News
“ผู้ค้าก๊าซ”รายเล็กขาดทุนยับ ปตท.-สยามแก๊สครองตลาดรับเปิดเสรี

ส่องผลประกอบการผู้ค้ามาตรา 7 เฉพาะส่วนผู้ค้าก๊าซ LPG ช่วง 54-59 แบกขาดทุนสะสมอ่วม รับเปิดเสรีก๊าซเต็มรูปแบบ ดับบลิวพีฯ นำโด่งขาดทุนรวม 1.5 หมื่นล้าน ลุ้นรายเล็ก อูโน่แก๊ส, ทาคูนิ กรุ๊ป, ยูไนเต็ด แก๊ส, ไทยแก๊สประคองกิจการต่อ หวั่นซ้ำรอย พลังอัศวินฯ แจ้งยกเลิกการค้าก๊าซไปแล้วเงียบๆ


ช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นไปแตะ 100 -150 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ตั้งแต่ปี 2551 ได้กลายเป็นยุคบูมของก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เพราะความต้องการใช้เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของภาคครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคขนส่ง เพราะราคาก๊าซ LPG ในขณะนั้นถูกกว่าราคาน้ำมัน ผู้ประกอบการหลายรายหันมาเป็นผู้ค้ามาตรา 7 เพื่อค้าส่ง-ค้าปลีกก๊าซ LPG ไปจนถึงรับติดตั้งถังก๊าซในรถยนต์ แต่ภายหลังจากที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกพลิกกลับมายืนราคาต่ำที่ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทำให้ผู้บริโภคหันกลับมาเติมน้ำมัน ความต้องการใช้ก๊าซ LPG ลดลงต่อเนื่อง ผู้ค้าก๊าซต้องงัดกลยุทธ์ดึงลูกค้า ยอมหั่นกำไรเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้


ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” สำรวจผลประกอบการผู้ค้ามาตรา 7 โดยเฉพาะในส่วนของผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ LPG ที่มีอยู่ในตลาดขณะนี้ประมาณ 21 ราย พบว่าในส่วนของผู้ค้าก๊าซรายกลาง-รายเล็ก ต้องประสบปัญหา “ขาดทุน” ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2554-2559 คือ 1) บริษัท ดับบลิว พี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) กับบริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด 2) บริษัท อูโน่ แก๊ส จำกัด 3) บริษัท ทาคูนิ กรุ๊ป จำกัด 4) บริษัท ยูไนเต็ด แก๊ส จำกัด และ 5) บริษัท ไทยแก๊ส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ทั้งนี้เมื่อสำรวจข้อมูลย้อนไปในปี 2559 พบว่าบริษัท พลังอัศวิน จำกัด ผู้ประกอบกิจการจำหน่ายปลีก ค้าส่งก๊าซ LPG ได้แจ้งยกเลิกการค้าไปแล้วเนื่องจากยอดขายลดลงต่อเนื่อง


โดยเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ค้าก๊าซรายเล็กต่างประสบปัญหาขาดทุน นอกจากจะมาจากยอดขายก๊าซที่ลดลงแล้วยังมาจากการพยายามดึงลูกค้าด้วยกลยุทธ์ “ลดราคา” เพื่อแข่งขันทั้งในระดับผู้ค้าก๊าซรายเล็กด้วยกันแล้ว และยังต้องแข่งขันกับผู้ค้าก๊าซ LPG รายใหญ่ที่บริหารต้นทุนได้ดีกว่า


อย่างไรก็ตามยังมีผู้ค้าก๊าซ LPG บางรายที่ยังคงทำกำไรในธุรกิจนี้คือ บริษัท ยูนิคแก๊ส จำกัด (ซึ่งมีบริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ร้อยละ 99) นอกจากนี้คือบริษัท แสงทองอุตสาหกรรมถังแก๊ส จำกัด และบริษัท พีเอพี แก๊ส แอนด์ ออยล์ จำกัด นอกจากนี้ยังมีบริษัททาคูนิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่แม้จะไม่ได้ประสบปัญหาขาดทุนในช่วงที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ส่วนของธุรกิจขายก๊าซลดลงถึงร้อยละ 18


ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังผู้ค้าก๊าซ LPG หลายราย ซึ่งระบุว่าจากความต้องการใช้ก๊าซ LPG ในภาคขนส่งไม่มีการขยายตัว ทำให้ผู้ค้าก๊าซบางรายมองความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาทำตลาดก๊าซหุงต้ม


แต่ตลาดนี้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ครองส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดถึงร้อยละ 48 รองลงมาคือ บริษัท สยามแก๊สฯ และยูนิคแก๊สที่มีส่วนแบ่งอยู่ที่ร้อยละ 29.2 และส่วนที่เหลือร้อยละ 1.4 นั้น เป็นยอดขายรวมกันของผู้ค้ารายเล็ก เช่น บริษัท ออร์คิด แก๊ส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท พี เอ พี แก๊ส แอนด์ ออยล์ จำกัด และบริษัท เอ็นเอสแก๊ส แอลพีจี จำกัด ฉะนั้นการเข้ามาทำการตลาดก๊าซหุงต้มจึงค่อนข้างยาก และมีโอกาสที่ผู้ค้ามาตรา 7 รายอื่นอาจะหยุดทำตลาดค้าก๊าซ


สอดคล้องกับความเห็นของนางจิณตนา กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามแก๊สฯ กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดก๊าซหุงต้มมีผู้ค้าก๊าซรายใหญ่ทำตลาดอยู่แล้ว ซึ่งในกรณีที่ผู้ค้าก๊าซรายใหม่จะเข้ามาทำตลาดนั้น ถือว่า “ยากมาก” เพราะต้องวางรากฐานลงทุนใน 2 ส่วนสำคัญ คือ จะต้องมีโรงบรรจุก๊าซและถังบรรจุก๊าซ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ยกตัวอย่างปัจจุบันสยามแก๊สฯ มีถังก๊าซในระบบรวมทั้งสิ้น 15 ล้านใบ ราคาอยู่ที่ 1,500 บาท/ใบ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นถึง 25,500 ล้านบาท ถือเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูงและไม่สามารถลงทุนเพื่อเข้ามาทำตลาดในช่วงสั้น ๆ ได้แน่นอน


“ตลาดก๊าซหุงต้มที่ผ่านมาไม่ได้มีการแข่งขันที่หวือหวา เพราะแต่ละผู้ค้าก็มีลูกค้าเป็นของตัวเองอยู่แล้ว แม้ว่าการแข่งขันจะสูงมากขึ้น แต่สยามแก๊สฯมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะไม่ขายตัดราคาแน่นอน เพราะถ้าทำก็คงไม่ต่างกับตลาดภาคขนส่งที่เรียกได้ว่าทำการตลาดแบบพากันไปตาย”


สำหรับราคาก๊าซในตลาดโลกขณะนี้ถือว่าอยู่ในช่วงขาลงอยู่ที่ระดับไม่เกิน 330 เหรียญสหรัฐ/ตัน ถือเป็นช่วงเหมาะสมสำหรับการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซ


ราคา LPG ยังไม่ขยับ


ราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลวหรือ LPG ในตลาดโลกล่าสุดเดือนสิงหาคม ยังยืนราคาที่320-330 เหรียญสหรัฐ/ตัน ทำให้ราคาขายปลีกในประเทศยังไม่มีการปรับขึ้นภายหลังจากที่ภาครัฐประกาศเปิดเสรีธุรกิจก๊าซเต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการ


โดยนายชิษณุพงศ์ งามรุ่งโรจน์เจริญ นายกสมาคมผู้ค้าก๊าซ LPG ระบุว่า ราคาก๊าซที่ยืนระดับต่ำ ส่งผลให้ผู้ค้าก๊าซยังไม่มีการปรับราคาจำหน่ายสำหรับเดือนสิงหาคมแน่นอน โดยราคาหน้าสถานีบริการจะอยู่ที่ 12.90 บาท/ลิตร(หรือ 20.49 บาท/กิโลกรัม) ส่วนในบางพื้นที่การแข่งขันรุนแรงอาจจะมีการปรับลดราคา พร้อมทั้งโปรโมชั่น

ลด แลก แจก แถม โดยเฉลี่ยผู้ค้าก๊าซ LPG จะมีกำไร (MarketingMargin) อยู่ที่ 1-2 บาท/ลิตรอย่างไรก็ตามผู้ค้าก๊าซสนับสนุนให้ภาครัฐเปิดเสรีธุรกิจก๊าซอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อให้ราคาสะท้อนราคาตลาดโลก


ทั้งนี้คาดว่าภายหลังจากเปิดเสรีแล้ว ผู้ค้ารายเล็กในตลาดอาจจะหายไปจากตลาดส่วนหนึ่งเพราะการแข่งขันที่สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคขนส่ง

ข่าวอื่นๆ
ก.พลังงาน ชี้แจงยังหนุนช่วยราคาน้ำมัน 1 บาท/ลิตร ถึง 10 ม.ค.นี้

ก.พลังงาน ชี้แจงยังหนุนช่วยราคาน้ำมัน 1 บาท/ลิตร ถึง 10 ม.ค.นี้

ก.พลังงาน ชี้แจงยังหนุนช่วยราคาน้ำมัน 1 บาท/ลิตร ถึง 10 ม.ค.นี้ นายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. ได้มีมติลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดลดลง 1 บาท/ลิตร ตั้งแต่ 26 ธันวาคม 2562 ถึง 10 มกราคม 2563 นั้น จนถึงขณะนี้ (7 มกราคม 2563) ยังคงอัตราการลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ตามที่ได้มีมติข้างต้น ส่วนการเปลี่ยนแปลงราคาขายปลีกของสถานีน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงในส่วนของราคาหน้าโรงกลั่น มิใช่การเปลี่ยนแปลงอัตราเงินกองทุนน้ำมันฯ โดยหากไม่มีลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ มาช่วยพยุงราคาไว้ จะทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นลิตรละ 1 บาทจากราคาขายในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น หากกระทรวงพลังงานไม่ลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ 1 บาท/ลิตร สำหรับแก๊สโซฮอล์ 95 ที่ราคา 26.45 บาท/ลิตร จะเพิ่มเป็น 27.45 บาท/ลิตร หรือแก๊สโซฮอล E20 จาก 23.44 บาท/ลิตรจะเป็น 24.44 บาท/ลิตร (ราคา ณ วันที่ 7 ม.ค. 2563) “กระทรวงพลังงาน จึงขอชี้แจงประชาชนเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนต่อเรื่องนี้ว่า การเปลี่ยนแปลงราคาในช่วงนี้ เป็นเรื่องของกลไกตลาด ซึ่งถ้าไม่มีมาตรการลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ 1 บาทต่อลิตร ราคาก็จะสูงขึ้นอีก 1 บาทจากราคาปัจจุบัน ณ สถานีบริการ” โฆษกกระทรวงพลังงานกล่าวชี้แจง

ฺB10 ดีเซลพื้นฐานใหม่ ช่วยเกษตรกรไทย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ฺB10 ดีเซลพื้นฐานใหม่ ช่วยเกษตรกรไทย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

1. หลักการ หรือที่มาของการสนับสนุนใช้ B 10 กระทรวงพลังงานมีมาตรการในการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล (ฺB 100) ในภาคพลังงานให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน โดยมีเป้าหมายในการสร้างสมดุลปาล์มน้ำมันทั้งระบบของประเทศ และได้กำหนดเป้าหมายการใช้ไบโอดีเซล (B 100) ให้ได้ประมาณ 7.0 ล้านลิตร /วัน  ซึ่งจะสามารถดูดซับ CPO ได้ประมาณ 2 ใน 3 ของปริมาณการผลิตทั้งหมดของประเทศในปัจจุบัน (หรือประมาณ 2.2 ล้านตัน/ปี) กรมธุรกิจพลังงาน จึงได้ดำเนินการเพื่อสนับสนุนนโยบาย โดยได้ออกประกาศกำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 10 และประกาศกำหนดลักษณะและคุณภาพของไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมัน (B 100) และจะกำหนดให้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 10 เป็นน้ำมันดีเซลฐานสำหรับรถดีเซลทั่วไป  โดยมีน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 7 เป็นน้ำมันทางเลือกสำหรับรถเก่าและรถยุโรป และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 20 เป็นน้ำมันทางเลือกสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป 2. ปัจจุบันน้ำมันดีเซลมีกี่ประเภท ต่างกันอย่างไร / คุณภาพต่างกันหรือไม่ น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 10 และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 20 โดยน้ำมันดีเซลทั้ง 3 ประเภท มีคุณภาพเหมือนกันทุกประการ แต่มีความแตกต่างกันที่สัดส่วนผสมไบโอดีเซล คือ น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดามีสัดส่วนไบโอดีเซล 6.6 – 7% น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 10 มีสัดส่วนไบโอดีเซล 9 – 10% และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 20 มีสัดส่วนไบโอดีเซล 19 – 20% 3. การใช้ B 10 จะกระทบเครื่องยนต์หรือไม่ /รถรุ่นไหน ยี่ห้อไหน ปีไหน ที่สามารถใช้ได้บ้าง การใช้น้ำมันดีเซล B 10 กับเครื่องยนต์ที่สามารถรองรับการใช้งานจะไม่มีผลกระทบกับเครื่องยนต์ เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์ให้การรับรองการใช้งานไว้เรียบร้อยแล้ว โดยผู้ที่มีความสนใจจะใช้น้ำมันดีเซล B 10 สามารถตรวจสอบรุ่นรถ ได้จากประกาศกรมธุรกิจพลังงานเรื่อง กำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2562 หรือที่เว็บไซต์กรมธุรกิจพลังงาน คลิกที่นี่  4. ปัจจุบันมีรถใช้ดีเซลกี่คัน และใช้ B10 ได้กี่คัน ณ เดือนกรกฎาคม 2562 มีรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงดีเซล ประมาณ 10.5 ล้านคัน เป็นรถที่ใช้น้ำมันดีเซล B 10 ได้ ประมาณ 5.3 ล้านคัน หรือ 50% ที่เหลือจะเป็นรถยนต์ดีเซลราคาแพง เช่น Benz Hyundai Tata BMW Honda Mazda Audi Peugeot Volvo(เล็ก) และรถเก่ามากๆ 5. รถที่เติม B10 ไม่ได้จะทำอย่างไร รถยนต์ที่ไม่สามารถเติม น้ำมันดีเซล B 10 ได้ เช่น รถที่มีอายุการใช้งานมานานแล้ว รถยุโรป ได้แก่ Benz Hyundai Tata BMW Honda Mazda Audi Peugeot  Volvo (เล็ก) ยังสามารถเติมน้ำมันดีเซล B 7 ได้ ซึ่งยังมีจำหน่ายตามสถานีบริการน้ำมัน 6. หากผู้บริโภคไม่รู้รุ่นรถ จะหาหรือติดต่อข้อมูลได้จากที่ไหนอย่างไร มีคู่มือหรือไม่ ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบรุ่นรถได้ที่เว็บไซด์ กรมธุรกิจพลังงาน www.doeb.go.th  ศูนย์บริการหรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ของผู้ผลิตรถยนต์แต่ละยี่ห้อ 7. มี Call Center ให้ข้อมูลหรือไม่ หรือเบอร์ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ ศูนย์บริการ หรือ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ ของผู้ผลิตรถยนต์แต่ละยี่ห้อ เพื่อรับคำแนะนำก่อนใช้ 8. หากเป็นรถรุ่นเก่าที่เติมไม่ได้ แต่เข้าใจผิดคิดว่าเติมได้จะส่งผลต่อเครื่องยนต์หรือไม่อย่างไร จะต้องติดต่อเคลมความเสียหายได้อย่างไร ข้อแนะนำสำหรับรถรุ่นเก่าที่ต้องการเติมน้ำมันดีเซล B 10 ก่อนเติมควรติดต่อศูนย์บริการ/ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ ของผู้ผลิตรถยนต์แต่ละยี่ห้อ เพื่อรับคำแนะนำและทำการตั้งค่าเครื่องยนต์ให้เหมาะสม ก่อนเริ่มใช้งานเชื้อเพลิงน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 10 9. ข้อแนะนำปรับแต่งเครื่องยนต์ที่ชิ้นส่วนอะไหล่ใดบ้างสำหรับรถเก่า ผู้บริโภคที่ต้องการใช้เชื้อเพลิงน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 10 ติดต่อศูนย์บริการ หรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ของผู้ผลิตรถแต่ละยี่ห้อ เพื่อรับคำแนะนำและทำการตั้งค่าเครื่องยนต์ให้เหมาะสม ก่อนเริ่มใช้งานเชื้อเพลิงน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 10 10. ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการรณรงค์ให้ใช้ B10 มีอะไรบ้าง 1. สร้างสมดุลปาล์มน้ำมันทั้งระบบในประเทศ ปริมาณการใช้ (ภาคพลังงาน และเพื่อการบริโภค) 2. สร้างเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมัน (ทำให้ราคาสูงขึ้น) 3. ช่วยลดมลพิษ (ปริมาณฝุ่น PM 2.5) (เนื่องจากการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในสัดส่วนที่สูงขึ้น) 11. ในแง่ของการประหยัดนำเข้าพลังงาน ตัวเลขที่ประหยัดได้ / ตัวเลขนำเข้าดีเซลปัจจุบัน และคาดว่าเมื่อใช้ B 10 จะลดการนำเข้าได้เท่าไหร่ /เป็นมูลค่าเงินเท่าไหร่ เนื่องจากประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบมาผลิตเป็นน้ำมันสำเร็จรูป ดังนั้น นโยบายการเพิ่มสัดส่วนการผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพในสัดส่วนที่สูงขึ้น จะทำให้สามารถประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่มาจากการนำเข้าได้มากขึ้นตามสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นของเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น ปกติการใช้ B 7 วันละประมาณ 60 ล้านลิตร ดังนั้น หากดีเซล B 10 เป็นดีเซลฐาน ทำให้สามารถประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 3 ของปริมาณการใช้ดีเซล (หรือประมาณวันละ 1.8 ล้านลิตร) 12. ตามแผน Time Line ของกระทรวงพลังงานในการจำหน่าย B 10 วางไว้อย่างไร - วันที่ 1 ตุลาคม 2562 ขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันให้เพิ่มปริมาณการจำหน่ายและเพิ่มจำนวนสถานีบริการน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 10 - วันที่ 1 ธันวาคม 2562 ประกาศกำหนดลักษณะและคุณภาพไบโอดีเซล (B 100) เหลือชนิดเดียว - วันที่ 1 มกราคม 2563 ทุกคลังน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันมีการผลิตน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 10 - วันที่ 1 มีนาคม 2563 น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 10 มีจำหน่ายในทุกสถานี 13. ผู้เกี่ยวข้องพร้อมอย่างไร ขอข้อมูลทั้งโรงกลั่น ผู้ผลิต B 100 ปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ ปตท.นำร่องอย่างไร /ปั๊มอื่นๆ คืบหน้าอย่างไร กรมธุรกิจพลังงาน มีการประชุมหารือร่วมกันกับผู้ที่มี่ส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ได้แก่ โรงกลั่นน้ำมัน ผู้ผลิต B 100 ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ที่จำหน่ายน้ำมันดีเซล รวมทั้งผู้ผลิตรถยนต์ ทุกฝ่ายมีความพร้อมในการสนับสนุนนโยบายและผลักดันให้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 10 เป็นน้ำมันดีเซลฐานของประเทศ โดยมีระยะเวลาในการดำเนินการ (ตามข้อ 12) 14. ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันที่จำหน่าย น้ำมันดีเซล B 10 ได้ที่ไหน สามารถตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันที่จำหน่าย น้ำมันดีเซล B 10 ได้ที่ เว็บไซต์กรมธุรกิจพลังงาน ในแบนเนอร์ “B 10 น้ำมันดีเซลฐานของประเทศไทย” ทั้งนี้ ณ เดือนกันยายน 2562 มีจำนวนสถานีบริการน้ำมันดีเซล B 10 รวม 47 แห่ง 15. มาตรการจูงใจจากการลดราคาต่ำกว่า 2 บาทจะอยู่นานไปถึงเมื่อไหร่ มติ กบง. วันที่ 30 สิงหาคม 2562  เห็นชอบให้ส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 10 ต่ำกว่าราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 7 ที่ 2 บาท/ลิตร ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป (ไม่ได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุด) 16. จะสร้างความมั่นใจผู้บริโภคได้อย่างไร กรมธุรกิจพลังงานได้กำหนดมาตรฐานคุณภาพของน้ำมันดีเซล B 10 ซึ่งเป็นที่ยอมรับของผู้ผลิตรถยนต์ อีกทั้ง กรมธุรกิจพลังงานได้มีการกำกับดูแลและตรวจสอบคุณภาพน้ำมันตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงการจำหน่ายที่สถานีบริการ ดังนั้น ประชาชนจึงสามารถมั่นใจในคุณภาพของน้ำมันดีเซล B 10 ได้ 17. รายชื่อค่ายรถที่พร้อมเข้าร่วม TOYOTA,  ISUZU, NISSAN, FORD, FUSO, Chevrolet,  MITSUBISHI,  Volvo Trucks, Hino, MAN, SCANIA, UD Trucks, Mercedes-Benz 18. List รุ่นรถที่สามารถใช้ได้ สามารถตรวจสอบรุ่นรถ ได้จากประกาศกรมธุรกิจพลังงานเรื่อง กำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2562 หรือที่เว็บไซต์กรมธุรกิจพลังงาน ตามลิงก์  คลิกที่นี่ 19. เชื่อมโยงถึงการสนับสนุน B 20 ว่าขณะนี้ สนับสนุนอย่างไร /ให้รถประเภทใดบ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นมา น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 20 ราคายังคงต่ำกว่าราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 7 อยู่ที่ 3 บาท/ลิตร และต่ำกว่าน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 10 ที่ 1 บาท/ลิตร โดยกลุ่มรถที่ใช้ได้ ตามรายละเอียดแนบท้ายประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซล พ.ศ. 2562

รองปลัดกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมรับรางวัลภายในงาน “Digital Government Awards 2019”

รองปลัดกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมรับรางวัลภายในงาน “Digital Government Awards 2019”

วันนี้ (30 ต.ค. 62) นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมรับรางวัลสนับสนุนโยบายรัฐบาลตามโครงการยกเลิกสำเนาเอกสารราชการ ภายในงาน “Digital Government Awards 2019” โดยได้รับเกียรติจาก พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานและมอบรางวัล ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ Digital Government Award 2019 จัดขึ้นโดย สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นรางวัลที่มอบให้แก่หน่วยงานที่มีความพร้อมเป็นรัฐบาลดิจิทัลและหน่วยงานที่สนับสนุนนโยบายรัฐบาลตามโครงการยกเลิกสำเนาเอกสารราชการอย่างเป็นรูปธรรม โดยดำเนินการสำรวจระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลหน่วยงานภาครัฐของประเทศไทย ประจำปี 2562 จำนวนทั้งสิ้น 1,858 หน่วยงาน ประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐส่วนกลาง จำนวน 323 หน่วยงาน หน่วยงานภาครัฐส่วนภูมิภาค จำนวน 1,533 หน่วยงาน ครอบคลุมทั้งหมด 76 จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ จำนวน 2 หน่วยงาน เพื่อเป็นฐานข้อมูลด้านการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศ และใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำแผน และนโยบายในการยกระดับการพัฒนาหน่วยงานภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิทัลทั้งในระดับหน่วยงานและระดับประเทศ รางวัลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างจริงจังของสำนักงานปลัดกระทรวงพลังงานในการสนับสนุนโยบายรัฐบาลตามโครงการยกเลิกสำเนาเอกสารราชการของรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นการสะท้อนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของหน่วยงานให้ดำเนินการสนองตอบต่อนโยบายรัฐบาลด้านดิจิทัลอย่างเต็มที่ และพร้อมเดินหน้าพัฒนางานด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่องต่อไป

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน  เป็นประธานการประชุมคณะทำงานเพื่อพลังงานที่เป็นธรรม ครั้งที่ 1

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุมคณะทำงานเพื่อพลังงานที่เป็นธรรม ครั้งที่ 1

วันนี้ (21 พฤศจิกายน 62) นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะทำงานเพื่อพลังงานที่เป็นธรรม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานเพื่อพลังงานที่เป็นธรรม ครั้งที่ 1 เพื่อร่วมหารือถึงแนวทางการพิจารณาโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซ ณ ห้องประชุม 9 ชั้น 15 ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคารบี นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะทำงานเพื่อพลังงานที่เป็นธรรม เปิดเผยหลังการประชุมฯ ว่า การประชุมในวันนี้ ถือเป็นการประชุมครั้งแรกของคณะทำงานเพื่อพลังงานที่เป็นธรรม ภายหลังจากที่ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ลงนามแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งคณะทำงานฯ ดังกล่าว มีเป้าหมายร่วมกันในการก้าวข้ามปัญหาข้อโต้แย้งและความเห็นต่างเรื่องพลังงานที่สะสมมาเป็นระยะเวลานานให้เกิดความเข้าใจที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อลดข้อขัดแย้งทางสังคม และให้เกิดประโยชน์และความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายอย่างสูงสุด โดยที่ประชุมได้มีข้อสรุปในการหารือให้มีการแบ่งคณะการทำงานจากชุดใหญ่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแต่งตั้งจำนวน 39 คน เป็นคณะย่อยเพื่อแยกหารือในแต่ละประเด็น เพื่อให้การหารือมีความกระชับ และได้ข้อยุติร่วมกันได้เร็วขึ้น ซึ่งได้มีการตกลงกำหนดสัดส่วนคณะย่อยแบ่งเป็น ภาคประชาชน จำนวน 10 คน ได้แก่ ผู้เข้าร่วมประชุม 5 คน และผู้สังเกตการณ์ 5 คน ภาครัฐ จำนวน 10 คน ได้แก่ ผู้เข้าร่วมประชุม 5 คน และผู้ติดตาม 5 คน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หรือ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน พร้อมทั้งมีการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูลในแต่ละประเด็นโดยจะนำข้อสรุปการหารือในคณะย่อยเข้าสู่การประชุมในคณะใหญ่ เพื่อให้ได้ข้อยุติที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่ายและเกิดผลที่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง ด้านนายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกกระทรวงพลังงาน  ในฐานะคณะทำงานฯ เปิดเผยถึงประเด็นที่จะมีการหารือร่วมกันว่า สำหรับประเด็นการหารือแบ่งเป็น 2 เรื่องหลัก คือ 1. โครงสร้างราคาน้ำมัน และ 2. โครงสร้างราคาก๊าซ ซึ่งมีองค์ประกอบในการหารือ ประกอบด้วย ราคาหน้าโรงกลั่น ภาษี การเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและกองทุนอนุรักษ์พลังงาน และค่าการตลาด โดยเรื่องแรกที่จะมีการหารือร่วมกันคือ ประเด็นราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งจะประชุมในวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน 2562 เวลา 09.00 น. ทั้งนี้ คณะทำงานเพื่อพลังงานที่เป็นธรรมถูกตั้งขึ้นตามคำสั่งกระทรวงพลังงาน ที่ 43/2562 ตามเจตนารมย์ของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญในการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนในการกำหนดนโยบายและแผนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับต่างๆ และตามที่กลุ่มประชาชนได้ขอให้กระทรวงพลังงานพิจารณาทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติให้เป็นธรรม โดยมีองค์ประกอบของคณะทำงานประกอบด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมจำนวน 39 คน ซึ่งมีปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธานคณะทำงานฯ ภายใต้อำนาจหน้าที่หลักๆ ในการศึกษาวิเคราะห์พร้อมจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางการกำหนดโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซ ให้มีความเหมาะสม เป็นธรรม สอดคล้องกับภาวะตลาดน้ำมันของประเทศในปัจจุบันและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ