" (ชีวภาพ+ชีวมวล) การผลิตก๊าซชีวภาพของชุมชนป่าเด็งของชุมชนป่าเด็ง ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน ได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 57 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ปัจจุบันกลุ่ม "เครือข่ายรวมใจ ตามรอยพ่อ" ได้ช่วยเหลือในพื้นที่ที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ให้สามารถต่อยอดชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้ในระดับหนึ่ง เกิดการพึ่งพาตัวเอง สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ การถ่ายทอดเทคโนโลยีต่าง ๆ ก็จะเป็นไปในรูปแบบ "ป่าเด็งโมเดล" สไตล์ คือคนในพื้นที่ต้องทำได้จริง ๆ เน้นการปฎิบัติจริงการเรียนรู้ที่เทคโนโลยีต่าง ๆ ด้วยตนเองคือต้นแบบที่เป็นรูปธรรมที่สุด นี่คือเรื่องราวน่าประทับใจของชาวบ้านแห่งนี้ ที่เต็มไปด้วยความทุ่มเท ความเอาใจใส่ และความร่วมมือรวมใจ เพื่อเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ตามหลักการใช้ชีวิตที่พอเพียงที่มา http://www.newswit.com/nrg/2017-11-15/60a2c03e9d75af9070e2cb4040143370/

อ่านต่อ...
Admin

สำนักงานพลังงานจังหวัดเชียงใหม่ ส่งเสริมชุมชนแม่แจ่ม เพิ่มมูลค่าเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร โดยแปรรูปเป็นพลังงาน สร้างรายได้ ลดปัญหาหมอกควัน และสร้างสิ่งแวดล้อมสีเขียวสำนักงานพลังงานจังหวัดเชียงใหม่ กระทรวงพลังงาน ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยศูนย์วิจัยเทคโนโลยีพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ และสหกรณ์การเกษตรแม่แจ่ม ดำเนินโครงการนำร่องการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลจากข้าวโพด (Corn Pellet) ภายใต้โครงการพลังงานชุมชนเพื่อชุมชนจัดการตนเองทางด้านพลังงาน เพื่อเพิ่มมูลค่าเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร โดยแปรรูปเป็นพลังงาน สร้างรายได้เกษตรกร และลดปัญหาหมอกควันในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียงนายชำนาญ กายประสิทธิ์ พลังงานจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า พื้นที่ในอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ มีปริมาณชีวมวลจาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นจำนวนมาก โดยแบ่งเป็นส่วนของ ต้น ตอ และใบ ประมาณ 84,000 ตันต่อปี ส่วนซังและเปลือก จำนวน 28,000 ตันต่อปี ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ใช้วิธีกำจัดด้วยการเผาทำลาย เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่อง หมอก ควัน จนนำไปสู่ปัญหามลพิษทางอากาศ ทางสำนักงานพลังงานจังหวัดเชียงใหม่ กระทรวงพลังงาน ได้เล็งเห็นความสำคญของปัญหาดังกล่าว จึงได้ร่วมกับศูนย์วิจัยเทคโนโลยีพลังงานทดแทนเพื่อสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสหกรณ์การเกษตรแม่แจ่ม จำกัด อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ดำเนินโครงการนำร่องการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งจากข้าวโพด (Corn Pellet) เพื่อแปรรูปเป็นพลังงาน ภายใต้โครงการพลังงานชุมชนเพื่อชุมชนจัดการตนเองทางด้านพลังงาน งบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ดำเนินการออกแบบและติดตั้งระบบผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง จำนวน 1 ระบบ กำลังการผลิต 1 ตันต่อชั่วโมง รวมถึงการอบรมความรู้ต่างๆ เช่น ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวมวล การแปรรูปเป็นพลังงาน และขั้นตอนกระบวนการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง ให้กับทีมบริหารจัดการกระบวนการผลิตของสหกรณ์การเกษตรแม่แจ่มทั้งนี้ การดำเนินโครงการดังกล่าว นอกจากจะช่วยลดปัญหาเรื่องหมอกควันที่เกิดขึ้นภายในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียง โดยสามารถลดการเผาทำลายเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรได้จำนวน 1,600 ตันต่อปี ช่วยลดการปล่อยฝุ่นจากการเผาเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมากกว่า 150 กิโลกรัมต่อปี และลดการปล่อยก๊าซต่างๆ ได้กว่า 500 กิโลกรัมต่อปี นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ เนื่องจาก ปัจจุบันเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งกำลังเป็นที่ต้องการของภาคอุตสาหกรรม เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงแทนน้ำมันเตา ขณะนี้เชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งจากข้าวโพดของกลุ่มสหกรณ์การเกษตรแม่แจ่ม มีตลาดรองรับทั้งจากภาคกลางและภาคเหนือหลายราย อาทิ บริษัท นิวเอเบิล กรีน เทคโนโลยี จำกัด กรุงเทพฯ บริษัท กรีน แอนด์คลีน จำกัด จังหวัดแพร่ และบริษัท ซีพีดี ชีทบอร์ด จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้นปัจจุบัน สหกรณ์การเกษตรแม่แจ่ม ได้ร่วมลงทุนกับบริษัท ไบโอเพลเลทส์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งเป็น 3 ตันต่อชั่วโมง เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนที่สนใจนำเชื้อเพลิงไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมลงนามสัญญาซื้อขายเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งจากซังและเปลือกข้าวโพด ซึ่งเชื้อเพลิงดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อเป็นการขยายผลให้เกิดการใช้งานอย่างแพร่หลายในโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคเหนือต่อไป เป็นการสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับชุมชน"โครงการนำร่องการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งจากข้าวโพด ถือเป็นโครงการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์กระทรวงพลังงาน และยุทธศาสตร์ของจังหวัดเชียงใหม่ และเป็นความสำเร็จของรูปแบบด้านการพัฒนาและการบริหารจัดการชีวมวลแปรรูปเป็นพลังงาน ร่วมกับชุมชนในท้องถิ่นเพื่อใช้แก้ปัญหาหมอกควันเชิงพื้นที่และก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม" พลังงานจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวที่มา http://www.ryt9.com/s/prg/2728530

อ่านต่อ...