News
รมว.พลังงาน ยืนยัน ปี 59-60 เดินหน้าขับเคลื่อน 5 แผนบูรณาการพลังงานระยะยาว พร้อมสะสางภารกิจค้างคาให้เป็นรูปธรรม






              มว.พลังงาน ยืนยัน ปี 59-60 เดินหน้าขับเคลื่อน 5 แผนบูรณาการพลังงานระยะยาว พร้อมสะสางภารกิจค้างคาให้เป็นรูปธรรม กระทรวงพลังงานแถลงผลงานรอบ 1 ปี ชูผลงาน สางหนี้กองทุนกว่า 7 พันล้านบาท แก้ปัญหาบิดเบือนโครงสร้างราคาพลังงาน ปลดล็อกพลังงานทดแทน เดินหน้าแผนพลังงานระยะยาวขับเคลื่อนโครงการภายใต้ 5 แผนพลังงาน ในปี 2559 - 2560 สะสางภารกิจพลังงานให้เป็นรูปธรรม เร่งผลักดันแข่งขันธุรกิจพลังงานเสรี และเป็นธรรม พร้อม จับมือเพื่อนบ้านเชื่อมโยงและพัฒนาแหล่งพลังงานร่วมกัน เชื่อมั่น สิ้นสุดแผน 20 ปี สร้างภาคพลังงานของประเทศให้ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน (วันนี้ 24 ธันวาคม 2558) พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ปัญหาด้านพลังงานในช่วงก่อนที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ประกอบด้วย 4 ปัญหาหลัก ได้แก่ โครงสร้างราคาพลังงานที่ไม่เหมาะสมและเป็นธรรม การส่งเสริมพลังงานทดแทนเกิดการหยุดชะงัก สภาพผูกขาดของกิจการพลังงาน และประเทศขาดแผนพลังงานในภาพรวม ทั้งนี้ ในการแถลงผลงานของรัฐบาลในรอบ 1 ปีที่ผ่านมานั้น ในส่วนของกระทรวงพลังงานได้มีการดำเนินการภารกิจที่สำคัญตามนโยบายรัฐบาลครบในรอบ 1 ปี ระหว่างวันที่ 12 กันยายน 2557 ถึง 15 ธันวาคม 2558 ในภารกิจหลัก 2 ด้าน คือ ด้านการแก้ปัญหาในระยะเร่งด่วน และการดำเนินงานตามนโยบาย ซึ่งมีผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในด้านต่างๆ อาทิเช่น ด้านการดำเนินงานตามนโยบาย กระทรวงพลังงานได้มุ่งเน้นการดำเนินงานใน 3 ด้าน คือ ด้านพลังงานมั่นคง เศรษฐกิจมั่งคั่ง และสังคมไทยยังยืน โดยในนโยบายด้านพลังงานมั่นคง ในรอบปีที่ผ่านมา กระทรวงพลังงาน ได้ดำเนินการในเรื่องสำคัญๆ ประกอบด้วย การจัดทำแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว 20 ปี การส่งเสริมการจัดหาและขยายโครงสร้างพื้นฐานปิโตรเลียม การบริหารจัดการและพัฒนาระบบไฟฟ้า และการผลักดันความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างประเทศ ส่วนนโยบายด้านเศรษฐกิจมั่งคั่ง ได้มีการปรับราคาพลังงานให้เป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน และการส่งเสริมการแข่งขันในกิจการพลังงาน สำหรับนโยบายด้านสังคมไทยยั่งยืน กระทรวงพลังงานได้มุ่งเน้นส่งเสริมในเรื่องต่างๆ ได้แก่ การเร่งรัดส่งเสริมพลังงานทดแทน การบริหารจัดการด้านอนุรักษ์พลังงานอย่างเข้มข้น การเสริมสร้างศักยภาพชุมชนด้านพลังงาน และการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้เกษตรกรนอกเหนือจากการบูรณาการภาคพลังงานภายในประเทศแล้ว กระทรวงพลังงานยังได้มุ่งเน้นความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างประเทศ โดยมีกรอบความร่วมมือกับประเทศต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงและพัฒนาด้านพลังงานให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืนร่วมกัน ได้แก่ การจัดทำ MOU กับ เมียนมา การจัดทำ MOU กับ รัสเซีย และความร่วมมือด้านพลังงานในอาเซียน ทั้ง 7 สาขา ประกอบด้วย ปิโตรเลียม ไฟฟ้า พลังงานทดแทน อนุรักษ์พลังงานถ่านหินสะอาด นิวเคลียร์ นโยบายและแผนพลังงาน โดยล่าสุดร่วมจัดทำแผนปฏิบัติการว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานของอาเซียน (ASEAN Plan of Action on Energy Cooperation) ฉบับปี พ.ศ.2559-2568 เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม ตลอดจนได้มีการจัดทำ MOU ว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานกับ ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency : IEA) ซึ่งมีขอบเขตครอบคลุมถึงประเด็นความมั่นคงทางพลังงาน เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในฐานะประเทศพันธมิตรที่ไม่ได้เป็นสมาชิก และทาง IEA ได้เห็นชอบยกระดับความร่วมมือกับประเทศไทยเป็นรูปแบบ Association อีกด้วยสำหรับภารกิจก้าวต่อไปที่กระทรวงพลังงานมีแผนจะดำเนินการในช่วงปี 2559-2560 ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนภายใต้แผนบูรณาการพลังงานระยะยาวทั้ง 5 แผน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าแผนดังกล่าวจะบรรลุเป้าหมายที่ตามกำหนด ซึ่งกระทรวงพลังงานได้ผลักดันโครงการต่างๆ ดังนี้• แผน PDP ปี 2559-2560 จะเร่งผลักดันการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดจังหวัดกระบี่และสงขลา โดยสำหรับโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ ให้การหารือในคณะกรรมการไตรภาคีได้ข้อยุติโดยเร็ว จัดทำอัตรารับซื้อไฟฟ้า (FiT) สำหรับ SPP ให้แล้วเสร็จ จัดทำข้อเสนอนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจฯ ให้แล้วเสร็จ และเร่งรัดการดำเนินโครงการ Smart Grid ตามแผนพลังงานทดแทนอื่นๆ ผลักดันร่าง พ.ร.บ. พลังงานทดแทนให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการส่งเสริมพลังงานทดแทนในภาพรวมของประเทศ การส่งเสริมการผลิตการใช้ CBG เพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อใช้ในยานยนต์ รวมถึงนำร่องการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 ในรถบรรทุกขนาดใหญ่ให้มีการออกกฏกระทรวงเพื่อให้การกำหนดมาตรฐานการใช้พลังงานในอาคารใหม่ (BEC) สามารถบังคับใช้ได้จริง โดยบูรณาการกับกระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นหน่วยที่จะนำไปปฏิบัติอย่างใกล้ชิด เดินหน้าโครงการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เช่น อุตสาหกรรมห้องเย็น แช่แข็ง และตรวจสอบการใช้พลังงานโรงงาน/อาคารควบคุมอย่างเข้มข้น• แผน Oil Plan ปี 2559-2560 ดำเนินการการผลักดัน พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้การบริหารจัดการกองทุนมีประสิทธิภาพ การผลักดันให้มีการเริ่มลงทุนโครงการระบบการขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ศึกษาและจัดทำแผนในการลดชนิดน้ำมันเชื้อเพลิงให้ชัดเจน และศึกษาและจัดทำแนวทางบริหารจัดการการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง• แผน Gas Plan ปี 2559-2560 จะดำเนินการเร่งผลักดันการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และ พรบ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ให้แล้วเสร็จเพื่อนำไปสู่การเปิดให้ยื่นสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ บริหารอย่างไรก็ตาม เป้าหมายอีก 20 ปี เมื่อสิ้นสุดแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว จะสามารถสร้างภาคพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง โดยสามารถการจัดหาพลังงานเพียงพอต่อความต้องการใช้ของประชาชน โดยมีระดับการผลิตอย่างไรก็ตาม เป้าหมายอีก 20 ปี เมื่อสิ้นสุดแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว จะสามารถสร้างภาคพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง โดยสามารถการจัดหาพลังงานเพียงพอต่อความต้องการใช้ของประชาชน โดยมีระดับการผลิต2579 และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยตั้งเป้าหมายลดค่าความเข้มของการใช้พลังงานลง 30% ในปี 2579 โดยคาดว่าจะสามารถลดการใช้พลังงานเป็นมูลค่า 842,130 ล้านบาทต่อปีลดการปล่อยก๊าซ CO2 ได้ 317 ล้านตัน

ข่าวอื่นๆ
รมว. พลังงาน ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.เชียงใหม่ ตรวจเยี่ยมการลงทุนติดตั้งระบบอบแห้งแสงอาทิตย์ และ การผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ในโรงเรียนชนบท สร้างรายได้ให้เกษตรกรและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

รมว. พลังงาน ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.เชียงใหม่ ตรวจเยี่ยมการลงทุนติดตั้งระบบอบแห้งแสงอาทิตย์ และ การผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ในโรงเรียนชนบท สร้างรายได้ให้เกษตรกรและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

ดร. ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่ากระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงาน เดินทาง ตรวจราชการในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ระหว่างวันที่ 13-15 มกราคม 2562 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ เพื่อติดตามผลสัมฤทธิ์ของโครงการด้านพลังงานในการสนับสนุนการพัฒนา ชุมชนในที่ต่างๆ ดังนี้ ในวันที่ 13 มกราคม 2562  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ติดตามการใช้งานระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ (พาราโบลาโดม) ของบริษัทชาวไทยภูเขา (ฮิลล์คอฟฟ์) อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นโครงการที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้พัฒนาออกแบบและช่วยเงินลงทุนติดตั้งระบบ ในสัดส่วน 30% เป็นเงิน 485,800 บาท เพื่อใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและพัฒนาคุณภาพเมล็ดกาแฟได้ให้สูงยิ่งขึ้น โดยพาราโบลาโดมจะช่วยลดระยะเวลาการตากเมล็ดกาแฟลงได้ถึง 5-10 วัน และทำให้ได้เมล็ดกาแฟ     มีรสชาติใหม่ ถูกสุขอนามัย ลดความเสียหาย ทำให้ผลผลิตออกมาเป็นเมล็ดกาแฟแบบ Honey process Wet process และ Dry Process สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรชาวเขาในพื้นที่ที่เพาะปลูกกาแฟได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี และพาราโบลาโดมยังถูกนำไปใช้เพื่อทำกล้วยตากได้ถึง 220 กิโลกรัมต่อปีอีกด้วย  นอกจากนี้ ยังได้     นำระบบเทคโนโลยีเพื่อมาต่อยอดให้เป็นสมาร์ทโดมที่สามารถรายงานผลและสั่งการผ่านโทรศัพท์มือถือ ในการควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ในระยะต่างๆ ของการอบแห้งกาแฟได้ โครงการจัดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์สำหรับโรงเรียนชนบท ณ โรงเรียนบ้านห้วยต้นตอง   อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและไฟฟ้าเข้าไม่ถึง โดยเมื่อปี 2549 พพ. ได้สนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดในวงเงินประมาณ 1.4 ล้านบาท เพื่อติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ ขนาดกำลังผลิตพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 36 กิโลวัตต์ชั่วโมง ใช้กับอาคารเรียน 2 ชั้น และในปี 2553 ได้ขยายผลกำลังการผลิตไฟฟ้า ของโครงการขึ้นอีก 3 กิโลวัตต์ เพื่อใช้กับอาคารเรียนชั้นอนุบาล อาคารสำนักงาน และโรงอาหาร และในปี 2561 พพ. ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าขึ้นอีก 10 กิโลวัตต์ พร้อมกับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนขนาด 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง ทั้งนี้ กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้นอกจากจะช่วยเพิ่มคุณภาพการศึกษาของนักเรียนระดับประถมศึกษากว่า 117 คน แล้วพลังงาน   ที่กักเก็บไว้ในแบตเตอร์รี่จะถูกนำมาช่วยเพื่อเตรียมการสอนของครูในช่วงค่ำ นอกจากนี้ ในบางโอกาสไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดนำไปใช้ในกิจกรรมของชุมชนชาวเขาที่อยู่บริเวณโดยรอบกว่า 800 คน จาก150 ครัวเรือน ซึ่งจะช่วยยกระดับความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนจากการมีไฟฟ้าใช้จากระบบเซลล์แสงอาทิตย์ได้เป็นอย่างดี

ก.พลังงาน ชี้แจงประเด็นข่าวการเตรียมเปิดประมูล IPP ตามแผน PDP ใหม่

ก.พลังงาน ชี้แจงประเด็นข่าวการเตรียมเปิดประมูล IPP ตามแผน PDP ใหม่

ก.พลังงาน  ขอย้ำยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา และต้องรอการพิจารณาจาก กพช. และนำเสนอ ครม. ก่อน จึงนำมาจัดทำแผนดำเนินการได้ ดร. สมภพ  พัฒนอริยางกูล  ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า  ตามที่ปรากฎข่าวจากสื่อมวลชน ในวันนี้ (11 มค.) ว่า กระทรวงพลังงาน ได้เตรียมพร้อมเปิดการประมูลโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) รอบที่ 4 ในภาคตะวันตก กำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 1,400 เมกะวัตต์ ในช่วงปี 2562 – 2563 และจะจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบประมาณปี 2568 ซึ่งเป็นประเด็นเผยแพร่เนื้อหาข่าวในสื่อต่าง ๆ นั้น ทั้งนี้ กระทรวงพลังงงาน โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ขอชี้แจงว่า ขณะนี้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ (PDP) ยังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้ความเห็นชอบ ซึ่งเบื้องต้น จะมีกำหนดการประชุมในวันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม 2562  โดยกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมในแนวทางต่างๆ ทั้งในการประมูล หรือต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าทุกประเภทให้สอดคล้องกับแผน PDP ฉบับใหม่ รวมทั้งจะพิจารณาความต้องการไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศในช่วงขณะนั้นประกอบด้วย โดยเมื่อ กพช. ให้ความเห็นชอบและนำเสนอคณะรัฐมนตรีแล้ว กระทรวงพลังงานจะนำแผน PDP มาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแผนดำเนินการหรือ Action Plan ต่อไป

แถลงการณ์กระทรวงพลังงานฉบับที่ 5/2562 สถานการณ์พายุโซนร้อน “ปาบึก”

แถลงการณ์กระทรวงพลังงานฉบับที่ 5/2562 สถานการณ์พายุโซนร้อน “ปาบึก”

แถลงการณ์กระทรวงพลังงานฉบับที่ 5/2562 สถานการณ์พายุโซนร้อน “ปาบึก” ที่ส่งผลต่อการผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย กระทรวงพลังงาน : วันที่ 6 มกราคม 2562 เวลา 16.00 น. รายงานความคืบหน้าสถานการณ์พายุโซนร้อนปาบึก (PABUK) ขณะนี้พายุได้เคลื่อนที่ผ่านประเทศไทยไปแล้ว ภาพรวมของการบริหารจัดการด้านพลังงานนั้น ได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย ทำให้สามารถผลิต ก๊าซธรรมชาติและกระแสไฟฟ้าได้ใกล้เคียงปริมาณปกติ รายละเอียดในแต่ละด้านประกอบด้วย ด้านการผลิตก๊าซธรรมชาติ อุปกรณ์การผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย ปัจจุบันสามารถเริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติได้ตามปกติแล้ว และจากการตรวจสอบโดยละเอียด คาดว่าจะสามารถผลิตเต็มที่ได้ในวันที่ 7 มกราคม 2562 ทั้งนี้ได้ใช้การผลิตก๊าซ LNG เต็มกำลังสำรอง 1,400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อไปตลอดช่วงฉุกเฉิน ด้านไฟฟ้า ในส่วนของโรงไฟฟ้าไม่มีความเสียหายและสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามปกติ แต่จะมีเพียง บางพื้นที่ที่เสาไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้รับความเสียหาย คาดว่าจะสามารถกู้กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ด้านน้ำมันและสถานีบริการ สถานีบริการในทุกพื้นที่สามารถเปิดบริการได้ตามปกติ ด้านการให้ความช่วยเหลือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกลุ่มบริษัท ปตท. ยังคงให้ ความช่วยเหลือประชาชนด้วยการแจกจ่ายถุงยังชีพและน้ำดื่ม ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน คาดว่า การบริหารจัดการด้านพลังงานในทุกๆ ด้านจะสามารถกลับสู่สภาวะปกติภายใน 1 - 2 วันนี้ กระทรวงพลังงานและหน่วยงานในสังกัดได้เร่งประสานให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง

แถลงการณ์กระทรวงพลังงานฉบับที่ 4/2562 สถานการณ์พายุโซนร้อน “ปาบึก”

แถลงการณ์กระทรวงพลังงานฉบับที่ 4/2562 สถานการณ์พายุโซนร้อน “ปาบึก”

แถลงการณ์กระทรวงพลังงานฉบับที่ 4/2562 สถานการณ์พายุโซนร้อน “ปาบึก” ที่ส่งผลต่อการผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย กระทรวงพลังงาน : วันที่ 5 มกราคม 2562 เวลา 16.00 น. รายงานความคืบหน้าสถานการณ์พายุโซนร้อนปาบึก (PABUK) ต่อการผลิตปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทย ซึ่งขณะนี้ สถานการณ์ในส่วนของการผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่อ่าวไทยถือว่าได้คลี่คลายแล้ว บริษัท ผู้ประกอบกิจการพลังงานได้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าสำรวจอุปกรณ์บนทุกแท่นผลิตปิโตรเลียมและเร่งดำเนินการให้สามารถกลับมาผลิตปิโตรเลียมเพื่อรองรับการใช้ของประชาชน รายละเอียดการดำเนินการมีดังนี้ ด้านการผลิตก๊าซธรรมชาติ จากการเข้าตรวจสอบ พบว่า ไม่มีอะไรเสียหาย สามารถกลับมาผลิตก๊าซธรรมชาติได้ในวันที่ 6 มกราคม 2562 และจะสามารถผลิตได้อย่างเต็มที่ วันที่ 7 มกราคม 2562 ด้านไฟฟ้า ในส่วนของโรงไฟฟ้าไม่มีความเสียหายและสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามปกติ แม้สถานการณ์จะคลี่คลายแล้ว กระทรวงพลังงานและหน่วยงานในสังกัด จะได้เตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย ร่วมกับรัฐบาล อย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ ต่อไป ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานและหน่วยงานในสังกัด ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยในพื้นที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน